โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จินตนาการประชาธิปไตย "ที่แท้จริง" ของกษัตริย์สยาม : รัชกาลที่ 6

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 มิ.ย. 2567 เวลา 05.00 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2567 เวลา 06.52 น.
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

ว่าด้วยจินตนาการเกี่ยวกับ “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริง ของพระมหากษัตริย์ไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

จินตนาการ “ประชาธิปไตย” ของ “รัชกาลที่ 6”

หลังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ปีกว่าเท่านั้น ก็มีคณะทหารหนุ่ม “เสี่ยงตาย” คิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง แม้จะยังไม่มีมติที่แน่นอนว่าจะเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบใด แต่ก็มี 2 แนวทางที่คณะนายทหารหนุ่มต้องการระหว่าง “รีพับลิค” และ “ลิมิเต็ดโมนาร์ชี”

อย่างแรกนั้นเป็นระบอบสาธารณรัฐซึ่งเป็นแบบ “ล้มเจ้า” ส่วนอย่างหลังเป็นแบบมีพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

แต่แผนการยึดอำนาจของคณะนายทหารหนุ่มถูก “ไส้ศึก” รายงานให้ทางการรู้ตัวเสียก่อน คณะนายทหารจึงถูกจับก่อนที่จะได้ทำอะไรตามแผนการที่วางไว้ ภายหลังเรียกการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่า “กบฏ ร.ศ. 130”

เช่นเดียวกับรัชกาลก่อน แม้จะทรงมีแนวคิด “สมัยใหม่” และแสดงพระทัยกว้างเมื่อถูก “ท้าทาย” จากคณะทหารหนุ่ม แต่“ข้ามีโทมนัสอย่างยิ่ง เหลือที่จะอธิบายได้” ต่อเหตุการณ์นั้น

และเช่นเดียวกับรัชกาลก่อน มีพระราชดำริถึง “ความไม่พร้อม” ของประเทศสยาม หากจะมี “คอนสติตูชัน” ในรัชกาลของพระองค์ ทรงแสดงแนวพระราชดำริเรื่องนี้ในรูปแบบพระราชนิพนธ์ต่าง ๆ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อเสียของการปกครองรูปแบบอื่นหากนำมาใช้กับคนไทย

เช่นใน “จดหมายเหตุรายวัน” ร.ศ. 130 ปีกุน จ.ศ. 1272 พุทธสาสนายุกาล 2454 เล่ม 2 วันที่ 13 มกราคม ถึง 31 มีนาคม

โดยเฉพาะจดหมายเหตุรายวันฉบับเดือนมีนาคม น่าจะเป็นพระราชนิพนธ์หลังกรณีกบฏ ร.ศ. 130 โดยทรงชี้ให้เห็นว่า หากนำ “คอนสติตูชัน” มาใช้ในประเทศสยามแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรืออีกนัยหนึ่งทรง “จินตนาการ” ระบอบประชาธิปไตยไว้ล่วงหน้า หากนำการปกครองระบอบอื่น ๆ มาใช้กับประเทศสยามในภาวะที่ยังมีความ “ไม่พร้อม”

เบื้องต้นทรงแสดงแนวคิดเห็นด้วยกับการมี “คอนสติตูชัน” เพราะการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงมีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว อาจส่งผลร้ายต่อบ้านเมืองได้ ถ้าพระเจ้าแผ่นดินนั้น“เปนผู้ที่มีน้ำใจพาลสันดานหยาบ ดุร้ายและไม่ตั้งอยู่ในราชธรรม เห็นแก่พวกพ้องและบริวารอันสอพลอและประจบ ฉนี้ก็ดีประชาชนก็อาจได้รับความเดือดร้อน ปราศจากความศุข ไม่มีโอกาสที่จะเจริญได้ ดังนี้จึงเห็นได้ว่าเปนการเสี่ยงบุญ เสี่ยงกรรมอยู่”(จดหมายเหตุรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, (กรุงเทพฯ : พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์, 2517), น. 49.)

ทรงเห็นด้วยที่ประชาชาชนมีปากมีเสียงในการปกครองบ้านเมืองของตนเอง ทั้งนี้เสนาบดีก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนเช่นกัน

“ถ้าแม้ว่าทำการในน่าที่บกพร่อง ประชาชนไม่เปนที่ไว้วางใจต่อไป ก็อาจจะร้องขึ้นด้วยกันมากๆ จนเสนาบดีต้องลาออกจากตำแหน่ง คนที่ประชาชนไว้วางใจก็จะได้มีโอกาสเฃ้ารับตำแหน่งน่าที่ ทำการงานให้ดำเนินไปโดยทางอันสมควรและถูกต้องตามประสงค์แห่งประชาชน”(จดหมายเหตุรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, (กรุงเทพฯ : พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์, 2517), น. 50.)

แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงมี “จินตนาการ” ถึง “โทษอันอาจจะมีมาได้” เมื่อใช้ระบอบการปกครองแบบ “คอนสติตูชั่น” เช่นกัน ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าเวลานั้น ยังไม่มีประชาธิปไตย “ของจริง” ให้เห็น จึงไม่มีใครรู้แน่ว่า หากประเทศสยามต้องมีพรรคการเมือง ผู้แทนราษฎร และรัฐสภา แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

ประการแรก ทรงเห็นว่าหากประชาชนยังไม่มีความรู้เพียงพอที่จะปกครองตัวเองได้ ก็อาจใช้อำนาจในทางที่ผิด แม้ว่าจะเป็นไปตามความต้องการของเสียงข้างมากก็ตาม อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศและประชาชนได้

ข้อต่อมา เมื่อประชาชนเลือก “ผู้แทน” เข้าไปนั่งในรัฐสภาแล้ว หากผู้แทนนั้นเป็น “คนดีจริง” ก็จะไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น แต่ปัญหาก็คือ “ประชาชนโดยมากก็มีกิจธุระทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ด้วยกันทุกคน จะมัวสละเวลาเพื่อกระทำความวิสาสะ กับผู้ที่จะเปนผู้แทนตนในรัฐสภาไม่ได้อยู่เอง” (จดหมายเหตุรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, (กรุงเทพฯ : พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์, 2517), น. 51.)

นอกจากนี้การแข่งขันกันของพรรคการเมืองหรือ “คณะปาร์ตี้” เพื่อให้ได้คนจำนวนมากกว่าคู่แข่งย่อม “ไม่ได้ใช้ฬ่อใจราษฎรแต่ด้วยถ้อยคำเท่านั้น ยังมีฬ่อใจโดยทางอื่น ๆ อีก ตั้งแต่ทางเลี้ยงดู จัดยานพาหนะให้ไปมาโดยสะดวกและไม่ต้องเสียทุนทรัพย์ จนถึงติดสินบนตรง ๆ เปนที่สุด คณะใดมีทุนมากจึ่งได้เปรียบมากอยู่ ก็ตกลงรวบรวมใจความว่า ราษฎรไม่ได้เลือกผู้แทนของตน เพราะรู้แน่ว่าเปนคนดี สมควรจะเปนผู้แทนตนด้วยประการทั้งปวงฉนี้เลย ตามจริงเลือกบุคคลผู้นั้นผู้นี้เพราะมีผู้บอกให้เลือก ฤาติดสินบนให้เลือกเท่านั้น”(จดหมายเหตุรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, (กรุงเทพฯ : พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์, 2517), น. 53.)

วันที่ทรงจดหมายเหตุนี้คือ เดือนมีนาคม 2454 หรือทรง “จินตนาการ” เมื่อประมาณ 100 ปีมาแล้ว และก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยราว 21 ปี แต่น่าประหลาดที่ข้อความในจดหมายเหตุนี้ สามารถใช้บรรยายภาพการเลือกตั้งในปัจจุบันได้อย่าง “เที่ยงตรง” ทีเดียว

“จินตนาการ” ประชาธิปไตยที่แท้จริง (หรือที่เกิดขึ้นจริง ๆ) ยังทรงกล่าวถึงบทบาทของพรรคการเมืองประเภทพวกมากลากไป ผู้แทนไม่ได้เคารพความคิดเห็นของตัวเอง ทั้งที่มี “เอกสิทธิ” คุ้มครองอยู่ หรือยืนอยู่ข้างประชาชนและความถูกต้อง แต่…

“เมื่อถึงเวลาลงคะแนนกัน ก็ต้องเปนไปตามความเห็นของคะแนนฃ้างมากเสมอ ก็ผู้ที่จะลงคะแนนนั้น โดยมากก็คงจะลงคะแนนตาม ๆ กัน สุดแต่หัวน่าแห่งคณะของตนจะบอกให้ลงทางไหน” (จดหมายเหตุรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, (กรุงเทพฯ : พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์, 2517), น. 55.)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรง “จินตนาการ” ต่อไปอีกถึงรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองเสียงข้างมาก ทรงเห็นว่ายังจะมีผลต่อบำเหน็จรางวัลแก่ผู้อุดหนุนพรรคการเมือง รวมไปถึงการให้ตำแหน่งสำคัญ ๆ เพื่อตอบแทนกัน

“เมื่อปาร์ตีใดได้รับน่าที่ปกครอง ฤาพูดตามศัพท์อังกฤษว่า ‘ถืออำนาจ’ (อินเปาเวอร) ปาร์ตีนั้นก็เลือกเอาแต่คนที่มีความเห็นพ้องกับตนไปตั้งแต่งไว้ในตำแหน่งน่าที่ต่าง ๆ ในรัฐบาล เปนทางรางวัลผู้ที่เปนพวกพ้องและที่ได้ช่วยเหลือปาร์ตีในเมื่อกำลังพยายามหาอำนาจอยู่นั้น พอเปลี่ยนปาร์ตีใหม่ได้เฃ้าถืออำนาจ เจ้าน่าที่ต่างๆ ก็เปลี่ยนไปด้วยทั้งชุด ตั้งแต่ตัวเสนาบดีลงไป”(จดหมายเหตุรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, (กรุงเทพฯ : พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์, 2517), น. 56.)

ส่วนกรณีการแก้ปัญหาของประชาชน หรือทางการเมืองด้วยการใช้ “รัฐสภา” หรือในปัจจุบันเราเรียกว่า “มีอะไรให้ไปพูดในสภา” เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำนายความ “ไร้ผล” ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า

“ประชาชนจะร้องทักท้วงขึ้นได้ก็โดยอาไศรยปากแห่งผู้แทน ซึ่งได้เลือกให้เฃ้าไปเปนสมาชิกแห่งรัฐสภาอยู่แล้ว ก็ในที่ประชุมปาร์ลิยเมนต์นั้น แล้วแต่คะแนนมากและน้อยมิใช่ฤา พวกรัฐบาลเฃามีอยู่มาก ถึงใคร ๆ จะร้องจะว่าเฃาอย่างไร เมื่อท้าลงคะแนนกันเฃ้าเมื่อใดก็ต้องแพ้เฃาเมื่อนั้น”(จดหมายเหตุรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, (กรุงเทพฯ : พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์, 2517), น. 58.)

นั่นคือส่วนหนึ่งใน “จินตนาการ” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึง “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ของประเทศสยาม

ในที่สุดการรอคอย “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ก็สิ้นสุดลงในปี 2475 ประเทศสยามก็มีประชาธิปไตยด้วยแนวคิดก้าวหน้าของ “คณะราษฎร” หลายคนบอกว่านี่คือ “Revolution” ของจริง เป็นโอกาสที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงปกครองตนเองเป็นครั้งแรก แต่อีกหลายคนบอกว่า ประชาธิปไตย 2475 เป็นการชิงสุกก่อนห่าม?

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดลอกเนื้อหาจากบทความ จินตนาการประชาธิปไตย “ที่แท้จริง” ของพระมหากษัตริย์สยาม ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2553

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 สิงหาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จินตนาการประชาธิปไตย “ที่แท้จริง” ของกษัตริย์สยาม : รัชกาลที่ 6

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...