24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567
24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567
>> รถเก๋งชนกับรถกระบะ ก่อนพลิกคว่ำลงข้างทาง พบร่างผู้เสียชีวิตหญิง 1 รายติดค้างในซากรถ
07.56 น รับแจ้งจาก ศูนย์วิทยุสมาคมเณรแก้วกู้ภัยทางหลวงสุพรรณบุรี มีอุบัติเหตุรถนั่งส่วนบุคคลชนกับรถกระบะแล้วพลิกคว่ำลงข้างทาง มีผู้บาดเจ็บติดค้างภายในยานพาหนะ ริมถนนสายสุพรรณบุรี - ตลาดเก้าห้อง เลยทางเข้าวัดลาดเจริญ ประมาณ 800 เมตร ในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ โตโยต้า รีโว่ สีขาว ทะเบียนป้ายแดง กทม. ตกอยู่ข้างทาง สภาพหน้ารถพังเสียหายยับเยิน พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บชาย 1 รายติดค้างอยู่ภายในรถ อาสาสมัครใช้เครื่องมือตัดถ่างงัดรถและช่วยเหลือนำออกมา ก่อนจะปฐมพยาบาลเบื้องต้นและส่งต่อทีมกู้ชีพโรงพยาบาลบางปลาม้า
ห่างออกไปประมาณ 15 เมตร พบรถนั่งส่วนบุคคล ฮอนด้า ซีวิค สีเทา ป้ายทะเบียน กทม. ลักษณะพลิกตะแคงข้างสภาพรถพังยับทั้งคัน ตรวจสอบพบร่างของผู้เสียชีวิต เป็นผู้หญิง 1 รายติดอยู่ที่ประตูฝั่งคนขับ จึงดำเนินการใช้อุปกรณ์งัดรถและนำร่างออกมาตรวจสอบเอกสาร เป็นหญิงไทย ภูมิลำเนาชาว อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปลาม้า
>> กองปราบฯ ส่งสำนวนคดี "แอม ไซยาไนด์" ที่เหลือ 14 คดีให้อัยการ
09.00 น. ที่ อาคารประชาอารักษ์ กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม และพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม นำสำนวนคดี นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ “แอม ไซยาไนด์” ผู้ต้องหาในคดีวางยาผู้อื่น อีก 14 คดี ส่งให้พนักงานอัยการกองคดีอาญา สำนักงานอันการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก เพื่อพิจารณาสั่งฟ้อง
โดยพันตำรวจเอก เอนก เปิดเผยสั้น ๆ ว่า มีความมั่นใจว่า ทั้ง 14 คดี มีพยานหลักฐานเพียงพอที่พนักงานอัยการจะพิจารณาสั่งฟ้องได้ ซึ่งการส่งสำนวนในวันนี้จะมี พลตำรวจโท ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้นำสำนวนทั้งหมดมอบให้แก่พนักงานอัยการด้วยตนเอง
สำหรับการส่งสำนวนคดีในวันนี้เป็นอีก 14 คดีที่เหลือ ที่พนักงานสอบสวนดำเนินคดี เนื่องจากพบหลักฐานว่า “แอม ไซยาไนด์” ได้ก่อเหตุวางยาผู้เสียหายรายอื่นอีกหลายราย โดยในคดีหลักที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ตำรวจสืบสวนทำคดีนั้น คือคดีที่ “แอม ไซยาไนด์” วางยาพิษ นางสาว ศิริพร ขันวงษ์ หรือ ก้อย จนเสียชีวิต โดยเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต “แอม ไซยาไนด์” พิพากษาจำคุก พันตำรวจโท วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ อดีตสามี “แอม ไซยาไนด์” 1 ปี 4 เดือน และพิพากษาจำคุก นางสาวธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ หรือ ทนายพัช 2 ปี กรณีที่จงใจปิดบังหลักฐานด้วย
ด้าน บิ๊กโอ๋ พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.หัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนในขณะนั้น คดีแอมไซยาไนด์ แจ้งว่า วันนี้ 26 พ.ย.67 เวลา 10.00 บิ๊กโอ๋ ไปด้วยตัวเอง พร้อมพนักงานสอบสวน กองปราบนำสำนวนทั้งหมด คดี แอม ไชยาไนด์ ไปส่งให้ อธิบดีอัยการ รัชดา 14 สำนวน ถนนรัชดาภิเษก ติดกับ ศาลอาญารัชดา
>> สมาชิกสมาคมฮินดูฯ ร้องอธิบดีกรมการปกครอง กรณี คณะบริหารสมาคมฮินดูฯ หมดวาระ
10.00 น. ทนาย อนันต์ชัย ไชยเดช หรือทนายกระดูกเหล็ก พร้อมนายรามลลิต สุกุลพราหมณ์ ในฐานะผู้แทนสมาชิกสมาคมฮินดูธรรมสภา (วัดวิษณุ) ได้มายื่นหนังสือร้องเรียน ต่อนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายทะเบียนสมาคมในกรุงเทพมหานคร กรณีคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดปัจจุบันดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2566 แต่ไม่จัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่
โดย ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า ตามข้อบังคับสมาคมฮินดูธรรมสภา กำหนดให้กรรมการทุกคนของคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ เป็นสมาชิกของสมาคมฯ โดยกำหนดให้คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี เมื่อครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ต้องจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อให้สมาชิกเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ครบวาระ แต่เมื่อดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดปัจจุบัน กลับไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับสมาคมฯ แต่ไปล็อบบี้ให้สมาชิกในที่ประชุมใหญ่สามัญ จำนวน 44 คน จากสมาชิกทั้งหมด 163 คน ลงมติเห็นควรให้คณะกรรมการชุดเดิมรักษาการไปจนกว่าการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ และศิวาลัยด้านหน้าสมาคมฯ จะแล้วเสร็จ
รวมทั้งคดีความต่างๆ ของสมาคมฯ ที่ยังค้างคาอยู่ในศาลอีกหลายคดี และยังไม่มีคดีไหนตัดสินถึงที่สุด เห็นว่าคดีต่างๆ ของสมาคมฯ ควรจะสิ้นสุดทั้งหมดก่อน แล้วค่อยจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดปัจจุบัน ยังได้พยายามที่จะแก้ไขข้อบังคับของสมาคมฮินดูธรรมสภา เพื่อให้ตนเองอยู่ในอำนาจบริหารต่อไปได้ โดยขอแก้ไขเพิ่มบทเฉพาะกาล "ให้คณะกรรมการชุดปัจจุบันรักษาการต่อไปอีกเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป" โดยอ้างเหตุผลเดียวกัน แต่ปรากฏว่านายทะเบียนฯ ได้ปฏิเสธในการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว
>> ดีเอสไอ ฝากขังแม่และสามารถ หลังพบข้อมูลเอี่ยว บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป
11.00 น. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบและโฆษกดีเอสไอ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ ผู้อำนวยการกองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐและโฆษก
ดีเอสไอ และ นายระวี อักษรศิริ ผู้อำนวยการกองคดีการฟอกเงินทางอาญา ร่วมแถลงกรณีควบคุมตัว นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และ นางวิลาวัลย์ พุทธสัมฤทธิ์ มารดา ผู้ต้องหาร่วมกันและสมคบกันฟอกเงินอาญา กรณี ดิไอคอนกรุ๊ป ก่อนนำตัวส่งฝากขังศาลอาญา
โดย พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า วานนี้ (25 พ.ย.) เวลาประมาณ 23.00 น. พนักงานสอบสวนได้นำตัว นายสามารถ มาสอบปากคำตามกระบวนการ มีการแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหารับทราบ โดยเบื้องต้น นายสามารถ ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอยื่นคำให้การแก้ข้อหาภายใน 15 วัน ซึ่งปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานฟอกเงิน แต่เป็นลักษณะการเงินยืมและเงินทำบุญตามที่มารดาได้ให้ข้อมูลในทำนองเดียวกัน หลังจากสอบสวนเสร็จสิ้นก็จะนำตัวฝากขังศาลอาญาทันที
สำหรับเส้นทางการเงินโอนจาก นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือ "บอสพอล" จำนวน 2.5 ล้านบาท มายังนายสามารถและแม่อ้างเป็นค่าดูแลหรือไม่นั้น ซึ่งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธและทราบเข้าใจข้อกล่าวหาแล้ว ซึ่งระบุว่าได้จากการทำบุญและเป็นเงินกู้ยืมที่ยืมมาจาก บอสพอล แต่ไม่ได้ระบุถึงเหตุผลว่ากู้ยืมไปใช้ทำอะไร เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่จะให้การหรือให้การอย่างไรก็ได้เพื่อแก้ข้อกล่าวหา หากไม่รับสารภาพก็ต้องอ้างเหตุผลซึ่งเป็นเรื่องปกติ รวมทั้ง เส้นทางการเงินจะไปเชื่อมโยงบุคคลใดนั้น ในชั้นสอบสวนพบคนที่เกี่ยวข้องเป็นบุคคลที่ออกหมายจับ สำหรับความเชื่อมโยงทางการเงินกับบุคคลอื่นๆ เป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับและบุคคลที่ต้องสอบสวนดำเนินการเพิ่มเติม คือ นายกลด เศรษฐนันท์ หรือบอสปีเตอร์ ที่มีเงินโอนมาประมาณ 500,000 บาท ส่วนบุคคลอื่นหรือเงินที่มาจากแหล่งอื่นโอนเข้ามา กว่า 100 ล้านบาทในบัญชีแม่นายสามารถ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนแต่พบว่าเกิดในช่วงปี 2564-2566 รวมทั้ง น.ส.กฤษอนงค์ จะเกี่ยวข้องเส้นทางการเงินหรือไม่ ยังไม่ปรากฏข้อมูล"
>> ผบ.ตร.กำชับคดี "ทริปน้ำไม่อาบ-คดีหมอบุญ-ต่างด้าวโพสต์ท้าทายกฎหมาย" ลั่นไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
14.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามความคืบหน้าคดีสำคัญ และส่งผลกระทบต่อประชาชน ได้แก่ คดีทริปน้ำไม่อาบ ที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยและอุบัติเหตุบนท้องถนน, คดีฉ้อโกงประชาชนร่วมลงทุนในโครงการธุรกิจทางการแพทย์ ที่มีผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก, การโพสต์คลิปของคนต่างด้าวลักษณะเป็นการท้าทายกฎหมาย เคลื่อนไหวหรือแสดงออกที่ผิดกฎหมาย หรือกระทำในลักษณะที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ผบ.ตร. สั่งการให้ทุกคดีจะต้องดำเนินการเชิงรุก ไม่มีการปล่อยผ่านหรือเพิกเฉย เดินหน้าทุกมิติ เน้นการบังคับใช้กฎหมาย และให้ฝ่ายสืบสวนขับเคลื่อนขยายผลการดำเนินคดี พร้อมทั้งชี้แจงให้ประชาชนในพื้นที่ทราบการทำงานของตำรวจประกอบกันด้วย หากพบหน่วยใดเพิกเฉย ปล่อยปะละเลยให้เกิดมีการกระทำดังกล่าวซ้ำอีก เบื้องต้นจะดำเนินการทางปกครองหัวหน้าหน่วยทันที
>> 2 พ่อลูก เพิ่งออกรถจยย.ใหม่ พากันมาทดลองขับขี่ ก่อนเสียหลักชนเสาลาย ดับทั้งคู่
15.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพะเยา รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนเสาลายบริเวณข้างทาง และมีผู้เสียชีวิต ริมถนนบ้านแม่ปืม ต.ต๊ำ อ.เมือง จ.พะเยา
ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ไม่ทราบยี่ห้อและไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สภาพชนเสาลายและไถลไปชนต้นไม้ จนสภาพรถเละทั้งคัน เศษชิ้นส่วนกระจัดกระจาย ข้างรถจยย.พบร่าง นายสุภกร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี และใกล้กันพบร่าง ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ลูกชายของผู้เสียชีวิต นอนคว่ำจมกองเลือดอยู่บนถนน
จากการสอบถามเจ้าหน้าที่กู้ภัย ทราบว่า 2 คนพ่อลูกได้ออกรถจยย.ใหม่และได้พากันมาทดลองขับขี่บริเวณถนนดังกล่าว ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุเสียหลักชนเสาลายจนเสียชีวิตทั้งคู่
>> ชายวัย 57 ปี มุดซ่อมรถ ก่อนถูกกระบะท้ายรถบรรทุกร่วงลงมาทับร่าง, ศีรษะเข้ากับคัสซี่เสียชีวิต
16.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงโขงหลง ได้รับแจ้งว่า มีเหตุคนถูกรถทับและเสียชีวิต ภายในบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ บ้านโสกโพธิ์ อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ
ที่เกิดเหตุ พบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ชาย อายุ 57 ปี ตรวจสอบพบร่างติดใต้กระบะท้ายของบรรทุก 6 ล้อ ศีรษะและลำคอติดใต้คานเหล็ก ทราบว่าผู้เสียชีวิตได้ทำการซ่อมดั้มไฮดรอลิค แต่เกิดการทรุดตัวของดั้ม ทำให้ร่วงลงทับเสียชีวินในที่เกิดเหตุ ทางญาติได้นำรถแบ็คโฮ ใช้โซ่คล้องส่วนของดั้มยกขึ้น เจ้าหน้าที่อาสาสมัครจึงนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากตัวรถได้
>> คุมตัว พี่สาวภรรยา "ทนายตั้ม" หลังศาลออกหมายจับข้อหา "ฟอกเงิน"
16.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม (กก.3 บก.ป.) เข้าจับกุมตัว น.ส.ปิณฑิรา หรือ ดาว พี่สาวภรรยา "ทนายตั้ม" ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา "ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อฟอกเงิน" โดยจับกุมตัวได้ที่บริเวณห้างสรรพสินค้าดังย่านปทุมวัน แล้วนำตัวมาสอบปากคำที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) แล้ว
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงเรื่องที่มาของเงิน 39 ล้าน แต่เจ้าตัวไม่ได้ตอบคำถามใด ก่อนเจ้าหน้าที่จะคุมตัวขึ้นไปสอบสวนต่อชั้นบน
>> กทม. ต้อนรับทูตศรีลังกา มุ่งกระชับความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง ส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
16.32 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ นางเอทิริสิงเห อารัจจิลาเค ศรียานี วิชยันติ เอทิริสิงเห เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาประจำประเทศไทย และคณะฯ เข้าเยี่ยมคารวะเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมหารือถึงความร่วมมือในการพัฒนาความสัมพันธ์ให้เป็นเมืองพี่เมืองน้องระหว่างกรุงเทพมหานครและสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ในการนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีในโอกาสที่ได้เข้าพบ พร้อมกล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพมหานครและสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาในด้านพุทธศาสนา ตลอดจนการท่องเที่ยวเพื่อแสวงบุญของพุทธศาสนิกชนในประเทศศรีลังกาที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังได้ร่วมหารือในมิติของการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและพุทธศาสนาระหว่างกัน พร้อมเน้นย้ำในการพัฒนาความสัมพันธ์ของเมืองพี่เมืองน้อง ซึ่งจะทำให้ทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมากขึ้นกว่าเดิม
>> คราวเคราะห์ของหนุ่มวัย 18 ขี่รถจักรยานยนต์อยู่ดีๆ กันสาดร่วงใส่ศีรษะล้มสาหัสหมดสติ กู้ชีพ-กู้ภัยเร่งช่วยเหลือนำส่ง รพ.
17.00 น. อาสากู้ภัยสว่างเหตุบ้านทุ่งเหียงพนัสนิคม ได้รับแจ้ง ว่ามีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ถูกกันสาดบ้านหล่นใส่ศีรษะ มีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ถนนเมืองเก่า ก่อนถึงสะพานตองเตย ในพื้นที่ เขตเทศบาลเมืองพนัสนิคม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี
ที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บ 1 ราย เป็นผู้ชาย อายุ 18 ปี สภาพศีรษะแตกแผลฉกรรจ์หมดสติปลุกไม่ตื่น เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลพนัสนิคม
จากการตรวจสอบ ในที่เกิดเหตุ พบกันสาดเก่าที่ทำมาจากสังกะสีตอกตะปูกับไม้ อยู่ที่พื้นฟุตบาตมีเครื่องมือช่างนั่งร้านบันไดอะลูมิเนียมอยู่ในตัวบ้าน สอบถามจากนายเอ ผู้อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเล่าว่า ตนเองได้ยินเสียงลักษณะคล้ายของหนักหล่นกระทบพื้น จึงเดินออกมาดู ก็พบคนเจ็บนอนอยู่บนพื้นถนน จากนั้นเห็นชาย 1 คน ยืนอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเดินเข้ามาลากสังกะสีขึ้นมาบนฟุตบาต ก่อนที่จะเดินหลบหนีไป
ด้าน นายวรรณะ อายุ 43 ปี อาสากู้ภัยสว่างเหตุธรรมสถานเล่าว่า ผู้บาดเจ็บอาการสาหัส เสียเลือดมาก กู้ภัยต้องปฐมพยาบาลห้ามเลือด รอรถกู้ชีพ รพ.พนัสนิคม มารับตัวรักษาต่อ ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พนัสนิคม จะได้สอบสวนเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวและรอให้คนเจ็บรักษาตัวให้หาย เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
>> พบกับดักช้างป่า ถูกวางเกลื่อน คาดชาวบ้านนำมาวาง หวังให้ช้างเหยียบ
17.30 น. นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้รับแจ้งเบาะแสจากผู้นำชุมชนบ้านใหม่สามัคคี หมู่ 2 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่าพบอุปกรณ์คล้ายกับดักทำด้วยไม้ทรงกลมตอกด้วยตะปูขนาด 4 นิ้ว ถูกวางไว้บริเวณจุดที่ช้างป่าเดินเข้าออก คาดว่าเพื่อต้องการให้ช้างเหยียบ และได้รับอันตราย โชคดีที่ชาวบ้านพบเห็นก่อนจึงแจ้งให้ผู้นำชุมชนทราบ
ต่อมาเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หมูสี เข้าตรวจสอบบริเวณจุดที่พบกับดักวางอยู่ จากการตรวจสอบพบอุปกรณ์กับดักทั้งหมด 12 ชิ้น ซึ่งเป็นกับดักทำจากตะปู 4 นิ้ว ตอกใส่แผ่นไม้วงกลมวางอยู่บริเวณทางเดินของช้างป่า เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันเก็บอุปกรณ์กับดักทั้งหมดนำไปตรวจสอบ และหาข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อติดตามหาตัวผู้ที่วางกับดักมาดำเนินคดี
โดย นายอรัญ มนต์อยู่พะเนา หัวหน้าด่านตรวจศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ เปิดเผยว่า ตะปูกับดักช้างถือเป็นอันตรายต่อช้างป่า หากตะปูเป็นสนิมเมื่อเท้าช้างเหยียบลงไปจะเกิดแผลอักเสบติดเชื้อลุกลาม ทำให้กระแสเลือดเป็นพิษ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นพฤติกรรมผิดกฎหมาย คาดว่าชาวบ้านน่าจะวางกับดักไว้ไล่ไม่ให้ช้างป่าเดินผ่าน ซึ่งที่ผ่านมาได้พูดคุยทำความเข้าใจ และขอความร่วมมือกับชาวบ้านไม่ใช้ความรุนแรงต่อสัตว์ป่า และให้คนกับสัตว์ป่าสามารถอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้เข้าแจ้งความไว้แล้วที่ สภ.หมูสี
>> ชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา ตามรวบติวเตอร์สาวนครสวรรค์ ฉ้อโกง 3 หมายจับ
19.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดพะเยาได้นำหมายศาลแขวงนครสวรรค์ติดตามจับกุม นส.ต้อย อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาชาว ตำบลฆะมัง อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ อดีตครูผู้ช่วยสอนพิเศษโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ บริเวณลานจอดรถร้านอาหารแห่งหนึ่งใน ต.แม่กา อ.เมืองพะเยา
เนื่องจากช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ผู้ปกครองของนักเรียนในเขตตัวเมืองจังหวัดนครสวรรค์กว่า 20 ราย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.หนองปลิง อ.เมืองนครสวรรค์ ว่าถูก นส.ต้อย อดีตครูผู้ช่วยสอนพิเศษ โกงเงินของผู้ปกครอง 38 ราย จำนวนเงินกว่า 400,000 บาท โดย นส.ต้อยได้เปิดเฟซบุ๊ก และเพจเปิดรับสอนพิเศษเฉพาะเด็กประถม หลังจากที่ทางผู้ปกครองได้มีการเสียเงินลงทะเบียนให้ลูกหลานได้เรียนพิเศษแล้ว กลับถูกครูคนนี้เชิดเงินหนี รวมทั้งมีหมายจับถึง 3 หมาย
ก่อนคุมตัวทำบันทึกจับกุม และนําส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองปลิง อ. เมือง จ.นครสวรรค์ เพื่อดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
>> หนุ่มสุดเซ็ง เมื่อวานรถ จยย.ชนกับรถเก๋งแผลเก่ายังไม่หาย วันนี้กลับจากทำงานไฟไหม้รถคู่ใจวอดทั้งคัน
20.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พานทอง ได้รับแจ้งมีเหตุไฟไหม้รถจักรยานยนต์ ริมถนนสุขประยูร ขาเข้าพนัสนิคม ช่วงทางกลับรถวัดหนองแช่แว่น หมู่ 1 ตำบลมาบโป่ง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี
ในที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ล้มอยู่ในป่าหญ้าริมถนน ถูกไฟโหมลุกไหม้อย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพร้อมด้วยรถดับเพลิงเร่งระดมฉีดน้ำดับไฟ ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีจึงสามารถดับไฟเอาไว้ หลังเพลิงสงบ พบรถจักรยานยนต์ก็ถูกไฟไหม้วอดทั้งคัน เป็นรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ 110 ไอ สีแดง สภาพเหลือแต่โครงเหล็ก
จากการสอบถาม นายพร อายุ 38 ปี นั่งอยู่ข้างทางได้เล่าว่า ตนเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว โดยเมื่อวานนี้ (25 พ.ย.) ตนได้ประสบอุบัติเหตุชนกับรถเก๋งจนหน้ารถพังเสียหาย ตนเองก็ได้รับบาดเจ็บถลอกตามร่างกายและหัวแตก รถจักรยานยนต์ของตนก็มีร่องรอยความเสียหายหน้ารถยุบพังยับสายไฟก็บี้ติดกันด้วย ความที่ตนไม่มีรถขี่มาทำงานจึงยังไม่ได้นำไปซ่อม พอมาวันนี้ตอนกลับจากทำงานและแวะซื้อกับข้าวกำลังจะกลับห้องพักรถ ได้เกิดประกายไฟจากจุดบริเวณตรงเครื่อง ตนจึงชะลอแล้วจอดรถข้างทาง แล้วหาเศษหญ้ามาตบไฟทีแรกก็ดับ แต่แล้วไฟก็ลุกขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นก็ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ตนดูแล้วเอาไม่อยู่จึงได้ถอยออกไปอยู่ห่างห่างเพื่อเฝ้าดู จนกระทั่งไฟไหม้รถตนวอดไปทั้งคันเลย รถคันดังกล่าวเป็นรถของตนจริงไม่ได้ยืมรถใครมา ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเป็นจากร่องรอยเดิมจากการประสบอุบัติเหตุเมื่อวานทำให้สายไฟลัดวงจรช็อตในจุดที่ พังเสียหาย
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ตรวจสอบรถคันดังกล่าวและเชิญตัวเจ้าของรถไปสอบสวนเพิ่มเติมอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
>> รถอเนกประสงค์พลิกคว่ำลงข้างทางแล้วเกิดเพลิงลุกไหม้ มีผู้บาดเจ็บ 2 รายและเสียชีวิตชาย 2 รายเป็นชาวปากีสถาน
20.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยไร่ รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถนั่งส่วนบุคคลเสียหลักตกข้างทาง และเกิดเพลิงลุกไหม้ ริมถนนทางหลวงหมายเลข 11 เส้นทางหนองน้ำเขียว – ปางเคาะ ช่วง กม.ที่ กม.362+475 บ้านน้ำแรม ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่
ที่เกิดเหตุ พบรถอเนกประสงค์ โตโยต้า ป้ายทะเบียน กทม. ลักษณะพลิกคว่ำลงข้างทางแล้วเกิดเพลิงลุกไหม้ ทางเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยรถดับเพลิงเทศบาลตำบลเด่นชัย รถน้ำกรมทางหลวง แขวงการทางเด่นชัย ร่วมดำเนินการใช้หัวฉีดน้ำเข้าสกัดเพลิง ตรวจสอบพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นผู้ชาย 2 ราย เป็นบุคคลสัญชาติอินเดีย อายุ 45 ปี และสัญชาติปากีสถาน อายุ 20 ปี ทางอาสากู้ภัยให้การช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย
ส่วนในจุดเกิดเหตุพบว่ามีผู้เสียชีวิต เป็นผู้ชาย 2 ราย ตรวจสอบเอกสาร เป็นบุคคลสัญชาติปากีสถาน อายุ 45 และ 50 ปี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ระหว่างการสอบสวน