ไอวอรีโคสต์ แซงหน้าเวียดนาม ขึ้นเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับ 3 ของโลก รองจากไทย-อินโดนีเซีย
ไอวอรีโคสต์ แซงหน้าเวียดนาม ขึ้นเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ได้แรงหนุนจากกฎหมาย EUDR ขณะที่ อุปทานยางพารา ไทย กับ อินโดนีเซีย กำลังเป็นที่กังวล
วันที่ 30 ตุลาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า ไอวอรีโคสต์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นประเทศระดับแถวหน้าในอุตสาหกรรมยางของโลกอย่างรวดเร็ว โดยไล่ตามผู้ผลิตรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกฎหมายด้านความยั่งยืนของยุโรป
ในปี 2567 ไอวอรีโคสต์ ผลิตยางธรรมชาติได้ 1.55 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจาก 815,000 ตัน ในปี 2562 การเติบโตดังกล่าวส่งผลให้ไอวอรีโคสต์แซงหน้าเวียดนาม ขึ้นเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากไทยและอินโดนีเซีย
รายงานระบุว่า เกษตรกรในไอวอรีโคสต์เปลี่ยนจากการปลูกโกโก้มาเป็นปลูกยางพาราแทน เพื่อแสวงหารายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้ว กฎหมายว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ที่จะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปี 2568 ก็เป็นอีกปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย
กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ต้องมีหลักฐานยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปไม่ได้ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า โดยสวนยางพาราในไอวอรีโคสต์กำลังดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานใหม่เหล่านี้ โดยอนุญาตให้บริษัทในยุโรปสามารถซื้อยางพาราที่ผลิตตามกฎหมาย EUDR ได้
อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตาม EUDR ก็นับเป็นความท้าทาย และเป็นเรื่องยากสำหรับเกษตรกรบางส่วน เนื่องจากมีกระแสกังวลว่าฟาร์มขนาดใหญ่ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานที่ตรวจสอบได้ง่ายกว่า อาจกลายเป็นผู้ครองตลาด และผลักดันเกษตรกรรายย่อยออกไป
นายทาคาฮิโระ ไซโตะ จากศูนย์ความเป็นเลิศด้านความยั่งยืนของ PwC ประจำญี่ปุ่น กล่าวว่า บริษัทบางแห่งกำลังพิจารณาเปลี่ยนคำสั่งซื้อของตนไปยังเกษตรกรและธุรกิจที่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ได้ นอกจากนี้แล้ว นายไซโตะยังชี้ให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการว่างงานที่อาจเกิดขึ้นและการตกต่ำของอุตสาหกรรมในประเทศที่สูญเสียธุรกิจ เนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐาน EUDR ได้ ก็อาจได้รับประโยชน์อย่างมาก โดยตัวแทนจากบริษัทผลิตยางรายใหญ่แห่งหนึ่งกล่าวว่า EUDR กำลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีการจัดหายางธรรมชาติ
รายงานระบุว่า อินโดนีเซียและไทยผลิตยางธรรมชาติรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของโลก แต่อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กลับมีผลผลิตสวนทางกับไอวอรีโคสต์ โดยผลผลิตยางพาราลดลง 20% ตั้งแต่ปี 2562 โดยในปี 2566 ผลผลิตลดลงสู่ระดับ 2.65 ล้านตัน
จำนวนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในอินโดนีเซียลดลง เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรมากนัก และในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำเมื่อ 3-4 ปี ที่แล้ว เกษตรกรจำนวนมากได้หันไปปลูกปาล์มน้ำมันและพืชอื่น ๆ แทน นอกจากนี้แล้ว ความคืบหน้าในการทดแทนต้นยางเก่าด้วยต้นยางใหม่ก็ยังมีน้อยมาก ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาระดับการผลิต
อินโดนีเซีย ยังล่าช้าในการเตรียมพร้อมสำหรับ EUDR ด้วยเหตุนี้ อินโดนีเซียจึงมุ่งเน้นไปที่การส่งออกยางพาราไปยังตลาดอื่นนอกสหภาพยุโรปแทน เช่น จีนและอินเดีย
ทางด้านไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ที่สุดในโลก การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มข้อมูลเพื่อติดตามสถานที่ตั้งของสวนยางและรวบรวมข้อมูลการแปรรูปยางทั่วประเทศ เพื่อให้เข้าสู่ระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ตามข้อกำหนดของ EUDR
อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับอุปทานยางกำลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน และในช่วงต้นเดือนก.ย. พายุไต้ฝุ่นยางิได้สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับพื้นที่ปลูกยางในเกาะไหหลำของจีนและทางตอนเหนือของเวียดนาม
สัญญาซื้อขายยางในตลาดโอซาก้า พุ่งแตะระดับ 419.70 เยน (ประมาณ 2.70 ดอลลาร์) ต่อกิโลกรัม เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ซึ่งเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2566 และคาดว่าราคาจะยังคงสูงต่อไป
ทั้งนี้ นายสึโตมุ โคสุเกะ หัวหน้าบริษัทวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ Marketedge กล่าวว่า กระแสความกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศและอุปทานที่ลดลงยังคงมีต่อไป
อ้างอิง : asia.nikkei.com