โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

เมื่อโซเชียลมีเดียผลักดันให้เกิด Body Shaming การตัดสินคนอื่นจากภาพลักษณ์ภายนอก

BT Beartai

อัพเดต 21 ธ.ค. 2564 เวลา 12.18 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2564 เวลา 03.36 น.
เมื่อโซเชียลมีเดียผลักดันให้เกิด Body Shaming การตัดสินคนอื่นจากภาพลักษณ์ภายนอก

“อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก”

คำกล่าวนี้ถูกพูดมานานแล้ว เชื่อว่าส่วนใหญ่ (ถ้าไม่ใช่ทุกคน)​ คงเคยได้ยิน มันเป็นคำเตือนใจให้เราทุกคนนั้นมองผ่านเปลือกนอกของทุกอย่าง เสาะหาคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ จากข้างใน ไม่ใช่แค่สิ่งที่เห็น แต่มนุษย์ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเรื่องภาพลักษณ์ของคนอื่นที่เราเห็นแตกต่างไปจากมาตรฐานที่ถูกสร้างขึ้นอย่างผิด ๆ มานานหลายทศวรรษโดยวัฒนธรรมตะวันตก นิตยสารแฟชั่น ภาพยนตร์ฮอลลีวูด และล่าสุดที่ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีกคือ “โซเชียลมีเดีย”

เมื่อไหร่ก็ตามที่ใครสักคนหนึ่งมี “ภาพลักษณ์” ที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คนเชื่อ ๆ กันว่าสวยงามหรือน่าดึงดูด ก็มักจะเจอคอมเมนต์หรือคำพูดที่สร้างความเจ็บปวดให้กับสภาพจิตใจตามมาด้วย เรามักเห็นเด็ก ๆ ทั้งหญิงและชายล้อกันเรื่องรูปลักษณ์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะตัวเล็ก ตัวใหญ่ ผอม สูง อ้วน ดำ ขาว ซีด ฯลฯ บางคนโตมาในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมากด้วย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเรื่องของ “Body Shaming” นั้นเกิดขึ้นกับแค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น แน่นอนว่าผู้หญิงมักถูกเปรียบเทียบมากกว่าผู้ชาย เพราะมีภาพติดตาของดารานางแบบบนหน้านิตยสาร ทีวี โซเชียลมีเดียที่มากมายมหาศาล แต่ว่าผู้ชายเองก็รู้สึกถึงแนวคิดเชิงลบที่มีต่อภาพลักษณ์ของตัวเองไม่ต่างกัน

‘Body Project’ ของมหาวิทยาลัยแบรดลีย์ (Bradley University) บอกว่าทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เด็กและผู้ใหญ่ ต่างมีความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์และผลที่ตามมาของภาพลักษณ์เชิงลบเช่นเดียวกัน เพียงแต่การศึกษาชี้ว่าผู้ชายอาจจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้หญิงเล็กน้อย เพราะภาพลักษณ์ของผู้ชายแตกต่างจากภาพลักษณ์ของผู้หญิงออกไปในหลาย ๆ ด้าน เช่น มักมีแนวโน้มเรื่องการใช้สารเสพติดมากกว่าผู้หญิง ผู้ชายส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บความรู้สึกด้านลบเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตัวเองและไม่ยอมเข้ารับการรักษาเพราะรู้สึกว่ามันน่าอาย ส่วนผู้หญิงมักสำรวจตัวเองเสมอ ไม่พอใจในรูปร่างของตัวเอง และมักพยายามหาวิธีเพื่อจะให้ตัวเองมีรูปร่างตามแบบของผู้หญิงที่ “สมบูรณ์แบบ” ตามที่สื่อต่าง ๆ มักนำเสนอตลอดเวลา

Body Shaming ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันถูกนำเสนอมาโดยตลอดทางสื่อต่าง ๆ แต่ประเด็นเรื่องนี้เพิ่งได้รับการสนใจและพูดถึงมากขึ้นช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทและคนมีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งพยายามเปลี่ยนการเล่าเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับของร่างกายผู้หญิง ยกตัวอย่างแบรนด์ชุดชั้นใน Aerie หรือ Savage x Fenty ที่มีนางแบบที่มีรูปร่างและสีผิวที่หลากหลาย พยายามทำลายกรอบแนวคิดเดิม ๆ ว่าผู้หญิงสวยได้ในแบบของตัวเอง โปรโมตทัศนคติเชิงบวกเรื่องความสวยงามในแบบของตัวเอง “Real Size Beauty” แต่ก็ยังถือว่าเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ของธุรกิจที่กำลังเติบโตตามแรงสนับสนุนจากสังคม

แต่มันก็เรื่องยากที่จะเปลี่ยนแนวคิดของสังคมส่วนใหญ่ ภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่ “สวย” ผอมบาง หรือผู้ชายที่ “หล่อเหลา” บึกบึน กล้ามใหญ่ มีซิกซ์แพ็ก นั้นเป็นสิ่งที่ลบได้ยาก ทำให้อะไรก็ตามที่อยู่นอกเหนือจากภาพเหล่านั้นดู “ไม่มีค่า” หรือ “ไม่คู่ควร” ยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อมีละครบนทีวีหรือภาพยนตร์ คนที่น้ำหนักเยอะหรือคนอ้วนนั้นมักถูกนำเสนอในเชิงของ “เรื่องตลก” ถูกล้อเลียนบ้าง ดูถูกบ้าง กลายเป็นเสียงหัวเราะตลกโปกฮา ทั้ง ๆ ที่มันเป็นการทำให้ประเด็นเรื่อง Body Shaming นั้นเลวร้ายลงไปอีก

วัยรุ่นทั้งผู้ชายและผู้หญิงนั้นต้องเผชิญหน้ากับคลื่นสึนามิของภาพลักษณ์ร่างกายที่ “สมบูรณ์แบบ” เต็มหน้าฟีดของโซเชียลมีเดียของพวกเขา แต่ในขณะเดียวกันแม้จะดูย้อนแย้ง โซเชียลมีเดียก็เป็นพื้นที่ที่ประเด็นเรื่องนี้ถูกขับเคลื่อนและมีการปกป้องแนวคิดนี้อย่างมากเช่นกัน มีเหตุการณ์หนึ่งที่ ดานี เมเทอส์ (Dani Mathers) นางแบบสาวของนิตยสาร Playboy ได้โพสต์รูปเปลือยของหญิงชราที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องล็อกเกอร์ของยิมที่เธอไปบนโซเชียลมีเดีย เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นว่าเธอนั้นไปล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่น Body Shaming หญิงชราคนนั้นจนต้องขึ้นศาล และถูกตัดสินว่าทำผิดจริงต้องโทษจำคุก 45 วันหรือต้องบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณะเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งถ้าไม่ได้แรงขับเคลื่อนทางโซเชียลมีเดียที่พยายามชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เมเทอส์ทำนั้น “ไม่โอเค” เธอก็อาจจะยังไม่รู้ว่ามันเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้

Body Shaming ยังมีส่วนที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติด้วย (Eating Disorders) จากรายงานของ Beat องค์กรการกุศลเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติในอังกฤษบอกว่ากว่า 65% ของคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ถูกล้อเลียนมาก่อน และกว่า 49% บอกว่าเริ่มโดนล้อตั้งแต่อายุ 10 ขวบเลยด้วยซ้ำ และผลกระทบของมันก็อยู่ไปจนล่วงเข้าวัย 40-50 ปีแล้ว ที่น่าตกใจก็คือว่ามีเพียง 22% เท่านั้นที่ตัดสินใจเข้าพบจิตแพทย์เพื่อรับการรักษาเกี่ยวกับเรื่องนี้

สำหรับเราทุกคนการตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอกอาจจะเกิดขึ้นได้ เรามีภาพของความสวยงามหรือความหล่อเหลาที่ฝังอยู่ในหัวและการจะเอาออกไปคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งที่เราต้องเข้าใจก็คือเราต้องระมัดระวังความคิดเหล่านี้ คำพูดจา ล้อเลียน ล้อเล่น เสียดสี หรือ หยอกล้ออะไรก็ตามเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่าย ไม่ใช่สิ่งที่เราควรกระทำ ไม่ว่าจะเป็นในที่สาธารณะหรือพื้นที่ส่วนตัวก็ตาม เพราะถ้าคิดในมุมกลับกันเรายังไม่อยากถูกทักแบบนั้นเหมือนกัน

ในส่วนของตัวเราเองก็ควรจะพยายามลบค่านิยมและค่ามาตรฐานของความสวยงามแบบผิด ๆ ออกไป มองข้ามสิ่งเหล่านั้นและปล่อยความกดดัน ความรู้สึกเกลียดและไม่พอใจในตัวเองเหล่านั้นทิ้งไป อย่าไปอยู่ในกรอบที่คนอื่นวาดขึ้น และอย่าตีกรอบให้ตัวเราเองอยู่ เราไม่ควรไป Body Shaming คนอื่น และกลับกันก็ไม่ควรให้ใครมา Body Shaming ตัวคุณด้วย ไม่ว่าจะจากสังคมหรือจากเสียงภายในตัวคุณเอง

อ้างอิง 1 อ้างอิง 2 อ้างอิง 3 อ้างอิง 4

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...