โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไอวอรีโคสต์ แซงหน้าเวียดนาม ขึ้นเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับ 3 ของโลก รองจากไทย-อินโดนีเซีย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ต.ค. 2567 เวลา 13.56 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2567 เวลา 06.56 น.

ไอวอรีโคสต์ แซงหน้าเวียดนาม ขึ้นเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ได้แรงหนุนจากกฎหมาย EUDR ขณะที่ อุปทานยางพารา ไทย กับ อินโดนีเซีย กำลังเป็นที่กังวล

วันที่ 30 ตุลาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า ไอวอรีโคสต์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นประเทศระดับแถวหน้าในอุตสาหกรรมยางของโลกอย่างรวดเร็ว โดยไล่ตามผู้ผลิตรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกฎหมายด้านความยั่งยืนของยุโรป

ในปี 2567 ไอวอรีโคสต์ ผลิตยางธรรมชาติได้ 1.55 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจาก 815,000 ตัน ในปี 2562 การเติบโตดังกล่าวส่งผลให้ไอวอรีโคสต์แซงหน้าเวียดนาม ขึ้นเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากไทยและอินโดนีเซีย

รายงานระบุว่า เกษตรกรในไอวอรีโคสต์เปลี่ยนจากการปลูกโกโก้มาเป็นปลูกยางพาราแทน เพื่อแสวงหารายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้ว กฎหมายว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ที่จะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปี 2568 ก็เป็นอีกปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย

กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ต้องมีหลักฐานยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปไม่ได้ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า โดยสวนยางพาราในไอวอรีโคสต์กำลังดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานใหม่เหล่านี้ โดยอนุญาตให้บริษัทในยุโรปสามารถซื้อยางพาราที่ผลิตตามกฎหมาย EUDR ได้

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตาม EUDR ก็นับเป็นความท้าทาย และเป็นเรื่องยากสำหรับเกษตรกรบางส่วน เนื่องจากมีกระแสกังวลว่าฟาร์มขนาดใหญ่ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานที่ตรวจสอบได้ง่ายกว่า อาจกลายเป็นผู้ครองตลาด และผลักดันเกษตรกรรายย่อยออกไป

นายทาคาฮิโระ ไซโตะ จากศูนย์ความเป็นเลิศด้านความยั่งยืนของ PwC ประจำญี่ปุ่น กล่าวว่า บริษัทบางแห่งกำลังพิจารณาเปลี่ยนคำสั่งซื้อของตนไปยังเกษตรกรและธุรกิจที่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ได้ นอกจากนี้แล้ว นายไซโตะยังชี้ให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการว่างงานที่อาจเกิดขึ้นและการตกต่ำของอุตสาหกรรมในประเทศที่สูญเสียธุรกิจ เนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐาน EUDR ได้ ก็อาจได้รับประโยชน์อย่างมาก โดยตัวแทนจากบริษัทผลิตยางรายใหญ่แห่งหนึ่งกล่าวว่า EUDR กำลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีการจัดหายางธรรมชาติ

รายงานระบุว่า อินโดนีเซียและไทยผลิตยางธรรมชาติรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของโลก แต่อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กลับมีผลผลิตสวนทางกับไอวอรีโคสต์ โดยผลผลิตยางพาราลดลง 20% ตั้งแต่ปี 2562 โดยในปี 2566 ผลผลิตลดลงสู่ระดับ 2.65 ล้านตัน

จำนวนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในอินโดนีเซียลดลง เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรมากนัก และในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำเมื่อ 3-4 ปี ที่แล้ว เกษตรกรจำนวนมากได้หันไปปลูกปาล์มน้ำมันและพืชอื่น ๆ แทน นอกจากนี้แล้ว ความคืบหน้าในการทดแทนต้นยางเก่าด้วยต้นยางใหม่ก็ยังมีน้อยมาก ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาระดับการผลิต

อินโดนีเซีย ยังล่าช้าในการเตรียมพร้อมสำหรับ EUDR ด้วยเหตุนี้ อินโดนีเซียจึงมุ่งเน้นไปที่การส่งออกยางพาราไปยังตลาดอื่นนอกสหภาพยุโรปแทน เช่น จีนและอินเดีย

ทางด้านไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ที่สุดในโลก การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มข้อมูลเพื่อติดตามสถานที่ตั้งของสวนยางและรวบรวมข้อมูลการแปรรูปยางทั่วประเทศ เพื่อให้เข้าสู่ระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ตามข้อกำหนดของ EUDR

อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับอุปทานยางกำลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน และในช่วงต้นเดือนก.ย. พายุไต้ฝุ่นยางิได้สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับพื้นที่ปลูกยางในเกาะไหหลำของจีนและทางตอนเหนือของเวียดนาม

สัญญาซื้อขายยางในตลาดโอซาก้า พุ่งแตะระดับ 419.70 เยน (ประมาณ 2.70 ดอลลาร์) ต่อกิโลกรัม เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ซึ่งเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2566 และคาดว่าราคาจะยังคงสูงต่อไป

ทั้งนี้ นายสึโตมุ โคสุเกะ หัวหน้าบริษัทวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ Marketedge กล่าวว่า กระแสความกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศและอุปทานที่ลดลงยังคงมีต่อไป

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...