โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

EAT. SNAP. TRIP. x RICOH GR ตอน Ise Jingu (ศาลเจ้าอิเสะ) ที่สถิตย์แห่งเทพีอามาเทราสึ

KIJI

เผยแพร่ 14 พ.ค. 2564 เวลา 10.00 น. • KIJI

ในการเดินทางแต่ละครั้งเราอาจจะไปเพราะแรงบันดาลใจบางอย่าง แต่ทุกการเดินทางมักทําให้ได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ เสมอ เหมือนเช่นครั้งนี้ทริปที่เริ่มต้นจากภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งที่เราประทับใจจนนึกอยากชิม ISE-EBI แบบในเรื่องบ้างก็เลยปักหมุดมาเมืองอิเสะ (Ise) ทำให้กลายเป็นจุดเริ่มของทริปครั้งนี้ และวางแผนท่องเที่ยวต่อตามเส้นทางนี้ด้วย ซึ่งหนึ่งในสถานที่ที่ได้ไปและประทับใจมากคือ ศาลเจ้าอิเสะ (Ise Jingu) หรือชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า The Grand Shrine of Ise ศาลเจ้าใหญ่แห่งเมืองอิเสะ ตามความเชื่อว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็น “บ้านเกิดของชาวญี่ปุ่น” หรือ “อิเสะซัง (Ise-san)” ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นป่าสนซีดาร์เก่าแก่ใจกลางเมืองอิเสะ (Ise) โดยมีศาลเจ้าหลักที่แยกเป็น 2 ส่วน คือ ศาลเจ้าชั้นนอก (Gegu) กับ ศาลเจ้าชั้นใน (Naiku) และอีก 125 ศาลเจ้าย่อยที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยมีธรรมเนียมที่ถือปฎิบัติสําหรับการไปสักการะศาลเจ้าอิเสะว่าให้ไปสักการะที่ศาลเจ้าชั้นนอกก่อนแล้วจึงค่อยไปสักการะศาลเจ้าชั้นใน ดังนั้นเช้านี้เราจึงเริ่มต้นด้วยการเดินจากที่พักที่อยู่ใกล้กับสถานีอิเสะชิ (Iseshi Station) ไปสักการะ Toyokei Grand Shrine หรือศาลเจ้าชั้นนอกก่อน ซึ่งเป็นวันที่อากาศสดใส และมีแสงแดดแรงมาก แต่ก็เหมาะกับอากาศหนาวๆ ของฤดูกาลนี้ โดยระหว่างทางที่เดินเราก็ Snap รูปไปด้วย Ricoh GR กล้องที่ถ่ายภาพได้สนุกมากๆ ก็เลยทําให้รู้สึกว่าระยะทางที่เดินนี้ไม่ไกลมาก… เราเดินมาเจอกลุ่มเด็กนักเรียนใส่หมวกสีแดงกําลังตั้งแถวฟังคุณครูอย่างตั้งใจดูน่ารักดีก็เลยยกกล้อง Ricoh GR ขึ้นมา Snap

เมื่อเดินผ่านกลุ่มเด็กนักเรียนมาก็ถึงทางม้าลาย ซึ่งศาลเจ้าชั้นนอกจะอยู่ฝั่งตรงข้าม ระหว่างรอสัญญาณไฟก็สังเกตว่าเป็นถนนที่มีขนาดใหญ่มาก และเมื่อมองตรงข้ามไปก็เห็นต้นไม้สูงใหญ่มากมาย ทําให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ตั้งแต่ก่อนข้ามถนนกันเลย !

เมื่อข้ามถนนมาแล้ว และเดินต่อเข้าไปก็จะพบสะพานชื่อว่าฮิโยเกะบาชิ (Hiyokebashi) ที่เราต้องเดินข้ามก่อนเข้าไปยังบริเวณด้านใน ซึ่งตามหลักคําสอนของชินโตเชื่อว่าก่อนเข้าไปยังพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จะต้องมีการชําระล้างเพื่อความบริสุทธิ์ก่อน และน้ํา คือตัวแทนของการชําระล้าง ดังนั้นการเดินข้ามสะพานที่มีน้ําอยู่ด้านล่างก็ถือเป็นพิธีกรรมของการชําระล้างความบริสุทธิ์

พอข้ามสะพานมาก็จะมีที่ล้างมือล้างปาก อันมีความหมายถึงการชําระล้างจิตใจก่อนเข้าศาลเจ้า จากนั้นก็จะพบกับเสาโทริอิ ซึ่งของศาลเจ้าอิเสะจะมีรูปแบบเฉพาะเรียกว่า อิเสะ โทริอิ (Ise Torii) โดยมีลักษณะเด่นตรงที่เป็นสีของไม้ตามธรรมชาติ ทำให้มีความแตกต่างจากเสาโทริอิของที่อื่นๆ ที่มักทาเคลือบเสาโทริอิเป็นสีแดง เมื่อเดินลอดผ่านเสาอิเสะ โทริอิไปตามถนนที่โรยกรวดก็สังเกตได้ว่า บริเวณพื้นที่รอบๆ รายล้อมไปด้วยต้นไม้ที่ส่วนมากจะเป็นต้นสนซีดาร์ขนาดใหญ่ที่ดูแล้วน่าจะมีอายุนับร้อยปี ซึ่งเราพอทราบมาบ้างว่าศาลเจ้าอิเสะจะมีการรื้อออก และสร้างใหม่ทุก 20 ปี โดยจะนําต้นสนซีดาร์ที่มีขนาด และได้ลักษณะตามข้อกําหนดมาใช้ในการก่อสร้าง โดยจะปลูกทดแทนใหม่หมุนเวียนไป แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานก็เลยต้องมีการใช้ต้นไม้จากแหล่งอื่นๆ ด้วย (อาจจะเพราะต้นไม้เติบโตไม่ทันที่จะได้ตามลักษณะของข้อกำหนด) ซึ่งพิธีการสร้างศาลเจ้าหลังใหม่ที่เพิ่งผ่านไปล่าสุดเป็นครั้งที่ 62 เมื่อปี ค.ศ. 2013 ดังนั้นพิธีการก่อสร้างศาลเจ้าหลังใหม่ที่จะมีขึ้นในครั้งหน้าจะเป็นครั้งที่ 63 จะอยู่ในปี ค.ศ. 2033 

Toyokei Grand Shrine (Geku) ศาลเจ้าชั้นนอกที่มีประวัติความเป็นมากว่า 1,500 ปี ตามหลักคําสอนของชินโตเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราจะมี Kami ซึ่งมีสถานะเหนือกว่ามนุษย์จะคอยคุ้มครองดูแลอยู่ โดยศาลเจ้าอิเสะชั้นนอกเป็นที่สถิตของ Kami หรือเทพ Toyouke ที่คอยดูแลเกี่ยวกับการเกษตรให้ได้ผลผลิตที่ดี มีความอุดมสมบูรณ์ และคอยพิทักษ์ปกป้องมนุษย์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี โดยบันดาลให้มีสิ่งจําเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ 3 ประการก็คือ อาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์ และที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นเทพที่ผู้คนในท้องถิ่นนี้มีความเคารพนับถือกันเป็นอย่างมาก

สําหรับบริเวณของที่ตั้งตัวอาคารหลักของศาลเจ้าชั้นนอกจะมีลักษณะเป็นรั้วกั้นแบ่งเขตเป็นชั้นๆ เมื่อเดินลอดผ่านเสาโทริอิที่ประตูด้านนอกเข้าไปแล้วต่อจากบริเวณนี้ไป “ห้ามถ่ายรูป” และจะเข้าไปได้ถึงส่วนของพื้นที่ในรั้วชั้นที่หนึ่งเท่านั้น แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับใครที่อยากจะเข้าไปถึงชั้นด้านใน เพราะศาลเจ้าอิเสะจะมีการรื้อและสร้างใหม่ทุก 20 ปี ดังนั้นเรียกว่าสำหรับบุคคลทั่วไปแล้วการจะเข้าไปได้ถึงส่วนชั้นที่ 2 จะมีโอกาสเพียงครั้งเดียวในทุก 20 ปี และตามระยะเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อไปถวายหินที่จะมาเป็นส่วนประกอบของพื้นกรวดรอบอาคาร โดยจะเปิดในช่วง 6 เดือนก่อนที่จะถึงพิธีย้ายเครื่องสักการะต่างๆเสร็จ และหลังจากนี้เมื่อเข้าสู่พิธีการต่อไปแล้วก็จะไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปได้อีก จะยกเว้นเพียงนักบวชสูงสุด หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเฉพาะในการประกอบพิธีและองค์จักรพรรดิเท่านั้น !

ตัวอาคารหลักของศาจเจ้าชั้นนอกมีลักษณะภายนอกที่ดูเรียบง่ายและสง่างามตามลักษณะงานสถาปัตยกรรมไม้แบบโบราณขั้นสูงท่ามกลางพื้นที่โดยรอบที่เป็นป่าที่มีต้นสนซีดาร์ขนาดใหญ่มากมายที่สัมผัสได้ถึงความสดชื่นจากอากาศบริสุทธิ์ที่รายล้อมตัวเรา

ความเขียวขจีของต้นไม้โดยเฉพาะมอสที่เกาะบริเวณโคนต้นที่ดูสดใส ชวนให้อยากเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อถ่ายรูป ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ทําให้ชอบใช้กล้อง Ricoh GR ตรงที่มีความคล่องตัวสูง ทําให้เข้าถึงธรรมชาติได้ง่ายตามที่เราต้องการในทันที แถมยังได้ภาพถ่ายที่มีคุณภาพดีอีกด้วย ซึ่งที่ได้เข้าไปใกล้ๆ ต้นไม้ทําให้เราได้มีโอกาสพิจารณาธรรมชาติมากขึ้น และได้สูดอากาศบริสุทธิ์สดใสที่ต้นไม้ผลิให้กับเรา

ก่อนที่เราจะได้มาที่นี่จริงๆ แม้จะรู้ว่าศาลเจ้ามีอาณาบริเวณกว้างใหญ่มีต้นไม้ขนาดใหญ่มากมาย แต่ความรู้สึกก็ยังว่างเปล่าเพราะยังไม่เคยมาสถานที่จริง ดังนั้นพอเราได้มาถึงที่นี่การได้สัมผัสสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองจึงเติมเต็มความรู้สึกเราได้อย่างแท้จริง ซึ่งก็ไม่ต่างจากที่เรารู้สึกกับกล้อง Ricoh GR แม้จะบอกว่ากล้องนี้ถ่ายรูปสนุกขนาดไหน หรือมีคุณภาพที่ดียอดเยี่ยมแค่ไหน หากยังไม่เคยมีโอกาสได้ใช้กล้องจริงๆ ก็ยากจะเข้าใจในประสิทธิภาพ และปรัชญาของ Ricoh GR กล้องอินดี้สัญชาติญี่ปุ่นตัวนี้ได้ว่ามีดีตรงไหนถึงได้รับความนิยมจากนักถ่ายภาพทั่วโลก และมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 30 ปี

อย่างไรก็ตามประสบการณ์ก็คือ ความทรงจําที่ไม่มีวันหายไป ยิ่งมีภาพถ่ายเป็นไดอารี่ด้วยก็ยิ่งเติมความรู้สึกประทับใจเข้าไปอีก เราคิดว่าการเดินทางที่สนุกมีองค์ประกอบหลายอย่าง แม้สถานที่จะสวยงาม แต่หากไม่มีกล้องคู่ใจที่ทําให้เราได้ภาพสวยๆ กลับมาเป็นที่ระลึกก็คงน่าเสียดายไม่น้อย และ Ricoh GR คือคําตอบของเรา เพราะสร้างความรู้สึกที่ดียามที่ได้ใช้งาน ทําให้เรามีความสุขกับการถ่ายรูปช่วยเราเก็บภาพความทรงจําเหล่านี้ และยังแชร์ให้กับคนอื่นๆ ให้ได้รับความสุขไปกับเราด้วย

ตอนที่เราได้เข้าไปยืนใกล้ๆ ต้นไม้ต้นหนึ่งได้เห็นผิวของต้นไม้เป็นเปลือกไม้ที่มีลวดลายสวยงามมากก็เลยถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก และเมื่อถ่ายรูปที่ต้นไม้เสร็จ พอมองลงที่พื้นก็เห็นใบไม้บนก้อนกรวดพอดีก็เราชอบก้อนกรวดที่ญี่ปุ่น เพราะรู้สึกว่ามีสีสันที่สวยงามและน่ารักดี เลยอดไม่ได้ที่จะเก็บภาพกลับมา

คงเพราะที่นี่มีลักษณะของป่าที่มีต้นไม้ใหญ่มากมายก็เลยทําให้เราพบ ไลเคน (Lichen) พืชโบราณที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ก่อนที่จะมีการวิวัฒนาการเกิดพืชชั้นสูงหรือพืชมีดอก ไลเคนมีลักษณะเป็นแผ่น (Crustose) โดยมีด้านที่จะแนบสนิทกับเปลือกไม้หรือวัตถุที่เกาะอยู่ ทั้งนี้ไลเคนเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบคุณภาพอากาศได้ด้วย เพราะไลเคนไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในที่ที่มีมลพิษ เนื่องจากไม่มีชั้นผิวป้องกันตัวได้ ดังนั้นจึงพบไลเคนที่ขึ้นตามเปลือกผิวต้นไม้หรือก้อนหินที่อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์เท่านั้น ซึ่งที่ศาลเจ้าอิเสะเราจะเห็นไลเคนตามผิวต้นไม้มากมายรวมทั้งมอสชนิดต่างๆ อีกด้วย ใครชอบปลูกมอสที่นี่มีให้ดูเยอะเลย

ท้องฟ้าสวยมากวันนี้สีเข้มสดใสเป็นวันที่เหมาะมากสําหรับการมาเดินเที่ยวชมศาลเจ้าอิเสะ ซึ่งเราจะออกจากที่ศาลเจ้าชั้นนอกเพื่อไปยังศาลเจ้าชั้นใน ที่ห่างออกไประยะทาง 6 กิโลเมตร ซึ่งมีรถเมล์วิ่งให้บริการอยู่ เราจึงไปรอที่ป้ายรถเมล์หมายเลข 2 และนั่งรถไม่นานก็มาถึงส่วนของศาลเจ้าอิเสะชั้นใน

 

Imperial Shrine (Naiku) : ศาลเจ้าอิเสะ (ชั้นใน) มีประวัติความเป็นมากว่า 2,000 ปี

“ ศาลเจ้าอิเสะ (ชั้นใน) ที่สถิตย์แห่ง Amaterasu Omikami
เทพีแห่งดวงอาทิตย์ที่เคารพนับถือว่าเป็นต้นกําเนิดราชวงศ์ญี่ปุ่น ”

ตั้งแต่อดีต Amaterasu Omikami ได้รับการบูชาอยู่ในพระราชวังอิมพีเรียลโดยจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ซึ่งจะมีสัญลักษณ์ตัวแทนในการเคารพบูชา และส่งต่อกันเมื่อมีการสืบทอดอํานาจด้วยสิ่งของ 3 อย่าง ได้แก่ เครื่องประดับอัญมณี ดาบ และกระจกศักดิ์สิทธิ์ทรงกลมที่ถือเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนสําคัญของเทพีอามาเทราสึ (Amaterasu) ในรัชสมัยของจักรพรรดิองค์ที่ 10 พระนามว่า ซุยจิน (Sujin) ได้มีการย้าย Holy Mirror หรือกระจกศักดิ์สิทธิ์นั้นออกมาจากพระราชวังอิมพีเรียล และต่อมาในสมัยจักรพรรดิ ซุยนิน (Suinin) องค์ที่ 11 ได้มีรับสั่งให้เจ้าหญิงยามาโตฮิเมะ โนะ มิโคโตะ (Yamatohime-no-mikoto) แสวงหาสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อประดิษฐาน และสักการะเทพีอามาเทราสึอย่างถาวร ซึ่งมีตํานานเล่าขานว่า เจ้าหญิงใช้เวลาในการแสวงหานานถึง 20 ปี จนเสด็จมาถึงบริเวณที่ตั้งของศาลเจ้าอิเสะในปัจจุบันก็ได้ยินเสียงกระซิบจากเทพีอามาเทราสึกล่าวว่า โปรดปรานสถานที่แห่งนี้ เพราะมีความเงียบสงบร่มรื่นดี และให้จัดสร้างศาลเจ้าขึ้นที่นี่ ดังนั้นเพื่อถวายความศรัทธาแด่เทพีอามาเทราสึหรือเทพีแห่งพระอาทิตย์ จึงได้มีการก่อสร้างขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อนคริสตกาล หรือตรงกับ พ.ศ. 539 นับเป็นระยะเวลานานกว่า 2,000 ปีแล้ว ศาลเจ้าอิเสะชั้นในเป็นศาลเจ้าที่มีความสําคัญต่อราชวงศ์ญี่ปุ่นและชาวญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

จากตํานานความเชื่อต่างๆ ตอนนี้เรากลับมาสู่ทริปการเดินทางของเรากันดีกว่า สําหรับการไปศาลเจ้าอิเสะ นอกจากธรรมเนียมการสักการะที่ให้ไปที่ศาลเจ้าชั้นนอกก่อนมาศาลเจ้าชั้นใน ในส่วนการเข้าไปสักการะศาลเจ้าชั้นในก็มีธรรมเนียมปฎิบัติกันอยู่เหมือนกันก็คือ ให้เข้าไปศาลเจ้าชั้นใน โดยให้เดินเข้าไปทางถนนโอฮาไรมาจิ (Oharai-machi) กับตลาดโอคาเกะ (Okage-yokocho) ตามแบบอย่างในสมัยโบราณ เนื่องจากที่นี่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนที่เดินทางมาสักการะศาลเจ้าได้มีจุดแวะพักหรือรับประทานอาหารก่อนเข้าสู่ศาลเจ้าชั้นใน แต่ถ้าใครที่มีเวลาน้อยจะเลือกวิธีเดินทางที่สะดวกก็น่าได้เช่นกัน ส่วนเราก็อดไม่ได้ที่อยากทําตามแบบฉบับเดิม การเดินผ่านถนนโอฮาไรมาจิ โดยพยายามไม่หยุดแวะใช้เวลากับร้านค้าต่างๆ ก่อนมากนัก แม้จะตัดใจจากร้านค้าต่างๆ ได้ยาก แต่เราก็พยายามทำเวลาให้ได้ตามที่ตั้งใจว่าจะเข้าไปสักการะศาลเจ้าชั้นในก่อนแล้วค่อยกลับมาที่นี่ เพื่อใช้เวลาแบบชิลล์ๆ สบายๆ ในตอนท้ายน่าจะดีกว่า และอีกอย่างเมื่อวานเราก็แวะมาเดินเล่นไปรอบหนึ่งแล้วด้วย ซึ่งวันนี้เรามีเวลาอยู่ที่อิเสะถึงแค่ช่วงบ่ายๆ เพราะต้องเดินทางกลับนาโกย่า (Nagoya) แล้ว !

วันนี้อากาศสดใสต่างจากเมื่อวานที่ฝนตกทั้งวัน ทําให้มีนักท่องเที่ยวมาเดินที่ Oharai-machi และ Okage-yokocho กันมากมายจริงๆ

จากถนนโอฮาไรมาจิก็มาถึงทางเข้าศาลเจ้าชั้นใน จะเห็นเสาโทริอิขนาดใหญ่ที่ดูเรียบง่ายแต่สง่างาม ซึ่งเมื่อลอดผ่านไปก็จะพบกับสะพานอุจิบาชิ (Ujibashi) ความยาวประมาณ 100 เมตร ที่พาดข้ามแม่น้ําอิซูซุ (Isuzu River) ซึ่งเป็นไปตามหลักความเชื่อของชินโตเกี่ยวกับการเดินข้ามสะพานที่มีน้ําอยู่ด้านล่าง ซึ่งถือว่าเป็นการชําระล้างเพื่อความบริสุทธิ์ก่อนเข้าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสําหรับสะพานอุจิบาชิที่ถือกันว่าเป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับแดนสวรรค์ เพราะศาลเจ้าชั้นในเป็นที่สถิตย์ของเทพีสูงสุดอามาเทราสึ !

ทุกคนที่เดินมาถึงทางเข้าศาลเจ้าก็จะหยุดเพื่อชื่นชมความงามของ Ise Torii ที่มีความพิเศษที่เป็นสีไม้ตามธรรมชาติ ซึ่งการออกแบบก่อสร้างงานทุกอย่างของที่นี่จะมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Ise Jingu

แม่น้ํา Isuzu (อิซูซุแปลว่า กระดิ่ง 50 อัน) ชื่อของแม่น้ำตั้งชื่อตามจํานวนกระดิ่ง 50 อัน ที่ใช้เป็นเครื่องชี้จุดตอนที่จะสร้างศาลเจ้าอิเสะ แม่น้ํานี้มีขนาดลําน้ําที่กว้างใหญ่ และวิวทิวทัศน์ที่งดงามมาก

เมื่อข้ามสะพานมาแล้วก็จะพบกับอาณาบริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่ สวนญี่ปุ่นที่มีต้นซากุระและต้นบ๊วย เมื่อเดินเข้ามาก็เห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกําลังถ่ายรูปอยู่ เราก็เลยเดินไปร่วมวงกับเขาด้วย ซึ่งการได้มีโอกาสเห็นดอกไม้สวยๆ ทั้งที่ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลจริงๆ จะรู้สึกดีใจและตื่นเต้น เพราะเหมือนเป็นความโชคดีในสิ่งที่เราไม่ได้คาดหวัง แต่กลับได้รับมา ทำให้วันนี้เป็นวันที่พิเศษมากขึ้นไปอีก

จะเห็นว่ามีธงญี่ปุ่นโบกสะบัดอยู่ ศาลเจ้าแห่งนี้มีความสําคัญต่อราชวงศ์และประเทศญี่ปุ่นมาก

เมื่อเดินต่อไปสักพักก็จะเจอกับ Temizusha ที่สําหรับล้างมือและปาก สําหรับชําระล้างเพื่อความบริสุทธิ์ก่อนเข้าไปสักการะศาลเจ้าหลัก แต่ถ้าเดินต่อไปอีกหน่อยไม่ไกลนักจะมีทางไปยังริมแม่น้ําอิซูซุ ก็จะมีตลิ่งที่เราสามารถลงไปล้างมือและปากแทน Temizusha ได้เหมือนกับที่ผู้แสวงบุญในสมัยก่อนใช้และมีความเชื่อกันว่าแม่น้ําอิซูซุนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์สามารถใช้ชําระล้างเพื่อความบริสุทธิ์ได้

เมื่อเดินไปที่ตลิ่งริมแม่น้ำอิซูซุก็มีผู้คนพอสมควรที่เข้ามาในบริเวณนี้ซึ่งเป็นจุดที่มีวิวรอบๆ สวยงามมาก มีความร่มรื่น สังเกตต้นไม้ที่ยังพอเหลือสีสันของใบไม้เปลี่ยนสีทําให้คิดว่าถ้ามาตรงช่วงฤดูกาลพอดีที่นี่คงสวยมากเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเมื่อรวมกับบรรยากาศโดยรอบก็รับรู้ถึงความสงบที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจ และสายน้ําที่ไหลไปตามลําน้ําที่มีความสวยงาม เมื่อลองตวัดน้ําล้างมือก็สัมผัสกับความเย็นใสที่สร้างความสดชื่นขึ้นในทันที หากนี่คือพิธีกรรมของการชําระล้างเพื่อความบริสุทธิ์ ก็คิดว่าเราได้บรรลุผลนั้นแล้วโดยดุษฎี

ที่จริงบริเวณนี้มีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ๆ รายล้อม ทําให้การเก็บภาพที่จะให้เห็นรายละเอียดต่างๆ อาจจะยากหน่อยเพราะหากต้องการบรรยากาศที่สะท้อนความร่มรื่นภาพก็ควรมีความมืดสว่างไปตามที่เป็นจริง แต่โชคดีที่เราใช้กล้อง Ricoh GR ที่มีชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถเก็บรายละเอียดของโทนแสง และเงาของภาพได้ดีมากอยู่แล้ว ภาพที่ได้จึงถูกใจเสมอ และจากตรงที่ยืนอยู่เราก้มมองลงที่สายน้ํา เห็นแสงแดดที่ลอดผ่านร่มเงาไม้ใหญ่ลงมาไปกระทบกับก้อนหินที่อยู่ใต้ผิวน้ํา แสงแดดได้ช่วยดึงสีสันของก้อนหินที่มีอยู่ให้โดดเด่นสดใสขึ้นมาจากเงามืดเป็นภาพที่รู้สึกสวยงามมาก และเมื่อเรารู้สึกถึงความงดงามบางอย่างเราย่อมอยากจะบันทึกภาพไว้แต่ว่า… แม้ว่าน้ำในแม่น้ำจะใสมาก แต่ก็มีสายลมพัดที่ทําให้เกิดระลอกคลื่นบนผิวน้ำ การบันทึกภาพความงามจากธรรมชาติที่เรียบง่ายเช่นนี้ไม่ง่ายอย่างที่ตาเห็น ดังนั้นอุปกรณ์ที่เราใช้จึงเป็นตัวช่วยที่สําคัญมากที่สุด ! แน่นอนว่ากล้อง Ricoh GR ก็ทําให้เราได้ภาพตามที่เราต้องการเช่นเคย แม้จะเป็นกล้องคอมแพคขนาดเล็กๆ แต่กลับมีประสิทธิภาพที่ดี และใหญ่เกินตัวไปมาก

เราใช้เวลาในการถ่ายรูปและสัมผัสความเงียบสงบที่ริมแม่น้ำสักพัก จากนั้นเราก็เดินต่อไปตามเส้นทางที่เมื่อยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งสัมผัสถึงความร่มรื่น มีต้นไม้ขนาดใหญ่มากมาย โดยเฉพาะต้นสนแต่ละต้นที่สวยงาม ตลอดเส้นทางก็จะสัมผัสได้ถึงอากาศที่บริสุทธิ์สดใส แม้ที่นี่จะกว้างใหญ่การเดินทางเท้าเข้าไปด้านในก็มีระยะทางไกลพอสมควร แต่เราไม่รู้สึกเหนื่อยเลย กลับมีความสุขกับการเดินไป Snap ภาพไปด้วยอย่างรื่นรมย์

ในที่สุดเราเดินมาถึงอาคารหลักของศาลเจ้าอิเสะชั้นในที่สถิตย์แห่งเทพีอามาเทราสึ ซึ่งจะมีบันไดทางขึ้นที่สร้างจากก้อนหิน เมื่อเดินขึ้นไปแล้วก็เช่นกันทุกคนสามารถไปได้ถึงเพียงชั้นด้านนอกของอาคารเท่านั้น และเราเมื่อเดินลอดผ่านเสาโทริอิเข้าไปแล้วก็จะเป็นส่วนบริเวณที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป ซึ่งจะว่าไปเราคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะการไม่ให้ถ่ายรูปทําให้มีความสงบ ซึ่งช่วยให้เราสามารถซึมซับสิ่งที่เราเห็น และสัมผัสตรงหน้าได้ดีถือเป็นการให้ความเคารพต่อสถานที่ ที่นับถือว่าเป็นเขตแดนอันศักดิ์สิทธิ์

หลังจากที่สักการะเสร็จเรียบร้อย เราก็เดินชมบริเวณในส่วนของศาลเจ้าชั้นใน ซึ่งมีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่มาก มีความร่มรื่น อากาศดีบริสุทธิ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นต้นสนซีดาร์ที่มีอายุเป็นร้อยๆ ปีขึ้นไป เราสามารถเดินเข้าไปโอบกอดต้นไม้ได้ด้วยเหมือนการได้รับการส่งต่อพลังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่นี้ อากาศที่รายล้อมตัวเราก็เสมือนพลังงานบริสุทธิ์ที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจ และเมื่อเราใช้กล้อง Ricoh GR บันทึกภาพเป็นเตัวแทนความรู้สึกที่เมื่อใดก็ตามที่เรากลับมาดูรูปเหล่านี้ก็ช่วยให้เราย้อนรําลึกถึงได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

เราใช้ระบบมาโครประสิทธิสูงของกล้อง Ricoh GR เก็บความงดงามของต้นสนซีดาร์ที่ผ่านกาลเวลามาเป็นร้อยๆ ปีจนเกิดเป็นลวดลายของเปลือกไม้ที่สวยงาม

ไลเคน คือ สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเชื้อรา (Fungus) และสาหร่าย (Algae) มาอยู่รวมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน (Mutualism) และดํารงอยู่ได้เฉพาะสถานที่ที่มีความเหมาะสมขององค์ประกอบหลักตามธรรมชาติจึงทําให้ไลเคนเป็นตัวชี้วัดคุณภาพอากาศทางชีวภาพได้ด้วย เพราะไลเคนมีความไวต่อมลพิษทางอากาศ…

สภาพแวดล้อมของป่าขนาดใหญ่ที่สร้างอากาศบริสุทธิ์ทําให้เราพบเห็นไลเคนที่ขึ้นเกาะอยู่ตามต้นไม้ที่มีรูปลักษณ์ที่น่าสนใจ… ทําให้นึกอยากเก็บภาพลวดลายของไลเคนไว้

ไลเคนจะขึ้นกระจายหรือจับตัวเป็นกลุ่มๆ ตามลําต้นของต้นไม้ที่เห็นมีกลุ่มไลเคนที่น่าสนใจขึ้นในตําแหน่งที่อยู่ที่สูงหน่อย ซึ่งเราโชคดีที่กล้อง RICOH GR ขนาดตัวเล็กและเบา (แต่แข็งแรงเพราะทําจากวัสดุแมคนีเซียมอัลลอยด์) ก็เลยทําให้เราสามารถชูมือที่ถือกล้องขึ้นถ่ายมาโครไลเคนใกล้ๆ ได้ตามที่ต้องการได้แถมยังได้ภาพไลเคนที่คล้ายรูปหัวใจ 2 ดวงที่เชื่อมต่อกันมาด้วย

ภาพไลเคนนี้ราวกับจะบอกเราว่า “ไลเคนก็เหมือนความรัก” เมื่อราและสาหร่ายที่มีความแตกต่างกัน มาจับคู่อยู่ร่วมด้วยกันก็มีการปรับตัวพึ่งพาอาศัย และดูแลกัน ซึ่งต่างก็มีหน้าที่ความรับผิชอบของตน อย่างเช่น ราเปรียบเสมือนบ้านที่ช่วยป้องกันภัยให้ความชุ่มชื้นกับสาหร่ายที่รากมายึดเกาะ ส่วนสาหร่ายที่สามารถสังเคราะห์แสงสร้างอาหารได้ก็ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงตนเองและราไปด้วยพร้อมกัน ดังนั้นไลเคนรูปหัวใจนี้เลยเหมือนภาพสะท้อนความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของทั้งคู่ที่ใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอด และไม่อาจจะขาดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไปได้

แม้จะเสียดายที่ได้เวลาต้องออกจากศาลเจ้าอิเสะแล้ว เพราะเราจะไปต่อที่ถนนโอฮาไรมาจิ และระหว่างทางที่เดินกลับออกไปก็พบกลุ่มเด็กๆ นักเรียนมาทัศนศึกษาสวมหมวกสีเหลืองดูร่าเริงสดทีเดียวก็เลยยกกล้อง Ricoh GR ขึ้นมา Snap เก็บภาพความน่ารักนี้ไว้สักหน่อย

 

Oharai-machi และ Okage-yokocho

จากบริเวณศาลเจ้าชั้นใน เราเดินกลับเข้ามายังถนนโอฮาไรมาจิ ที่ตลอดแนวถนนจะมีร้านค้ามากมาย และร้านอาหารที่เราหมายตาไว้ก็อยู่ตรงหน้าพอดี ร้านนี้มีเมนูน่าสนใจหลากหลาย เราเลือกที่จะสั่งเมนูพิเศษของร้านที่มีกุ้งอิเสะชุบแป้งทอดรวมอยู่ในชุดด้วย

ก่อนอาหารจะมาเสิร์ฟเราก็ Snap บรรยากาศภายในร้านที่เป็นลักษณะบ้านเรือนไม้แบบเก่าย้อนยุค ซึ่งที่จริงร้านค้าและอาคารในถนนย่านนี้มีความคลาสสิคดูสวยงาม ใครที่ชอบความเป็นญี่ปุ่นๆ แบบโบราณก็คงหลงรักสถานที่นี้ได้ไม่ยากเหมือนเราเช่นกัน

เก้าอี้สําหรับเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุที่อาจจะไม่สะดวกในการนั่งกับพื้นราบ ซึ่งก็เป็นการบริการที่รู้สึกได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ได้ดีรู้สึกประทับใจก็เลยบันทึกไว้เป็นไดอารี่ภาพ

อาหารที่สั่งก็เสิร์ฟมาเป็นแบบถาดไม้ไผ่สานทรงกลมอย่างที่เห็น มีอาหารหลายอย่าง พร้อมกุ้งชุปแป้งทอดด้วย แม้ว่าขนาดกุ้งจะไม่ใหญ่แบบในเรื่อง “The Chef of South Pola” หรือเหมือนของร้าน “Kagetu” ที่เราไปดินเนอร์มาเมื่อคืนนี้ที่เราได้ลิ้มลองกุ้งมังกรอิเสะชุปแป้งทอดในแบบเทมปุระ และแม้ว่าเชฟของร้านมีฝีมือในการทําแป้งได้บางกรอบอร่อยมาก แต่เรายังไม่ได้ชิมกุ้งชุปเกล็ดขนมปังทอดที่เป็นเมนูจากภาพยนตร์ที่เราประทับใจจนเกิดเป็นแรงบันดาลใจมาเที่ยวที่อิเสะในครั้งนี้ พอที่ร้านมีเมนูนี้ก็เลยทําให้มื้อนี้ได้ปิดท้ายทริปอย่างสมบูรณ์แบบสําหรับเรา

(สามารถย้อนอ่านเรื่องราวของแรงบันดาลใจของการมาเยือนเมืองอิเสะได้ที่ลิงค์ด้านล่างบทความนี้)

หลังจากที่อิ่มอร่อยไปกับเมนู และบรรยากาศสไตล์ท้องถิ่นรวมทั้งอัธยาศัยที่ดีมีน้ําใจของพนักงานที่ร้านที่เราชื่นชมแล้ว เราก็พอมีเวลาเดินเที่ยวในย่านนี้ต่อกันอีกหน่อย ซึ่งเป็นถนนที่มีร้านค้าน่าสนใจมากมาย วันนี้เหมาะกับการเดินเล่นเที่ยวมากๆ เพราะท้องฟ้าแจ่มใสดีแม้อากาศจะค่อนข้างหนาว แต่ก็มีแสงแดดที่ทําให้รู้สึกอบอุ่นขึ้น

ถ้าไม่มีภาพจากกล้อง Ricoh GR เราก็คงลืมไปแล้วแต่พอเห็นรูปนี้ก็นึกได้ว่า ตอนที่เราเดินผ่านหนุ่มๆ กลุ่มนี้ที่มายืนออกันที่หน้าร้านๆ หนึ่ง ทีแรกนึกว่ามาซื้ออะไรกันเป็นร้านยอดฮิตหรือเปล่า เราเลยยืนสังเกตการณ์เพราะอยากรู้ว่าขายอะไรนะเผื่อว่าน่าสนใจหรือดูน่าอร่อย แต่ปรากฎว่าจริงๆ แล้วมีคนหนึ่งในกลุ่มนี้มาจีบสาวที่เป็นพนักงานขายก็เลยเหมือนมีเพื่อนๆ กองเชียร์มาช่วยลุ้น และเสียดายที่เราต้องรีบกลับก็เลยอดลุ้นต่อให้จบว่าจะ Happy Ending หรือเปล่านะ

เราเดินทางกลับนาโกย่าจากสถานีรถไฟอิเสะชิ (Iseshi Station) ด้วยรถไฟด่วน Vita Cas ของ Kintetsu เหมือนตอนขามาเช่นเคย ซึ่งใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงก็ถึงสถานีรถไฟนาโกย่า (Nagoya Station) และเราพักที่โรงแรมใกล้ๆ สถานีเพื่อความสะดวกในการเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้ที่เราจะไปยังหมู่บ้านเมืองมรดกโลกชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) ด้วยรถบัสที่ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง

ยิ่งเจอโควิด-19 ที่ทําให้เราเดินทางไม่ได้ก็ยิ่งรู้สึกว่าโชคดีที่เราบันทึกภาพไดอารี่ของเรามาตลอด เพราะใครจะรู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นใด การได้นั่งดูรูปและเล่าเรื่องราวต่างๆ ก็ทําให้คลายความคิดถึงญี่ปุ่นได้อยู่เหมือนกันนะ แม้ว่าบางจังหวะก็รู้สึกว่าอยากออกเดินทางไปญี่ปุ่นแล้วนะ อยากกลับไปยังที่ๆ ประทับใจ และสถานที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยไปมาก่อน หากโอกาสมาถึงเราตั้งใจว่าจะพกกล้อง Ricoh GR ให้ผู้ร่วมทางได้ Snap ภาพด้วยจะได้ช่วยกันบันทึกภาพเป็นไดอารี่ เพื่อความทรงจําที่ดีของเราตลอดไป

ส่วนตอนนี้ได้ยินว่า Ricoh GR มีรุ่นสีพิเศษ คือ GRIII SE เราก็เลยถือโอกาสซื้อกล้อง Ricoh GR อีกตัวให้ผู้ร่วมทางคนพิเศษไปทําความคุ้นเคย ถือเป็นการซ้อมมือเตรียมไว้ก่อน พอถึงเวลาสําคัญที่ได้ออกเดินทางกันอีกครั้งก็จะสนุกกับการ Snap ด้วยกล้อง Ricoh GR ได้ทันที

และก่อนจากกันวันนี้เราอยากแชร์ร้านอาหารที่ไปชิมแล้วประทับใจมากๆ เผื่อเป็นไอเดียสําหรับใครที่แวะพักแถวสถานีรถไฟนาโกย่าแบบเรา ซึ่งหากจะเดินทางไปเที่ยวในแถบนี้การเลือกพักในบริเวณสถานีรถไฟนี้น่าสนใจ เพราะที่นี่เป็นจุดที่เชื่อมต่อการเดินทางที่สะดวกมากๆ ทริปนี้เรามีเวลาที่นาโกย่าน้อยเพราะใช้เวลาในการจัดการตั๋วเดินทางต่างๆ มากกว่าเลยไม่มีเวลาที่จะไปสํารวจในส่วนอื่นๆ ของเมืองเท่าใดนัก ได้แต่หวังว่าจะมีโอกาสกลับมาอีก ซึ่งการได้ไปเจอร้านอาหารที่ถูกใจอย่างไม่คาดคิดก็ถือเป็นประสบการณ์ที่โชคดีสําหรับเรา

NAGOYA IMAIYA ร้าน Yakitori หรือไก่ย่างเสียบไม้ที่เลือกใช้ไก่บ้านสายพันธุ์ฮินาอิ (Hinai) จากจังหวัดอาคิตะ (Akita) ที่มีรสชาติดีและปรุงโดยพ่อครัวมืออาชีพที่ฝึกฝนมาแบบเฉพาะทางที่เรียกว่า Ultimate Yakitori ซึ่งหลังจากได้ลิ้มลองแล้วเราติดใจรสชาติอาหารของร้านนี้ที่ทําออกมาได้ดีมากๆ และเมนูที่เราอดรู้สึกทึ่งไม่ได้ก็คือ เนื้อไก่ส่วนอกเสียบไม้ย่าง เพราะปกติเป็นเมนูที่ไม่ชอบ แต่ก็เป็นเนื้อไก่ส่วนที่ตัดสินฝีมือและคุณภาพของเนื้อไก่ได้ดีเช่นกัน สําหรับเมนูนี้ก็เป็นเมนูแนะนําของร้านด้วย เราก็เลยต้องลองสักหน่อย…

เมื่อได้ลองแล้วก็รู้สึกติดใจ เพราะรสชาติดีโดยเฉพาะฝีมือการปรุงที่ทําให้เนื้อไก่ส่วนอกมีความชุ่มฉ่ำ และหนังไก่ที่ย่างออกมาได้กรอบให้รสสัมผัสที่ดี โดยเฉพาะเมื่อรวมเป็นคําเดียวกันก็ยิ่งสร้างความอร่อยล้ําจนต้องสั่งเมนูนี้ซ้ำอีกหลายรอบ !

นอกจากยากิโทริที่ร้านยังมีเมนูอื่นๆ ที่ใช้ไก่เป็นส่วนประกอบหลักอีกมากมาย คิดว่าถ้ามีโอกาสจะกลับไปลองชิมเมนูอื่นๆ อีก

สรุปสําหรับทริปนี้ ! แม้จะเกิดขึ้นเพราะอยากตามหาและลิ้มลอง ISE-EBI หรือ กุ้งมังกรอิเสะก็เลยวางแผนการเดินทางมา อีกทั้งถือโอกาสท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ที่ดูน่าสนใจสําหรับเราไปด้วย ซึ่งเราเลือกพักที่เมืองนาโกย่า เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อในการเดินทางได้สะดวก สามารถเดินทางโดยรถไฟไปเมืองโทบะที่จองร้านอาหารไว้สําหรับการลิ้มลองกุ้งมังกรอิเสะ และยังได้ไปสักการะศาลเจ้าอิเสะที่ยิ่งใหญ่ของเมืองอิเสะ นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้พบร้านอาหารใหม่ๆ ที่อร่อยถูกใจเพิ่มขึ้น ทําให้อดคิดไม่ได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นมาจากความเชื่อมโยงกัน และทําให้เราได้รับประสบการณ์ต่างๆ จากความเกี่ยวเนื่องกันนี้ซึ่งรวมไปถึงการมีกล้อง Ricoh GR คุณภาพสูงที่ถ่ายภาพได้อย่างสนุกถูกใจ ทําให้เราอยากถ่ายรูปมากขึ้นก็เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เราอยากออกไปเที่ยว เพื่อจะได้ถ่ายรูป และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ

สำหรับช่วงสถานการณ์ Covid-19 ที่ทําให้ไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ บางครั้งก็มีช่วงเวลาที่รู้สึกทรมานใจกับการรอคอยโอกาสที่จะกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง และอยากหาตัวช่วยที่จะบรรเทาอาการ #คิดถึงญี่ปุ่น ซึ่งพอได้กลับมาดูรูปถ่ายต่างๆ มากมายจากทริปที่ผ่านมาแล้วก็รู้สึกขึ้นมาว่า “โชคดีจัง” ที่เรามีกล้อง Ricoh GR ที่ถ่ายรูปสวย และตอบโจทย์ความคล่องตัว ทําให้เราสามารถบันทึกภาพตลอดเวลาที่ต้องการ ซึ่งก็เลยกลายเป็นไดอารี่ภาพถ่ายที่เก็บทุกรายละเอียดของการเดินทางของเราไว้ได้ และเมื่อเวลาที่ได้ดูรูปแต่ละใบที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้ดีนั้น ก็เหมือนทําให้เราได้กลับไปสัมผัสบรรยากาศของญี่ปุ่นนั้นอีกครั้ง ซึ่งช่วยให้คลายความคิดถึงญี่ปุ่นได้อยู่เหมือนกันนะ

เรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจของการมาเยือนเมืองอิเสะ สามารถย้อนอ่านได้ที่: https://kiji.life/ricoh-gr-ise-ebi-trip/

ข้อมูลเพิ่มเติม
ศาลเจ้าอิเสะ: www.isejingu.or.jp
ร้าน Nagoya Imaiya: www.dd-holdings.jp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...