มาม่า-อสังหา ห่วงเก็บแวตก้าวกระโดด 15% กระทบโครงสร้างราคาสินค้า-บ้าน ชี้ไม่ตอบโจทย์
มาม่า-อสังหา ห่วงเก็บแวตก้าวกระโดด 15% กระทบโครงสร้างราคาสินค้า บ้าน ชี้ลดภาษีเงินได้ไม่ตอบโจทย์
เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “มาม่า” เปิดเผยว่า หากรัฐบาลมีนโยบายปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 15% จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาสินค้าขยับขึ้นอย่างแน่นอน และสุดท้ายภาระตกไปยังผู้บริโภค เนื่องจากการผลิตสินค้าจะมีการคิดต้นทุนรวมภาษีแวตเข้าไปด้วยก่อนกำหนดเป็นราคาติดหน้าซองก่อนวางจำหน่าย ซึ่งรวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วย อย่างไรก็ตาม การที่จะปรับราคาขายมาม่าจาก 7 บาทต่อซองขึ้นในทันทีตามแวตที่ปรับขึ้นนั้น คงไม่ได้และไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากเป็นสินค้าควบคุม
“จริงๆ ภาษีแวตของไทย ปัจจุบันต้องเก็บ 10% แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงปี 2540 ได้ปรับลดลงมาเหลือ 7% จากนั้นมีการต่ออายุมาแบบปีต่อปีจนถึงปัจจุบัน” นายพันธ์กล่าว
นายพันธ์กล่าวว่า ส่วนแนวคิดรัฐบาลจะปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือจาก 20% เหลือ 15% นั้น จะส่งผลดีต่อบริษัทที่มีผลประกอบการเป็นกำไร ทำให้ลดภาระด้านภาษี โดยเฉพาะรายใหญ่ๆ ส่วนจะเป็นการจูงใจดึงนักลงทุน เชื่อว่านักลงทุนคงดูหลายองค์ประกอบด้วย
นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า มองว่านโยบายการเก็บภาษีแวตจาก 7% เป็น 15% คงยากที่รัฐบาลจะผลักดันให้เกิดขึ้นได้ ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัวและกำลังซื้อยังเปราะบางแบบนี้ ดังนั้นต้องคิดให้รอบคอบ แต่ถ้ารัฐจะเดินหน้าก็ต้องทยอยขึ้น รวมถึงมีกำหนดระยะเวลาที่จะปรับขึ้นให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัว ขณะเดียวกันต้องรอภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นและประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยในช่วงแรกอาจจะปรับจาก 7% เป็น 8% หรือเพิ่มขึ้น 1% จะทำให้คนยังรู้สึกว่าปรับขึ้นไม่มากจนเกินไป จากนั้นอีก 2-3 ปีถัดไปก็ปรับขึ้นอีก 1% จาก 8% เป็น 9%
ทั้งนี้ การปรับขึ้นแวตเป็น 15% ส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการ รวมถึงราคาที่อยู่อาศัยปรับขึ้นอย่างแน่นอน
นายอธิปกล่าวว่า ส่วนการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือจาก 20% เหลือ 15% ซึ่งเป็นเก็บจากบริษัทที่มีกำไรนั้น มองว่ายังไม่จำเป็น เพราะจากวิกฤตโควิดและเศรษฐกิจ ยังมีบริษัทที่ขาดทุนอยู่และไม่ได้เสียภาษี หากรัฐลดภาษีจะทำให้มีภาระเพิ่ม นอกจากนี้ ถึงมีการลดภาษีให้ ก็ไม่สามารถจะดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้น เพราะภาษีเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง ยังมีปัจจัยอื่นๆ ต่อการตัดสินใจของนักลงทุน เช่น ค่าแรง ค่าไฟ ระบบสาธารณูปโภค แรงงานมีฝีมือ เป็นต้น และนักลงทุนส่วนใหญ่ได้มีการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งมีมาตรการด้านภาษีที่ส่งเสริมด้านการลงทุนอยู่แล้ว ขณะที่การเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะปรับลดจากเดิม 35% เริ่มเก็บที่ 15% นั้น จะทำให้คนที่มีรายได้น้อยและไม่ได้อยู่ในฐานระบบภาษีก่อนหน้านี้ ก็ต้องมาเสียภาษีส่วนนี้ด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มาม่า-อสังหา ห่วงเก็บแวตก้าวกระโดด 15% กระทบโครงสร้างราคาสินค้า-บ้าน ชี้ไม่ตอบโจทย์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th