โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สกู๊ปพิเศษ : ปรับ‘การศึกษา’ตอบโจทย์ชีวิต ยุติ‘จนข้ามรุ่น’พื้นที่‘ชายแดนใต้’

แนวหน้า

เผยแพร่ 11 ส.ค. 2567 เวลา 17.00 น.

“3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” อันประกอบด้วย “ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส” เป็นพื้นที่ที่เมื่อมีการสำรวจปัญหา “ความยากจน” แล้วมักจะอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผย 10 อันดับจังหวัดที่มีปัญหาความยากจนรุนแรงที่สุดในปี 2565 พบว่า นราธิวาส อยู่ในอันดับ 2 ปัตตานี อันดับ 4 และยะลา อันดับ 7 ขณะที่ฐานข้อมูล ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) ในปี 2566 พบว่า ยะลาอยู่ในอันดับ 6 ของจังหวัดที่มีจำนวนคนจนมากที่สุดในประเทศไทย เป็นต้น

แม้จะมีทรัพยากรและโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบที่เรื้อรังมาถึง 2 ทศวรรษ ภาพจำของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในสายตาคนภายนอก คือความรุนแรงและความสูญเสีย กลายเป็นข้อจำกัดของการตัดสินใจลงทุนหรือการเดินทางไปท่องเที่ยวเพราะหวั่นเกรงความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งปัญหาความยากจนที่น่าห่วงที่สุดคือ “ความจนข้ามรุ่น” พ่อแม่จนแล้วยังส่งต่อความจนไปยังลูกด้วย เพราะไม่มีกำลังเพียงพอจะให้ลูกได้เข้าถึงการศึกษาระดับสูงจนสามารถขยับเลื่อนฐานะหลุดพ้นจากความจนไปได้

“มันมีเรื่องหนึ่งที่คุยกันทั่วโลกคือวงจรความยากจน (Poverty Cycle) มันง่ายมากเลยซึ่งเราก็ทราบเด็กคนหนึ่งถ้าเกิดมาในสภาพครอบครัวที่ลำบากยากแค้น เขาต้องทุรนทุรายที่จะเอาชีวิตรอดไปในแต่ละวัน เด็กกลุ่มนี้โอกาสที่เขาจะเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ก็ไม่ง่าย แล้วการที่เขาจะเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพด้วยก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ คือแค่เข้าถึงการศึกษาก็ว่ายากแล้ว การศึกษาที่มีคุณภาพแทบจะปิดโอกาสของเขาเลย”

รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม อนุกรรมการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวในวงเสวนา “การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อยุติความยากจนข้ามรุ่น ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ภายในงาน “Thailand Zero Dropout การศึกษาสร้างชีวิตใหม่ คืนพลเมืองคุณภาพสู่สังคม” ซึ่งจัดโดย กสศ. เมื่อเร็วๆ นี้ที่ อุทยานการเรียนรู้ยะลา (TK Park Yala) อ.เมือง จ.ยะลา ถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาความยากจนกับการขาดโอกาสทางการศึกษาของเด็กและเยาวชน

เมื่อเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่นำไปสู่การขาดโอกาสเข้าถึงอาชีพการงานที่รายได้ดีและมีความมั่นคง และเมื่อคนเหล่านี้สร้างครอบครัว ก็มักจะเลือกคู่ครองในชนชั้นฐานะเดียวกัน สุดท้ายเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วมีลูก
ชะตากรรมของเด็กที่เกิดมาก็มีแนวโน้มไม่ต่างจากพ่อแม่ ดังนั้น ภารกิจของ กสศ. อยู่บนคำถามที่ว่า “จะยุติวงจรความยากจนได้อย่างไร?” ซึ่งไม่มีทางออกใดที่เห็นผลอย่างยั่งยืนมากเท่ากับการให้การศึกษา

โดยมี 2 มิติ คือ 1.การหาทางให้เข้าถึงการศึกษาได้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมานโยบายของประเทศไทยมุ่งเน้นแต่การศึกษาในระบบ ไล่ตั้งแต่โรงเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาไปจนถึงมหาวิทยาลัยที่เป็นระดับอุดมศึกษา กระทั่งระยะหลังๆ เริ่มมีการพูดถึงการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นมากขึ้นออกนอกชั้นเรียนไปอยู่ในชีวิตจริงมากขึ้น กับ 2.การศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งแม้ กสศ. จะไม่ได้มีอำนาจอะไรมากมายแต่หน้าที่ของ กสศ. คือเป็นตัวกระตุ้นหรือคานงัด ให้หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าภาครัฐ เอกชน สื่อและสังคมทั้งประเทศเห็นความสำคัญและเข้ามามีส่วนร่วม

รศ.ดร.ซุกรี กล่าวต่อไปว่า “ตามทฤษฎีแล้ว จังหวัดชายแดนภาคใต้ควรมีฐานะดีกว่าชายแดนภาคอื่นๆ ของประเทศไทย เพราะอยู่ใกล้ประเทศร่ำรวยอย่างมาเลเซีย”ในขณะที่ชายแดนภาคอื่นๆ ติดกับประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจช้ากว่าไทย แต่การที่ความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น ย่อมหมายถึงการใช้โอกาสและศักยภาพที่มียังไม่เพียงพอ โดยพบว่า ระยะหลัง จำนวนชนชั้นกลางในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เพิ่มขึ้น

ขณะที่เด็กรุ่นใหม่สามารถใช้ได้อย่างน้อย 2 ภาษา คือมลายูและไทย หรือหลายคนก็ใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นภาษาที่ 3 จากเดิมที่คนรุ่นก่อนใช้ภาษามลายูเป็นหลักก่อนจะมาเรียนภาษาไทยในภายหลังและใช้ได้ไม่ค่อยคล่อง ซึ่งหากศักยภาพนี้ถูกเอามาใช้อย่างจริงจัง เชื่อว่าสามารถที่จะเปลี่ยนจากการที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่กลุ่มท้ายตารางของประเทศ ให้ขยับขึ้นไปอยู่ตรงกลางหรือแม้แต่หัวตารางได้

รศ.ดร.ศิริพันธุ์ ศิริพันธุ์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมือง จ.นราธิวาส ยกตัวอย่าง“จุดเด่น” ของเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ “ภาษาอาหรับ” ที่สามารถใช้ได้ดี จึงออกแบบหลักสูตร “ประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล” เพราะเป็นงานที่มีความต้องการสูงในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ เป็นหลักสูตร 1 ปี แบ่งเป็นภาคทฤษฎี 5 เดือน และภาคปฏิบัติอีก 7 เดือน

“เราออกแบบหลักสูตรโดยรู้ว่าเด็กเหล่านี้ผ่านความยากจนมา เราก็เพิ่มเติมให้เขามีจิตอาสาที่จะดูแลผู้ป่วย-ผู้สูงอายุตามบ้าน เขาต้องมีจิตบริการ มีจิตเปี่ยมด้วยเมตตา ให้เขาได้เข้าใจชีวิตของความเจ็บป่วย เพราะเด็กเหล่านี้ต้องมีทัศนคติที่ดีกับวิชาชีพผู้ช่วยพยาบาล นอกจากนี้
เรายังร่วมกับสถานประกอบการในการที่ให้เด็กเหล่านี้มีทักษะทางด้านภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอาหรับ ภาษาอังกฤษ ตอนนี้เราเพิ่มภาษาจีน และปีนี้เราเพิ่มภาษาญี่ปุ่น เนื่องจากมีความต้องการจะให้เด็กของเราไปทำงานที่นั่นเยอะมาก” รศ.ดร.ศิริพันธุ์ ระบุ

รศ.ดร.ศิริพันธุ์ เล่าต่อไปว่าเยาวชนที่มาเรียนหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล มีความตั้งใจที่เมื่อหากทำงานแล้วจะนำรายได้กลับไปช่วยเหลือครอบครัวเพื่อให้ก้าวข้ามความยากจน และเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงเพราะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระงานของพยาบาลวิชาชีพได้มากอนึ่ง “เสียงสะท้อนของพ่อแม่ผู้ปกครองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบการถามหาหลักสูตรระยะสั้น ค่าใช้จ่ายไม่แพงและจบมามีงานทำ” เท่ากับว่า คณะพยาบาลศาสตร์ ม.นราธิวาสราชนครินทร์ สามารถออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์ทั้งผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครองและสถานประกอบการ

หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ ม.นราธิวาสราชนครินทร์ ผู้เรียนจะถูกส่งไปฝึกปฏิบัติในโรงพยาบาล 12 แห่งทำให้ได้เห็นการทำงานในสภาพจริง มีการฝึกสอนให้คิดค้นนวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ กลายเป็นคุณสมบัติพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ ปัจจุบัน กสศ. ได้ให้ทุนสนับสนุนเยาวชนที่มีฐานะยากจนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ได้มาเรียนหลักสูตรดังกล่าวแล้ว 141 ทุน

สมภพ เพชรภักดี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีการเกษตรและประมงปัตตานี อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีการเกษตรและประมงปัตตานี เป็นสถาบันระดับอาชีวศึกษา เปิดสอนวิชาการเกษตร การประมง และการแปรรูปในอุตสาหกรรมเกษตร รับนักศึกษาทุน กสศ. มาแล้วประมาณ 500 คน แบ่งเป็นเรียนจบไปแล้ว 300 คน กำลังเรียนอยู่ 200 คน ซึ่งเยาวชนที่เรียนจบออกไปก็ถือว่าก้าวผ่านความยากจนไปแล้วขั้นหนึ่ง โดยร้อยละ 70 จบแล้วออกไปประกอบอาชีพ ส่วนอีกร้อยละ 30 สามารถหาโอกาสเรียนต่อในระดับสูงขึ้นได้

การทำงานของวิทยาลัยเทคโนโลยีการเกษตรและประมงปัตตานี มีพื้นที่รับผิดชอบคือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีก 4 อำเภอของ จ.สงขลา โดยเยาวชนที่มาเรียนจะมาจากฐานข้อมูลของ กสศ. ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากการไปพบเห็นเองในพื้นที่ รวมถึงได้ข้อมูลจากญาติพี่น้องของอดีตนักศึกษาที่เคยได้รับทุนมาก่อน ทั้งนี้ “สถานการณ์ความไม่สงบคือความท้าทายสำคัญของการลงพื้นที่คัดกรองหาผู้ต้องได้รับความช่วยเหลือ” โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในจุดที่ถูกเรียกว่าเป็น “พื้นที่สีแดง” ซึ่งการเข้าถึงทำได้ยาก

“เรารับเด็กเข้ามาแล้ว เราต้องมาดูในเรื่องของการดำรงชีพ เรื่องความเป็นอยู่เด็ก เพราะว่าวิทยาลัยเทคโนโลยีการเกษตรและประมงปัตตานี มีหอพักรับนักเรียนได้ประมาณ 200 คน ทีนี้ 200 คน เด็กเข้ามาเราต้องยอมรับว่าใน 1 เดือนก่อนที่ กสศ. จะส่งเงินมาให้เด็ก วิทยาลัยก็ต้องมีกระบวนการในการดูแลแล้วก็แก้ปัญหา นี่คือส่วนหนึ่งเรื่องความเป็นอยู่ เราจะสอนเด็กตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนว่า Project based learning (PBL-การเรียนรู้ผ่านการทำผลงาน) หรือไม่ก็เป็น RBL (Research based learning-การเรียนรู้ผ่านการวิจัย) ก็จะเข้าไปในตัว สอนเด็กให้เรียนรู้จากการทำอาชีพ ทำโครงงาน ทำกิจกรรมทำฟาร์ม” สมภพ กล่าว

ผอ.วิทยาลัยเทคโนโลยีการเกษตรและประมงปัตตานี กล่าวต่อไปว่า ในช่วง 1 เดือนแรกของการเรียน นักศึกษาใหม่จะได้รับการฝึกอบรมให้พึ่งพาตนเองได้ เช่น การประกอบอาหาร โดยได้รับการสนับสนุนจากครู จากนั้นในเดือนที่ 2 เมื่อ กสศ. เริ่มส่งเงินมา คนที่มาเรียนก็จะเริ่มมีเงินไว้เลี้ยงชีพ ขณะที่ในส่วนงานวิชาการก็จะสอดคล้องกับการประกอบอาชีพเป็นหลัก เพราะเป็นวัตถุประสงค์ของวิทยาลัย ที่เมื่อเรียนจบแล้วประกอบอาชีพก็จะมีรายได้ ยกระดับความเป็นอยู่ของครอบครัวให้ดีขึ้น คือเห็นผลได้เร็ว ส่วนการเรียนต่อในระดับสูงขึ้นจะเป็นประเด็นรอง

สูรียา อาแว ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) บาโงยือแร กล่าวว่า ตนเป็นครูในวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันจันทร์-ศุกร์ จะทำงานในองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา โดยศูนย์ฯ บาโงยือแร มีนักเรียน 302 คน มากเป็นอันดับ 2 ใน จ.ยะลา พบปัญหา “เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา” ค่อนข้างมาก ซึ่งจากการสอบถามว่าเหตุใดจึงไม่เรียนต่อ ก็ได้รับคำตอบว่า “ไม่ชอบการศึกษาในระบบ” อยากอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ทำอะไรก็มีพ่อแม่ให้เงินใช้ ทำให้ต้อง “ปรับทัศนคติ” เด็กกลุ่มนี้ให้เห็นความสำคัญของการศึกษา

“การศึกษาในที่นี้เราไม่จำเป็นต้องส่งเขาไปอยู่ในระบบ ในวิทยาลัย ในระบบโรงเรียนมัธยม แค่เขาออกแบบว่าเขาจะเรียนทางด้านไหน เขาสนใจที่จะศึกษาทางด้านไหน เราก็พยายามเรียกเด็กกลุ่มเหล่านี้มาพูดคุย ซึ่งเด็กในกลุ่มนี้แรกเริ่มเราเรียกมารวมกลุ่มได้ประมาณ 35 คน ที่จะหลุดจากระบบ แล้วก็อายุน้อยสุดคือ 12 ปี ยังไม่ได้จบ ป.6 เรารู้ดีเพราะว่าเป็นเด็กในพื้นที่ของเรา ในฐานะคนในพื้นที่ เรารับทราบปัญหา สภาพข้อมูลของเด็กตั้งแต่ตื่นนอน ก่อนนอนตื่นนอนเขาทำอะไร ตอนเย็น กลางคืนมีกิจกรรมอะไร” สูรียา ระบุ

สูรียา เล่าต่อไปว่า หลังจากสอบถามเด็กที่ออกนอกระบบการศึกษาทราบว่าหากเป็นเด็กผู้ชายจะสนใจเรื่องทักษะวิชาชีพช่าง โดยเฉพาะช่างไฟฟ้า เพราะเห็นว่าเป็นงานที่มีรายได้สูง ส่วนเด็กผู้หญิงจะสนใจทักษะการตัดเย็บเสื้อผ้า เพราะจะได้ช่วยตัดเย็บเสื้อผ้าให้สมาชิกในครอบครัวได้ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่ง จึงมีการประสานวิทยากรให้มาสอนในช่วงเวลาที่ผู้เรียนต้องการ

เช่น ในกลุ่มผู้สนใจอาชีพช่างไฟฟ้า มีการสอนช่วงเวลา 19.00-21.00 น. ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มเด็กที่ไม่ต้องการไปเรียนตามเวลาปกติในสถานศึกษาในระบบ ส่วนกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า จะมีการตั้งกลุ่มไลน์ขึ้นเพื่อนัดแนะเวลาเรียน-เวลาสอนกับวิทยากร ตามความสะดวกหรือความพร้อมของผู้เรียน และนอกจากจัดอบรมทักษะอาชีพแล้ว ยังมีการจัดค่ายพัฒนาบุคลิกภาพ ซึ่งต้องเข้าใจว่าเมื่อเด็กกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษา ก็ไม่ค่อยจะดูแลเสื้อผ้าหน้าผมของตนเอง ไปจนถึงปลุกความกล้าแสดงออก จากเด็กที่เก็บตัวเล่นแต่เกมก็ออกมาสู่สังคมมากขึ้น

สำหรับสิ่งที่จะทำต่อไป สูรียา เปิดเผยว่า กำลังหารือกับทาง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)ในพื้นที่ อ.บันนังสตา ว่าจะสามารถออกวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรให้กับเด็กกลุ่มเหล่านี้ได้หรือไม่ เพื่อการันตีว่าเด็กกลุ่มนี้มีความรู้ความสามารถจริงเพื่อเป็นช่องทางต่อยอดหรือเข้าสู่ระบบแรงงาน ซึ่งประกาศนียบัตรมีความสำคัญ

ปิดท้ายด้วย ปฐวี ใจโต เลขาธิการหอการค้าจังหวัดปัตตานี ยกตัวอย่างกิจกรรมเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2567 ที่หอการค้าจังหวัดปัตตานี
มีการจัดติวเข้ามหาวิทยาลัย โดยจัดที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) วิทยาเขตปัตตานี มีผู้ลงทะเบียนถึง 1,300 คน ในจำนวนนี้เข้ามาถึง
900 คน จนล้นออกมาจากห้องอบรมส่วนคนที่ไม่ได้เข้าห้องอบรมก็ขอดาวน์โหลดเอกสารที่ใช้ในการอบรม สะท้อนถึงความมีใจอยากเรียนของเยาวชนในพื้นที่ จึงเป็นโจทย์ว่าทำอย่างไรเยาวชนเหล่านี้จะได้เรียน

ทั้งนี้ หอการค้าจังหวัดปัตตานี มีการทำ MOU ร่วมกับ มอ.ปัตตานี เพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตรทั้งระยะสั้นและหลักสูตรปริญญาตรีปกติ เนื่องจากนักศึกษาที่จบออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่ เช่น เคยเจอคนจบรัฐศาสตร์บ้าง มนุษยศาสตร์บ้าง มาสมัครงานเป็นช่างไฟฟ้า ซึ่งทางหอการค้าไทยมีโครงการแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox)รวมถึงโครงการที่ทำกับ กสศ. โดยมอบเป็นนโยบายไปยังหอการค้าทั่วประเทศ

“อย่างปัตตานี เราคุยกับท่านผู้ว่าฯ แล้ว ท่านผู้ว่าฯ บอกเราจะแซนด์บ็อกซ์แบบไหน? แซนด์บ็อกซ์มี 2 ข้าง ข้างหนึ่งก็คือ Fund (เงิน) ภาคเอกชนเงินไมได้เยอะ คือเป็นเงินที่ต้องหามาเอง แต่ภาคเอกชนมี Opportunity (โอกาส) ผมขอให้เอกชนเข้าไปร่วมออกแบบ และเข้าไปบอกภาครัฐว่าเราอยากได้อะไร เอกชนเอามาจากไหน? 3 จังหวัดชายแดนใต้ เราบอกว่าอยากเป็นครัวฮาลาลโลก เรามีโรงงานอุตสาหกรรมที่สามารถส่งออกฮาลาลได้กี่โรงงาน? เรามีโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ที่สามารถผลิตแรงงานที่จะเข้ามาได้เพียงพอไหม?” ปฐวี กล่าว

เลขาธิการหอการค้าจังหวัดปัตตานี กล่าวต่อไปว่า เมื่อแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่เพียงพอก็ต้องนำเข้าแรงงานจากที่อื่น ซึ่งทำให้เม็ดเงินใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไหลออกนอกพื้นที่ ขณะเดียวกัน “เมื่อมองภาพรวมของทั้งประเทศ ที่คนวัยทำงานต้องเลี้ยงทั้งผู้สูงอายุและเด็ก การก้าวข้ามความยากจนเป็นไปได้ยากหากไม่ได้ทำงานในอาชีพที่ใช้นวัตกรรมชั้นสูง” หมายถึงทำน้อยแต่ได้ผลมาก อีกทั้งหลักสูตรต้องปรับตัวได้ไว เพื่อให้รองรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รวมถึง “ภาคเกษตรที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมเกษตร ทำงานกันต่อวันไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็พักผ่อน” เช่น กรีดยาง ตัดทุเรียน เสร็จแล้วก็กลับบ้านไปนอน ในขณะที่อีกหลายอาชีพทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน หรือหากช่วงที่ไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยว ทุกคนก็จะว่างงานหรือไม่มีรายได้กันหมด แล้วจะทำอย่างไรให้ก้าวข้ามความยากจน? ทั้งนี้ รัฐต้องช่วยเรื่องนโยบาย ต้องตอบโจทย์พื้นที่และผู้เรียน รวมถึงตลาดแรงงานเพื่อให้ผู้เรียนมีรายได้ก้าวข้ามความยากจน!!!

หมายเหตุ : ขอบคุณภาพประกอบจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...