โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รมว.ต่างประเทศ เชื่อความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ยาวนานและแน่นแฟ้น เป็นประโยชน์ต่อการเจรจาภาษีตอบโต้

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 เม.ย. 2568 เวลา 17.44 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. 2568 เวลา 10.44 น.

รมว.ต่างประเทศ เชื่อความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ยาวนานและแน่นแฟ้น เป็นประโยชน์ต่อการเจรจาภาษีตอบโต้ ชี้ไม่สามารถเปิดเผยมาตรการของไทยได้ เพราะแต่ละประเทศได้รับผลกระทบต่างกัน

วันที่ 9 เมษายน 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ หลังถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า 36% ว่า กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โดยมีบทบาทในกระบวนการเจรจาตั้งแต่ต้น

โดยมอบหมายให้นางใจไทย อุปการนิติเกษตร รักษาการอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมคณะทำงานของรัฐบาลที่มีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ที่จะไปเจรจากับรัฐบาลสหรัฐ นอกจากนี้ยังมี นายสุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ร่วมเป็นทีมเจรจาด้วย และมีบทบาทสำคัญในการประสาน และสนับสนุนการเจรจาของรัฐบาลไทยกับสหรัฐ

ซึ่งเอกอัครราชทูตไทยมีบทบาทในการดำเนินความสัมพันธ์ในทุกมิติกับสหรัฐ ไม่เพียงเรื่องการค้า แต่ยังมีเรื่องของความมั่นคงและการทหารที่กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันและมีการพูดคุย รวมถึงเข้าไปโน้มน้าวเจรจาหน่วยงานต่าง ๆ ของสหรัฐ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกมิติ ไม่เพียงแต่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐเท่านั้น แต่ยังมีที่ปรึกษาของประธานาธิบดี กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงกลาโหม หน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงเกษตร เป็นต้น

"บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการเจรจาเรื่องนี้ไม่ใช่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังอยู่ในสหรัฐด้วย เพราะมาตรการภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐ ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก กระทบต่อการค้า และผู้ประกอบการในวงกว้าง ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศ และทุกหน่วยงานของไทยล้วนมีบทบาทสำคัญ และต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้" นายมาริษ กล่าว

ส่วนมาตรการของไทยที่เตรียมไว้นั้นเป็นท่าทีที่สำคัญของรัฐบาลที่จะใช้ในการต่อรองกับสหรัฐฯ ดังนั้นจึงยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะแต่ละประเทศได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ ท่าที และการเจรจาต่อรองจึงแตกต่างกัน แต่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยจะเจรจาต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของประเทศให้ได้มากที่สุด

นายมาริษ กล่าวถึงกรณีที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนได้ต่อสายหารือกับผู้นำ 4 ชาติในอาเซียนเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีไทยอยู่ในวงหารือด้วยนั้น นายมาริษ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้มีการติดต่อกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในวันถัดมา ซึ่งผู้นำจะมีการติดต่อหารือกันอยู่ตลอดอยู่แล้ว

นายมาริษ ยังย้ำว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ได้จัดตั้งทีมงานของรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับมาตรการดังกล่าว โดยสามารถคาดการณ์แนวโน้มได้ล่วงหน้า ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ได้มอบหมายให้รักษาการอธิบดีกรมอเมริกาอยู่ในคณะทำงานดังกล่าวของรัฐบาลในการเตรียมความพร้อมอย่างใกล้ชิด

นายมาริษ ยังเชื่อว่า ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ ที่ยาวนานและแน่นแฟ้น โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงและการทหาร และยังมีความตกลงระหว่างกันมากมาย เช่น สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ ที่เป็นรากฐานของความร่วมมือและความสัมพันธ์ จึงมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจา

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...