โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ไทยน้ำทิพย์ ผู้ผลิตโค้กรายใหญ่ในไทย ยื่นไฟลิ่ง ก.ล.ต. เข้าตลาดหุ้น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 พ.ค. 2568 เวลา 15.36 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 10.46 น.

ไทยน้ำทิพย์ ผู้ผลิตโค้กรายใหญ่ในประเทศไทย ยื่นไฟลิ่ง ก.ล.ต. ขายหุ้นไอพีโอ 612 ล้านหุ้น เตรียมแผนเข้าตลาดหุ้น SET หมวดอาหารเครื่องดื่ม

รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ TNCC ธุรกิจจัดเตรียม บรรจุ จัดจำหน่าย และจำหน่ายเครื่องดื่มตามสัญญากับ The Coca-Cola Company และ Schweppes Holdings Limited ในพื้นที่ 63 จังหวัด จาก 77 จังหวัดในประเทศไทย และในประเทศลาวผ่านการถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมใน Lao Coca-Cola Bottling Co., Ltd. (LCCB) ในสัดส่วน 100% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด

รวมทั้งการ Coca-Cola ลงทุนในบริษัทซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มและประกอบธุรกิจตามสัญญากับ Company และ Schweppes Holdings Limited ในประเทศกัมพูชาในสัดส่วน 30% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด

เสนอขายหุ้นไอพีโอ 612 ล้านหุ้น

จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) รวมจำนวน 612,451,687 หุ้น คิดเป็น 10% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทในครั้งนี้

ซึ่งตามแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม

ทั้งนี้วัตถุประสงค์การใช้เงินคือ 1. บริษัทจะใช้ในการลงทุนเพื่อพัฒนาและขยายธุรกิจของบริษัท 2. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไปสำหรับการดำเนินงานของบริษัท

สำหรับนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น จะจ่ายปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และหลังจัดสรรสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้อัตราการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน และโครงการในอนาคต รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในขณะนั้น

ครองมาร์เก็ตแชร์เบอร์ 1

จากข้อมูลของบริษัท ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (ไทยแลนด์) จำกัด (ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน) เมื่อพิจารณาจากยอดขายในประเทศไทยสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทครองอันดับที่ 1 ในอุตสาหกรรม NARTD โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 15.6% ในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท โดยบริษัทครองอันดับที่ 1 ในผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มอัดลม โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 51.4% สำหรับหมวดย่อยต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มอัดลม แบรนด์ โคคา-โคล่า ของบริษัท ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในผลิตภัณฑ์ประเภทโคล่า โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 47.9%

และแบรนด์แฟนต้าและสไปร์ท ของบริษัท มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันสูงสุด ในหมวดย่อยผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มที่มีรสชาติอื่น ๆ โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 66% อีกทั้งแบรนด์ชเวปส์ ของบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดอันดับที่ 2 ในหมวดย่อยผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มสำหรับผู้ใหญ่ โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 27.5% และบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดในอันดับดับที่ 5 สำหรับหมวดย่อยผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มน้ำผลไม้พร้อมดื่ม โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 6.7% รวมถึงมีส่วนแบ่งตลาดอันดับที่ 3 ในหมวดย่อยผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำดื่ม โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 9.4%

ทั้งนี้จากข้อมูลของ ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลีวัน คาดว่า ตลาด NARTD ในประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยแบบทบต้น (CAGR) คิดเป็น 7.4% ระหว่างปี 2567 – 2572 และคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 337,600 ล้านบาท ภายในปี 2572

สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทได้จำหน่ายเครื่องดื่มที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายจำนวนรวม 404 ล้านยูนิตเคส ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทมีศูนย์กระจายสินค้ามากกว่า 50 แห่ง

มีโรงงานผลิต 5 แห่ง

และโรงงานผลิตเครื่องดื่มจำนวน 5 แห่ง ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศไทศไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทมีจำนวนพนักงาน (รวมการจ้างแรงงานภายนอก (Outsource) ตามความต้องการในฤดูกาลผลิต) มากกว่า 8,000 คน และบริษัทยังมีเครือข่ายที่ใช้ในการกระจายเครื่องดื่มที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มที่ให้บริการร้านค้าประมาณ 495,000 แห่งในประเทศไทย

นอกจากนี้ บริษัทมีฐานลูกค้าที่หลากหลาย ซึ่งบริษัทใช้กลยุทธ์การขายและการตลาดแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับฐานลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทในประเทศไทย ประกอบด้วย

1. ร้านค้าแบบดั้งเดิม เช่น ร้านค้าส่งแบบดั้งเดิม (ร้านยี่ปั๊ว) ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (ร้านโชห่วย) เป็นต้น และ 2. ร้านค้าแบบสมัยใหม่ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น เช่นเดียวกับในประเทศลาว กลุ่มลูกค้าของ LCCB ประกอบด้วย เครือข่ายร้านค้าและผู้จัดจำหน่ายในลักษณะใกล้เคียงกันกับกลุ่มลูกค้าในประเทศไทยของบริษัท

กำลังการผลิต 564 ล้านยูนิตเคสต่อปี

ทั้งนี้ในด้านศักยภาพห่วงโซ่อุปทาน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทมีโรงงานผลิตเครื่องดื่มจำนวน 5 แห่งในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศไทย โดยมีสายการผลิต 22 สาย ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมสูงสุดประมาณ 564 ล้านยูนิตเคสต่อปี และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มมากกว่า 50 แห่ง

ซึ่งประกอบด้วย คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าหลายประเภท และรถขนส่งสินค้าที่มีเทคโนโลยีเทเลเมติกส์ (Telematics) และกล้องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทันสมัยและยานพาหนะจำนวนรวมกันมากกว่า 1,500 คัน สำหรับการประกอบธุรกิจในประเทศไทย

นอกจากนี้ สำหรับในประเทศลาว ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 โครงสร้างห่วงโซ่อปทานของ LCCB ประกอบด้วย โรงงานผลิตเครื่องดื่มจำนวน 1 แห่ง พร้อมทั้งมีคลังสินค้าและรถขนส่งสินค้าในจำนวนที่เพียงพอสำหรับการประกอบธุรกิจในประเทศลาว

นอกจากนี้ บริษัทได้เข้าทำสัญญาหลายฉบับ (เช่น สัญญาซื้อขายหุ้น สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น และสัญญาจองซื้อหุ้น) กับ CC Cambodia Holdings Pte. Ltd. (CCCH) Coca-Cola Indochina Pte. Ltd. (CCIC) และ Swire Beverages (South East Asia) Pte. Ltd. (SWB) ซึ่งล้วนเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย Swire Coca-Cola Limited (Swire Coca-Cola) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Bottler) ของ The Coca-Cola Company รายใหญ่ที่สุดในโลก

ซึ่งส่งผลให้ Swire Coca-Cola กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทางอ้อมของบริษัท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Strategic Bottling Alliance) ในประเทศไทย ลาว กัมพูชา และประเทศเวียดนาม (หลังจากที่บริษัทเข้าลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยในบริษัทย่อยของ Swire Coca-Cola ที่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Botter) ในประเทศเวียดนามเสร็จสิ้น)

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าซื้อหุ้น 30% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมดในบริษัทย่อยของ Swire Coca-Cola ที่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Botter) ในประเทศกัมพูชา และบริษัทอยู่ในระหว่างการเข้าลงทุน 30% ของทุนก่อตั้ง (Charter Capital) ทั้งหมดในบริษัทย่อยของ Swire Coca-Cola ที่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Bottter) ในประเทศเวียดนาม

สำหรับผลประกอบการทางการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2565, 2566 และ 2567 บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 35,989.2 ล้านบาท 39,295.0 ล้านบาท และ 41,314.2 ล้านบาท (ตามลำดับ) และมีอัตรากำไรสุทธิ 8.6%, 8.6% และ 10.6% (ตามลำดับ)

อันดับผู้ถือหุ้นใหญ่

สัดส่วนรายได้

คณะกรรมการบริษัท

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทยน้ำทิพย์ ผู้ผลิตโค้กรายใหญ่ในไทย ยื่นไฟลิ่ง ก.ล.ต. เข้าตลาดหุ้น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...