ท่องระบบการศึกษาโอซาก้า (2): สำรวจการศึกษาระดับประถม มัธยม มหาวิทยาลัย หนทางเข้าสู่ตลาดแรงงานญี่ปุ่น
ต่อจากตอนที่ 1 ระบบการศึกษาญี่ปุ่นที่มีโอกาสได้ศึกษาดูงานในระดับต่อไปคือ ‘ประถมศึกษา’ ในตอนนี้ผู้เขียนยังคงอยู่ในจังหวัดโอซาก้า ยิ่งเป็นชั้นที่โตขึ้น เสียงเรียกร้องถึงสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชนยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จากปากครูและนักการศึกษา ในกรณีของโอซาก้าอาจเข้มข้นเป็นพิเศษ เพราะในทริปนี้เดินทางโดยการอำนวยความสะดวกจากเครือข่ายครูที่ทำงานสหภาพแรงงาน ซึ่งใส่ใจเรื่องสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก พวกเขาตระหนักดีว่าระบบการศึกษาญี่ปุ่นมีปัญหาทั้งเรื่องความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว รวมไปถึงสวัสดิการของครูปฐมวัยที่แม้จะดีขึ้นมากกว่าเดิมแล้ว แต่ก็ยังไม่น่าพอใจ
โรงเรียนประถม รอยต่อจากระดับปฐมวัย
โรงเรียนประถมศึกษาที่ได้ไปเยือน อาจให้ชื่อสมมติว่าโรงเรียน N แต่เดิมเป็นที่อยู่ของลูกหลานชนชั้นแรงงานที่ถูกดูถูกและตั้งแง่รังเกียจ จึงมีความพยายามเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งรับฟังเสียงจากชุมชนและประชาชน เรื่องเหล่านี้ถูกขับเน้นมาราว 50 ปีแล้ว ทุกวันนี้ยังมีลูกหลานของชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นจีน เปรู อินโดนีเซีย รวมถึงคนพิการเข้าเรียนด้วยกัน มีแนวคิดหลักคือ ‘ทุกคนเรียนด้วยกัน’ ทุกคนควรจะได้สิทธิเรียนอย่างเท่าเทียม
ผู้บริหารเล่าให้ฟังว่า นักเรียนที่นี่จะเรียนรู้ในด้านสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องสิทธิตัวเองได้ด้วย เมื่อ 7 ปีที่แล้วได้การรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ในฐานะที่เป็น Safe Community โดยมีความตั้งใจที่จะสร้างทักษะให้กับเด็กๆ คือ ความภูมิใจในตัวเองและชุมชน ทักษะในการเห็นใจเพื่อนและผู้อื่น ทักษะการสื่อสารความรู้สึกและความคิดเห็นให้ผู้อื่นเข้าใจ ต่อสู้การดูถูกหรือเหตุทุจริต การแก้ไขปัญหาและเรียนรู้ด้วยตัวเอง รวมไปถึงการมีส่วนร่วมกับสังคม ให้สังคมช่วยรักษาสิทธิมนุษยชน
โรงเรียนยังสนับสนุนให้เด็กออกไปยังชุมชน ไปทำนา หรือกระทั่งเข้าโรงงาน ในแต่ละชั้นจะให้เด็กค่อยๆ สัมผัสสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันไป นั่นคือ
- ป.1-2 เพื่อนและชุมชน
- ป.3-4 สังคมญี่ปุ่นและชุมชน
- ป.5-6 ต่างประเทศและวัฒนธรรมต่างแดน
ก่อนเข้าเรียนในแต่ละวัน โรงเรียนจะให้เด็กได้ ‘เล่น’ เสียก่อน นอกจากนั้นครูต้องพยายามดึงข้อดีของเด็กมาให้ได้ การเรียนรู้ดังกล่าวอาจต้องให้เด็กอยู่ในกลุ่มถึงจะสามารถเห็นจุดเด่นของตัวเอง สำหรับคนที่ไม่เห็นข้อดีของตัวเองอาจจะไม่มีความมั่นใจ เด็กเหล่านี้อาจจะชอบอยู่คนเดียวหรือใช้ความรุนแรงกับเพื่อน จึงมีการสอนให้เด็กเขียนบันทึกทุกวัน เป็นการเขียนถึงเรื่องภายในของเด็กให้ครูได้อ่าน และฝึกแสดงความรู้สึกที่มีต่อเพื่อน
ในระบบการศึกษาญี่ปุ่นจะไม่มีการให้ ‘ซ้ำชั้น’ แต่เป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องฝึกและโค้ชอย่างใกล้ชิด หากไม่สามารถเรียนรู้ได้ตามเกณฑ์ ในระดับ ป.2 ขึ้นไป นอกจากครูประจำชั้นแล้ว จะมีครูช่วยสอนเสริม เช่น วิชาคณิตศาสตร์
ไม่เพียงเท่านั้นยังมีระบบการส่งต่อระหว่างโรงเรียนอนุบาลมายังประถมศึกษา ซึ่งจะมีการจัดประชุมร่วมในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม โดยมีการจัดทำข้อมูลรายบุคคลของแต่ละคนเพื่อส่งต่อ นอกจากนั้น ในระดับประถมศึกษาสู่ระดับมัธยมต้น คณะครูของโรงเรียนทั้งคู่ต้องมาประชุมร่วมกันเช่นกัน เนื่องจากระบบการศึกษาญี่ปุ่นนั้น ในระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมต้น จะต้องเรียนในเขตการศึกษาของตนเท่านั้น โรงเรียนในเขตที่อยู่อาศัยจึงเป็นโรงเรียนที่ถูกกำหนดไว้อย่างหลวมๆ
ผู้เขียนมีโอกาสสังเกตการณ์เป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ จึงไม่เห็นบรรยากาศการเรียนการสอนมากนัก แต่หากเทียบประสบการณ์ในระดับประถมศึกษา อาจจะเห็นได้จาก ภาพยนตร์สารคดี The Making of a Japanese (2023)สารคดีได้เล่าเรื่องคู่ขนานกันของชีวิตเด็ก ป.1 และ ป.6 ในโรงเรียนเทศบาลแห่งหนึ่งในโตเกียว ชีวิตพวกเขาอยู่ใน 3 เทอม ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ขณะเดียวกัน ก็มีมุมมองจากครูของเด็กๆ ด้วย แม้จะไม่ใช่พื้นที่อย่างที่โอซาก้า ก็น่าจะพอทำให้เราเห็นภาพได้บ้าง
เราจะเห็นว่าพิธีกรรมปฐมนิเทศเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าพิธีจบการศึกษา น้องๆ ป.1 จะได้รับการต้อนรับจากพี่ ป.2 และในบางคาบ บางกิจกรรม พี่ ป.6 หรือชั้นโตๆ จะเข้ามาดูแลน้องๆ นี่คือกระบวนการการสร้างการทำงานร่วมกัน และสังคมรวมหมู่ของญี่ปุ่น แม้การช่วยเหลือกันก็เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมชุดหนึ่ง แต่ในอีกด้าน สังคมญี่ปุ่นคาดหวังว่าเด็กๆ จะเติบโตมาแบบที่พึ่งพาตัวเองได้ และถูกผลักดันไปให้สุดผ่านการแข่งขัน ในระดับประถมฯ เราจะเห็นตัวละคร ป.1 อย่างน้อย 2 คนที่อยู่ภายใต้ภาวะกดดันของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นแข่งวิ่งหรือการออดิชันเพื่อเล่นดนตรีในงานปฐมนิเทศให้น้องในปีหน้า
มากไปกว่าการแข่งขัน คือ เมื่อได้เป็นตัวแทนกลุ่มและทำงานในนามของกลุ่มแล้ว เด็กๆ จะต้องทำเต็มที่ในหน้าที่ ฝึกในโรงเรียนไม่พอ ก็ต้องกลับไปฝึกซ้อมที่บ้าน เด็ก ป.6 ที่มีหน้าที่ต้องแสดงกิจกรรมกระโดดเชือกเพื่อแสดงในงานกีฬาสี เมื่อเจอปัญหาว่าไม่สามารถแสดงได้ตามที่ถูกคาดหวัง ก็ต้องกดดันและพัฒนาตัวเองให้กระโดดเชือกในท่ายากๆ อย่างการไขว้ซ้ายขวา หรือกระทั่งกระโดดให้ได้ 2 รอบในการหมุนเชือกเพียงครั้งเดียว
เช่นเดียวกับเด็กหญิง ป.6 ที่ผ่านออดิชันไปตีฉาบในงานแสดงดนตรี แต่ปรากฏว่า เธอไม่ได้ซ้อมและแสดงออกมาไม่ดี นอกจากนั้นเธอเป็นคนเดียวที่เล่นเครื่องดนตรีชิ้นนั้น สายตาและคำพูดของครูผู้คุมวงตอกย้ำแบบไม่ปรานีว่า “ถ้าเป็นแบบนี้วงก็เล่นไม่ได้” เด็กคนนั้นเสียใจและมีน้ำตา แต่ครูผู้รับผิดชอบการแสดงดนตรีก็ไม่มีการโอ๋ใดๆ กลับเป็นหน้าที่ครูประจำชั้นที่เข้ามาช่วยปลอบและพูดกับเธอว่า ถ้าเธอจะถูกด่า ครูจะอยู่ตรงนั้นด้วย
สารคดียังเผยว่า ครูประถมของเทศบาลจะมีวาระในการอยู่ในโรงเรียน เช่นทุก 2 ปีจะต้องเวียนไปโรงเรียนอื่น ซึ่งไม่รู้ลึกถึงรายละเอียด แต่คงอยู่ในเขตเทศบาลนั้นๆ การทำงานของครู ถือว่าเป็นงานที่หนัก ที่ญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกัน พวกเขาดูแลนักเรียนในหลายรูปแบบ ทั้งการเข้มงวด การปลอบประโลม อีกทั้งต้องเตรียมนักเรียนก่อนจะออกทัศนศึกษา ปีนั้นจะมีแข่งโอลิมปิกที่ญี่ปุ่น เด็กป.6 จึงต้องเตรียมพร้อม และทุกคนตื่นเต้น แต่ความฝันก็ต้องพังลงเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาถึง ไม่เพียงทัศนศึกษา แต่ยังหมายถึงโลกแบบเก่าที่พังทลาย ต้องเข้าสู่โลกที่การเว้นระยะเกิดขึ้น และมีการสอนนักเรียนเพียงครึ่งเดียว
สำหรับเด็กๆ แล้ว การซ้อมหนีอุบัติภัยเป็นเรื่องปกติ และมีการสุ่มซ้อมด้วยเสียงเตือนภัยในบางวัน เช่น วันหนึ่งพวกเขากินข้าวเที่ยงอยู่ ก็มีประกาศซ้อมรับมือแผ่นดินไหว เด็กๆ ก็จะทำตามคู่มือที่พวกเขาได้เรียนรู้ ว่าหากเกิดแผ่นดินไหวจะต้องมุดลงไปใต้โต๊ะเพื่อป้องกันของร่วงหล่นใส่หัว แล้ววันนั้นมีสถานการณ์ว่า แผ่นดินหยุดไหว แต่มีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้น จะต้องรีบอพยพ ที่โต๊ะจะมีหมวกสามเหลี่ยม เด็กๆ จะสวมให้รัดกุมและออกไปรวมตัวกันที่สนามหน้าโรงเรียน ส่วนกรณีของเด็ก ป.6 ที่ได้ไปพักแรมนอกสถานที่ ก่อนจะเข้าพัก ครูก็จะมีการซ้อมหนีไฟในโรงแรมด้วย
ท้ายเรื่อง น้อง ป.1 ที่เรียนมา 1 ปี กลายเป็นพี่ ป.2 สำหรับกิจกรรมในงานปฐมนิเทศของน้องใหม่ พวกเขาได้รับมอบหมายต้อนรับน้อง ป.1 ด้วยบทเพลงที่พวกเขาเพียรพยายามซ้อมอย่างเต็มที่ ส่วน พี่ป.6 ก็จบการศึกษาไป ครูหัวเกรียนอิ่มเอมใจที่ส่งนักเรียนของตัวเองจนสำเร็จการศึกษา ครูชายอีกคนนึงกลั้นน้ำตาแห่งความภูมิใจในวันสุดท้ายของเด็กๆ ไม่ไหว ส่วนครูหญิงก็ต้องอำลานักเรียนเพื่อไปอยู่โรงเรียนอื่น
จากการเข้าร่วมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการงานหนึ่งที่วิทยากรมีประสบการณ์ด้านการศึกษาในญี่ปุ่น มีการแลกเปลี่ยนกันว่า การเปลี่ยนผ่านจากระดับปฐมวัยสู่ระดับประถมศึกษา ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และจะต้องถูกเอาใจใส่เป็นพิเศษ
ม.ต้น กับ เส้นทางอาชีพ
ทราบมาว่านักเรียนญี่ปุ่นมุ่งเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยราวร้อยละ 60 ดังนั้น การเรียนในระดับมัธยมต้นจึงเป็นการศึกษาในระบบที่จะส่งต่อเหล่านักเรียนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ผู้เขียนมีโอกาสเยี่ยมชมห้องสมุดเมืองของเทศบาล และพบว่าในโซนหนังสือเด็กจะมีหนังสือแนะนำอาชีพอยู่เสมอ ปกหนังสือเล่มหนึ่งผู้เขียนใช้ Google translate แปลอ่าน ได้ใจความว่า “ฉันต้องหาให้เจอว่าจะทำอาชีพอะไรก่อนจะเรียนชั้น ม.ต้น” สอดคล้องกับวันหนึ่งที่คณะศึกษาดูงานไปที่เยือนศูนย์เด็กแห่งหนึ่งแล้วพบว่า มีนักเรียนชั้น ม.2 ไปฝึกงานอยู่ ก็คงหวังว่าจะได้สัมผัสว่าในอนาคต ชีวิตในอาชีพนั้นจะต้องเจออะไรบ้าง แม้จะไม่ใช่เวลาที่ยาวนานมาก แต่พวกเขาก็ได้รับประสบการณ์ที่ครูแนะแนวไม่อาจจะให้ได้ นั่นคือประสบการณ์ตรง
ในระดับมัธยมต้น ได้มีโอกาสไปสังเกตการณ์โรงเรียนอีกแห่งหนึ่ง ขอใช้ชื่อว่าโรงเรียน D โรงเรียนดังกล่าวเป็นโรงเรียนระดับมัธยมต้นซึ่งสังกัดกับเทศบาลเมืองมัตสึบะระ มีตั้งแต่ชั้น ม.1-3 ชั้นละ 4 ห้อง มีนักเรียนราว 370 คน โดยมีครูราว 40 คน เราได้มีโอกาสสังเกตการณ์ห้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียน ห้อง workshop งานช่าง ห้องศิลปะ รวมไปถึงห้องดนตรี ในห้องที่ดูเก่ามีกีตาร์คลาสสิกวางเรียนกันอยู่ราว 30 ตัว จะเห็นว่าอุปกรณ์การเรียนและห้องเรียนนั้นได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี
ผู้บริหารเล่าให้เราฟังหลายประเด็น แต่ที่น่าสนใจคือ การเรียนรู้จะเป็นการเรียนรู้แบบกลุ่ม เป็นเพื่อนเรียนรู้ด้วยกัน สำหรับนักเรียนที่เรียนรู้ช้า จะให้มาแต่เช้า หรืออยู่หลังเลิกเรียนเพื่อที่ทางโรงเรียนจะสอนพิเศษให้ นอกจากนั้นจะเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยให้คิดถึงชีวิตตัวเอง เพื่อนๆ และอาชีพภายหน้า ไม่เพียงเท่านั้น ว่ากันว่าทุกโรงเรียนจะต้องมีครูที่ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะ สาเหตุอาจเป็นเพราะในอดีต โรงเรียนและครูเคยมีปัญหากับชุมชน เช่น ครูเคยดูถูกชุมชนและกระทบกระทั่งกันมาก่อน เรื่องนี้จึงถูกให้ความสำคัญขึ้นมาเช่นเดียวกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง
ผู้เขียนมีโอกาสสังเกตการณ์และกินข้าวเที่ยงกับกลุ่มเด็ก ม.ต้น ปรากฏว่า นักเรียนญี่ปุ่นขี้อาย ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษกับคนต่างชาติ แต่โชคดีที่โต๊ะนั้น น่าจะเป็นเด็กลูกครึ่งญี่ปุ่นกับต่างชาติอะไรซักอย่าง คนนี้จะโอเคหน่อยเวลาสนทนากับคนต่างชาติอย่างเรา ตัวอย่างนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่นเองก็มีประเด็นความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในฐานะแรงงานและลูกหลานแรงงาน ยามที่ประชากรญี่ปุ่นจำนวนลดลง จำต้องนำเข้าแรงงานข้ามชาติมาทำงานไปด้วย
พวกเรายังได้พบปะกับคณะกรรมการศึกษาเทศบาลเมืองมัตสึบะระ จึงได้ข้อมูลว่า มีโรงเรียนประถมในสังกัด 15 แห่ง และโรงเรียนมัธยมต้นอยู่ 7 แห่ง รวมนักเรียนราว 7,500 คน โดยมีการคัดเลือกครูผ่านการสอบข้อเขียนและมีผู้บริหารโรงเรียนมาสอบสัมภาษณ์
โรงเรียน ม.ปลาย: การเลือกเรียนเพื่ออาชีพในอนาคต
ส่วนโรงเรียนระดับ ม.ปลาย โดยโครงสร้างแล้ว มักจะสังกัดส่วนท้องถิ่น ในกรณีนี้อาจจะเรียกเพื่อเทียบเคียงให้เข้าใจได้คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดโอซาก้า โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนจำนวน 670 คน มีครูราว 60 คน ประวัติโรงเรียนก็ไม่ธรรมดา มีคำบอกเล่าว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้วมีการเรียกร้องขนานใหญ่ในโอซาก้า เพื่อให้โรงเรียนมัธยมรับคนพิการเข้าเรียนร่วม (เข้าใจว่าแต่ก่อนจะแยกกันเรียน) เพื่อนที่รักกันมาได้ทำการรณรงค์เพื่อให้จังหวัดโอซาก้าปรับเปลี่ยนเกณฑ์การเข้าเรียนของนักเรียนพิการให้เรียนร่วมกัน ครั้งนั้นมีการล่ารายชื่อกว่า 20,000 คน และแล้วการเรียกร้องนั้นก็ประสบความสำเร็จ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โรงเรียนนี้จะมีชมรมเพื่อนดูแลเพื่อนเพื่อดูแลเพื่อนที่เป็นผู้พิการ
จากตารางสอน[1] จะพบว่า ไม่ได้แบ่งแผนการเรียนกว้างๆ อย่างสายวิทย์-สายศิลป์ แต่จะเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกวิชาเรียน ในที่นี้แบ่งเป็น 4 กรณีของนักเรียนชั้น ม.6 โดยหยิบยกตัวอย่างมาทั้งหมด 4 คน ได้แก่ คุณ A ผู้ตั้งเป้าจะเป็นพยาบาล คุณ B ผู้ตั้งเป้าจะทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ คุณ C ผู้ตั้งเป้าจะเป็นครูปฐมวัย และคุณ D ผู้ตั้งเป้าจะเรียนต่อด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ตารางในลำดับถัดไปนี้ แถบสีดำคือวิชาบังคับ แถบสีขาวคือวิชาเลือกตามแผนการเรียน, แถบสีเทาคือวิชาวิจัยที่นักเรียนจะต้องเลือกและนำเสนอธีมของตน จะเห็นว่าตามตัวอย่างทางเลือกของสี่คน จะมีวิชาบังคับที่ต้องเรียนเหมือนกันหมดก็คือ วรรณกรรมร่วมสมัยใหม่ที่มีเรียนมากถึง 3 คาบ รองลงมาคือ พลศึกษา ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น A และโฮมรูป ที่กินเวลา 2 คาบ และที่เหลือก็จะสัมพันธ์กับเป้าหมายหลังจบการศึกษา นอกจากนั้นที่นี่ยังใหความสำคัญกับภาคปฏิบัติ หรือวิชาด้านสัมมนาที่นักเรียนมิได้แค่เป็นผู้ฟังการบรรยายจากครูเท่านั้น ส่วนใครที่ต้องการจะเป็นครูปฐมวัยจะมีวิชาเพิ่มมาอีกวิชาหนึ่งคือ เปียโนพื้นฐานที่ต้องเรียนเพิ่มในคาบที่ 7 ของวันพุธ
เมื่อมีวิชาเลือกเยอะ ครูก็ต้องมากตามด้วย บางวิชาเรียนอาจมีครูช่วยสอนมากถึง 7 คน เมื่อขึ้นชั้น ม.6 แต่ละคนจะต้องมีโครงการวิจัยเฉพาะเรื่อง เช่น หัวข้อว่าด้วย ‘มือถือเป็นอุปสรรคการสื่อสารระหว่างเรียน’ ก็จะเสนอว่าจะไม่ใช้มือถือ แต่จะใช้การเขียนจดหมายให้เพื่อนแทน ทั้งยังสนับสนุนให้นักเรียนลงพื้นที่ให้เห็นปัญหาและประเด็นต่างๆ ในเมืองและชุมชนที่เขาอยู่
ตารางเรียนของคุณ A ชั้น ม.6 ผู้ตั้งเป้าจะเป็นพยาบาล
ตารางเรียนของคุณ B ชั้น ม.6 ผู้ตั้งเป้าจะทำงานด้านสังคมสงเคราะห์
ตารางเรียนของคุณ C ม.6 ผู้ตั้งเป้าจะเป็นครูปฐมวัย
*วิชาเปียโนขั้นพื้นฐาน สอดคล้องกับการเรียนการสอนระดับปฐมวัย ที่มักจะมีการใช้เปียโนเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนและดูแลเด็ก
ตารางเรียนของคุณ D ผู้ตั้งเป้าจะเรียนต่อด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
การหล่อหลอมที่สร้างตัวตนและสร้างสังคมรวมหมู่แบบนี้ ต่างจากบ้านเราที่ครูลุแก่อำนาจจนทำร้ายร่างกายเด็ก หากแต่ในญี่ปุ่น เกิดจากการควบคุมระเบียบวินัย จับจ้องและมีการลงทัณฑ์แบบฟูโกต์ โดยเข้ามาจัดระเบียบร่างกายและความคิด ผ่านความคาดหวังของรัฐและสังคม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างพลเมืองและแรงงานที่ป้อนตลาดแรงงานขนาดใหญ่ และนั่นอาจจะเป็นสาเหตุของความตึงเครียดสะสมของสังคมญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมญี่ปุ่นได้เคี่ยวกรำและผลิตความเป็น ‘master’ ในสาขาต่างๆ ขึ้นมาได้ อาจเพราะระบบการแข่งขันของปัจเจก และมีสังคมที่พร้อมจะพยุงกันไปและจับจ้องกันและกันในแบบของญี่ปุ่น เช่นนี้
[1] ตารางเรียนมีที่มาจากเว็บไซต์ของโรงเรียนมัธยมปลาย M แห่งโอซาก้า ได้รับความช่วยเหลือในการแปลจากญี่ปุ่นเป็นไทย โดย ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์