โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อังคณา รับ 'พ่ายแพ้' 20 ปีทวงความยุติธรรมคืนทนายสมชาย ลั่นไทยมีพ.ร.บ.อุ้มหาย แต่ยังไร้หวัง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 12 มี.ค. 2567 เวลา 13.47 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2567 เวลา 13.47 น.

อังคณา รับ ‘พ่ายแพ้’ 20 ปีทวงความยุติธรรมคืนทนายสมชาย ลั่นไทยมี พ.ร.บ.อุ้มหาย แต่ยังไร้หวัง

อังคณา ปาฐกถา 20 ปีอุ้มหายทนายสมชาย ไม่เคยหยุดค้นความจริง ลั่น ไทยมี พรบ. อุ้มหายครบปี ยังเงียบกริบ เปิดใจ ถูกพันธนาการด้วยอดีตอันเจ็บปวด จี้ปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคง รับ ‘ลังเล’ คุยนายกฯ ทวงความยุติธรรม

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ Social Innovation Hub ชั้น 1 อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และเครือข่าย จัดกิจกรรม ‘บังคับใช้ความยุติธรรมแทนการบังคับบุคคลสูญหาย : 20 ปีทนายและนักปกป้องสิทธิฯ สมชาย นีละไพจิตร’ โดยมี นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวปาฐกถา

นางอังคณา กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 20 ปี การสูญหายของทนายสมชาย ตนขอใช้เวลาในการเล่าเรื่องราวของความไม่เป็นธรรม การปกปิดความจริง และปัญหาการลอยนวลพ้นประโยชน์ผิดในสังคมไทย

คดีดังกล่าวผ่านมา 20 ปี หากเป็นคดีทั่วไป วันนี้คงหมดอายุความ และผู้กระทำผิดก็จะลอยนวล แต่เนื่องจากคดีการอุ้มหายเป็นคดีที่ไม่มีอายุความ เป็นอาชญากรรมต่อเนื่อง และได้รับการสืบสวนสอบสวนต่อไป

“ดิฉันอยากจะพูดในมุมมองของเหยื่อ ในฐานะของผู้หญิงซึ่งดิฉันเชื่อว่าการพูดเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนผ่านประสบการณ์ของผู้หญิงมีนัยยะสำคัญอย่างต่อกระบวนการคิด การตัดสินใจ ในขณะที่ต้องเจอกับแรงกดดัน และการเจอกับปัญหาการคมขู่คุกคาม ในระหว่างเส้นทางของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ภายใต้สภาวะทางจิตใจที่ปวดร้าวขมขื่น รวมถึงความหวังของครอบครัวที่ไม่เคยหมดสิ้น

หวังว่าเรื่องราวการบังคับสูญหายของ สมชาย นีละไพจิตร จะอธิบายให้เพื่อนๆทุกคนได้เข้าใจว่าทำไหมดิฉันและเหยื่อหลายคนจึงมุ่งมั่นในการทำภารกิจบางประการ หลายท่านอาจจะรำคาญ กับการพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หลายท่านอาจจะคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ แต่เพียงอยากจะบอกกับท่านทั้งหลาย

เราไม่มีวันที่จะตระหนักถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จนกว่าจะเราจะถูกพรากคุณค่าบางอย่างในชีวิตไป” นางอังคณากล่าว

นางอังคณา กล่าวต่อไปว่า ทุกครั้งเมื่อพูดถึงผู้สูญหาย ตนจะรู้สึกตัวเล็กลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัวคนหาย อีกหลายๆครอบครัว ซึ่งแม้จะล้มเหลว แม้จะถูกเยาะเย้ย แต่ผู้หญิงในครอบครัวคนหายก็ไม่เคยสูญสิ้นศรัทธา และความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งความจริงจะปรากฏ และคนที่หายไปจะได้กลับคืน

“เมื่อวานนี้มีคนถามดิฉันว่า ฉันกับลูกๆอยู่บ้านเดิมหรือเปล่า ดิฉันอยากจะเรียนว่า สำหรับคนหาย บ้านคือสถานที่มีความทรงจำ ครอบครับคนหายส่วนมากจึงไม่อยากย้ายไปอยู่ที่อื่น โดยหวังว่าสักวันเขาจะกลับมา มีหลายครอบครัวที่พ่อจากไป และทางบ้านมีความจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่เด็กๆ ก็มักจะวนเวียนไปที่บ้านเดิม ด้วยความหวังที่ว่า เดี๋ยวพ่อกลับมา แล้วพ่อจะไม่เจอใคร” นางอังคณากล่าว

นางอังคณา กล่าวว่า ตนอยากจะย้ำเตือนอีกครั้งหนึ่งว่า สมชาย นีละไพจิตร เป็นคนธรรมดาๆ เกิดในครอบครับชาวนาที่ไม่ได้มีฐานะที่ไม่ได้ร่ำรวย เขาเป็นคนธรรมดาที่ทำในสิ่งที่ถูก และมีข้อผิดพลาด แต่การทำงานของเขายืนยันในการที่จะต้องต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เขาใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ ในการใช้จ่ายในการสู้คดีสำหรับคนที่ยากไร เขาสอนลูกๆ ให้รู้จักอดออมเพื่อแบ่งปันให้กับคนที่ลำบากกว่า เขาไม่เคยเรียกตัวเองว่า เป็นทนายความสิทธิมนุษยชน

เขาทุ่มเททำงานให้กับคนที่ถูกรังแกโดยไม่กลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เวลาที่ว่าความ เขาไม่เคยคิดว่าลูกความเขาจะถูกเสมอไป แต่เขาเชื่อมมั่นว่าคนที่ทำผิดก็จะรับโทษเท่ากับความผิดที่ตัวเองกระทำ จะต้องไม่รับโทษมากกว่าการที่เขาทำ และคนเหล่านั้นไม่ควรถูกกล่าวร้ายป้ายสี ไม่ควรถูกทรมาน และไม่ควรถูกทำให้หายไป

ไม่น่าเชื่อว่าการทำงานอย่างตรงไปตรงมาของเขา จะทำให้เกิดโศกกรรมกับชีวิตของเขา และทำให้เขาหายไปกับชีวิตของคนอีกหลายๆ คน

“มีหลายคนถามดิฉันว่า ถ้าสมชายรู้ว่าความยุติธรรมจะทำให้ตัวเขาเองต้องเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน และพัดพรากจากครอบครัว เขาจะยังคงยืนยันทำในสิ่งที่ทำอยู่หรือเปล่า

ในฐานะที่ใช้ชีวิตร่วมกับเขามา 24 ปี ก่อนที่เขาจะหายตัวไป ดิฉันเชื่อว่า ไม่ว่าอย่างไรสมชายจะไม่ล้มเลิกความเชื่อมัน และอุดมการณ์ที่มี และเขาจะไม่มีวันเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น 20 ที่แล้วภายหลังที่เขาหายไป บรรยากาศในบ้านเงียบ และปกคลุมด้วยความกลัว มันยากมากที่จะอธิบายความรู้สึกดิฉันกับลูกๆในวันนั้น วันที่เพื่อนฝูงและญาติพี่น้องหายไปจากชีวิตเราเพียงเพราะความกลัว ทิ้งไว้แต่ผู้หญิงและเด็ก ในวันที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า การทำให้ใครสักคนหายไป ทำให้เราหวาดกลัวมากขนาดนั้นเลยหรือ” นางอังคณากล่าว

นางอังคณากล่าวว่า ในประสบการณ์ของตน การบังคับสูญหายเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเผด็จหรือรัฐบาลประชาธิปไตย ตอนที่ทนายสมชายจะหายตัวไป เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะเรียกเขาว่า ‘ทนายโจร’ ซึ่งไม่ต่างผู้สูญหายอีกหลายรายที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นผู้ก่อการร้าย หรือเป็นผู้ที่เป็นภัยต่อรัฐ

“การกล่าวหาในลักษณะนี้ทำให้เกิดบาดแผลในใจของเหยื่อมากมายที่ยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะเด็กๆ ผู้หญิงและเด็กต้องเผชิญกับภาวะทางจิตใจอย่างมาก ในขณะที่คนที่เขารักหายไป นอกจากความรู้สึกสูญเสีย เขายังต้องเผชิญกับการถูกตีตราจากสังคม ว่าเป็นลูกของคนที่ไม่ดี เด็กหลายคนไม่ไปโรงเรียน เพราะถูกล้อเลียน การสูญหายของคนๆหนึ่งจึงหมายถึงการสูญเสียของชีวิตหลายๆคนที่อยู่ข้างหลัง” นางอังคณากล่าว

นางอังคณากล่าวว่า เจ้าหน้าที่บางคนอาจเชื่อว่า ปัญหาจะหายไป ถ้าคนๆหนึ่งหายไป แต่จากการอุ้มหายของ สมชาย นีละไพจิตร ได้ทำให้เรื่องราวอุ้มฆ่าถูกหยิบยกขึ้นพูดอย่างกว้างขวาง และนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อีกมากมาย สำหรับครอบครัวของผู้สูญหาย การบังคับสูญหายสร้างความคลุมเครืออย่างมาก ความคลุมเครือเริ่มต้นจากการไม่รู้ชะตากรรม การไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ไม่มี ความคลุมเครือจึงเหมือนคำสาปที่ตรึงชีวิตของครอบครัวของผู้สูญหาย ก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ ในขณะที่ถอยหลังกลับก็ไม่ได้ ความคลุมเครือในชีวิตทำให้เหยื่อหลายคนไม่สมารถเชื่อมโยงตัวเองกับสังคมวัฒนธรรมที่เขาอยู่

“ผู้หญิงหลายคนที่สูญเสียสามี ไม่รู้ว่าจะจัดวางสถานะตัวเองว่าเป็นหม้ายหรือสมรสเด็กๆ ไม่สามารถระบุสถานะของตัวเองได้ว่า พ่อยังมีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิต ผลกระทบเชิงลึกเช่นนี้ส่งผลให้เหยื่อประสบปัญหา อย่างมากมายในการยึดโยงตัวเองกับสังคม ทำให้การดำเนินชีวิตของเหยื่อเป็นเรื่องยากลำบากและซับซ้อน อีกทั้งยังทำให้เหยื่อประสบปัญหาเกิดความกดดันในขณะที่ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เหยื่อหลายคนต้องเผชิญปัญหา Post-traumatic disorder ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อจิตใจ” นางอังคณาเผย

นางอังคณากล่าวกล่าว ใน 20 ปีที่ผ่านมาพยายามหาความจริงมาโดยตลอด อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 5 เดือนตุลาคม 2559 หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเป็นคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งหนังสือถึงดิฉันว่าได้ลดการสอบสวน เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้กระทำผิด

“อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้แจ้งต่อดิฉันด้วยวาจา การที่จำเป็นต้องลดการสอบสวน เนื่องจากว่าถ้ายังคงคดีนี้จะส่งผลกระทบกับตัวชี้หวัดของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตั้งแต่งดการสอบสวนคดีสมชาย กรมสอบสวนคดีพิเศษยุติให้การคุ้มครองพยานจากครอบครัว ด้วยเหตผลที่ว่า เราไม่ได้อยู่ในอันตรายใดที่จะต้องได้รับการคุ้มครอง” นางอังคณากล่าว

นางอังคณากล่าวต่อไปว่า ในวันนี้ด้วยการรณรงค์อย่างต่อเนื่องของเหยื่อ ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย แต่ความท้าทายคือ กฎหมายที่ประกาศใช้ครบหนึ่งปีจะช่วยเหลือเหยื่อได้อย่างไร กฎหมายจะคืนความเป็นธรรม รวมถึงจะเปิดเผยความจริงเพื่อให้ครอบครัวหลุดพ้นจากความคลุมเครือได้อย่างไร และกรมสอบสวนคดีพิเศษจะมีท่าทีในสืบสวนในคดีทนายสมชายและคดีอุ้มหายรายอื่นๆ อย่างไรบ้าง” นางอังคณากล่าว

นางอังคณากล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเห็นความพยายามหลายหน่วยงาน อาทิ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมถึงกระทรวงยุติธรรมและสำนักงานอัยการสูงสุด ในการที่จะใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อยุติการทรมาน แต่เรายังไม่เห็นความพยายามหน่วยงานเหล่านี้ในการตามหาคนหาย และคืนสิทธิ์ที่จะทราบความจริงกับเหยื่อตามที่ได้ระบุไว้ที่มาตรา 10 ของพระราชบัญญัติ คือให้สิบสวนจนกว่าจะทราบชะตาธรรม และรู้ตัวผู้กระทำผิด วันนี้เรามีคณะกรรมการ อนุกรรมการระดับชาติตามกฎหมาย ที่อำนาจมากมายแต่เรายังไม่เห็นของคณะกรรมการในการตรวจสอบข้อมูลของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบังคับสูญหาย หรือบรรเทาให้ความหวัง หรือให้ความช่วยเหลืออื่นๆ แก่ครอบครัว

“หลายคนถามดิฉันว่า กฎหมายจะมีผลย้อนหลังได้อย่างไร ดิฉันอยากจะอธิบายว่า ในการสืบสวน หาตัวคนหาย ไม่ใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง แต่ตามพระราชบัญญัติรวมถึงปฏิญญาการบังคับสูญหาย อนุสัญญาบังคับสูญหายของสหประชาชาติ ได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า การบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อเนื่อง ดังนั้นผู้สูญหายเมื่อสามสิบสี่สิบปีที่แล้ว หากปัจุปันยังไม่ทราบที่อยู่และชะตากรรมของเขา กฎหมายก็จะถือว่าเขายังเป็นผู้สูญหาย และการกระทำผิดนั้นยังคงดำรงอยู่ และรัฐมีหน้าที่ต้องติดตามค้นหาจนกว่าจะทราบที่อยู่ชะตากรรม” นางอังคณากล่าว

นางอังคณากล่าวว่า สิ่งที่ปรากฏวันนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีกฎหมาย แต่ความท้าทายที่สำคัญคือ กฎหมายจะถูกนำไปปฏิบัติได้อย่างไร 1 ปีของการบังคับใช้กฎหมายไม่มีข่าวคราวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการในเรื่องของการตามหาคนหาย ไม่มีคำมั่นสัญญา ไม่ให้ความหวัง ในขณะที่เหยื่อที่ยังมีชีวิตอยู่คือครอบครัวซึ่งส่วนเป็นเป็นผู้หญิงและเด็ก กลับถูกทำให้ต้องอยู่กับความหวาดกลัว สูญเสียอัตลักษณ์ สูญเสียความเป็นมนุษย์ และเพศมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้หญิงในฐานะของเหยื่อ

“มีคนถามดิฉันว่า คุณทักษิณกลับมาแล้ว พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ดิฉันจะไปพบนายกรัฐมนตรีเพื่อขอความเป็นธรรมไหม ถ้าจะให้ตอบอย่างตรงไปตรงมาดิฉันลังเลใจอย่างมาก ประการแรกตั้งแต่รัฐบาล ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีรับตำแหน่ง ดิฉันยังไม่เคยได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึงกรณีคนที่ถูกอุ้มหายในประเทศไทย ประการที่สอง เมื่อมองไปที่เหยื่อ ดิฉันทราบว่าทุกครอบครัวอยู่กับความทุกข์ทรมาน และมันสมควรไหม ที่เราจะให้พวกเราไปขอความเมตตาจากคนที่ไม่เคยมองเห็นความทุกข์ยากของเขา มันสมควรไหมที่เราจะขอให้ผู้ทรงสิทธิไปร้องขอให้ผู้มีอำนาจเคารพสิทธิและคุณค่าของเขา” นางอังคณากล่าว

นางอังคณากล่าวต่อไปว่า แล้ววันนี้เราจะมีกฎหมายไว้ทำไม เราจะมีคณะกรรมการระดับชาติตามกฎหมายไว้ทำไม และแทนที่จะให้ผู้ทรงสิทธิไปร้องขอ อ้อนวอนทำไมรัฐจึงไม่โน้มตัวไปหาเขา คณะกรรมในขณะที่จะร่างระเบียบต่างๆ ได้ยังไง ถ้าพวกเขายังไม่เคยรับฟังปัญหาจากเหยื่อ สำหรับครอบครัวคนหาย การอุ้มหายจึงถึงไม่ใช่การพลัดพราก แต่การอุ้มหายทำให้คนที่มีชีวิตอยู่เหมือนตายทั้งเป็น สิ่งที่ทุกคนต้องการทราบคือความจริง เด็กหลายๆคนพูดถึงเสมอว่า เขาเอาพ่อของเราไปเป็นมีชีวิต เราก็อยากให้พ่อกลับคืนแบบมีชีวิต หรืออย่างน้อยคืนศพให้เราก็ยังดี

พวกผู้หญิงต่างก็หวังว่าจะเจอลูกๆและสามีที่ยังมีชีวิต แต่พระเจ้าไม่ทรงประสงค์ พวกเราก็คงทำอะไรไม่ได้” นางอังคณากล่าว

นางอังคณากล่าวว่า ในฐานะครอบครัว เราเหมือนถูกพันธนาการด้วยอดีตที่เจ็บปวด และมองไม่เห็นอนาคต ในขณะที่เหยื่อถูกด้อยค่าอยู่ตลอดเวาลา หลายครั้งรูปแบบของการคุกคามไม่ได้เป็นกายภาพ ในปัจจุบันการคุกคามปรากฎทางสื่อออนไลน์ ผู้หญิงมักถูกเป็นเหยื่อของการคุกคาม ถูกใช้เพศเพื่อลดทอนคุณค่า สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงหลายคนไม่สามารถที่จะปรับตัวให้อยู่กับสังคมได้ เนื่องจากถูกทำให้เกิดความเชื่อว่า พวกเขาเป็นคนไม่ดี หลังจาก ทนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกทำให้หายไป มีหลายคนยกย่องว่าดิฉันมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้กรณีบังคับสูญหายในประเทศไทยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในวงกว้าง และเรื่องราวของผู้ถูกบังคับสูญหา ไม่เป็นเรื่องเงียบอีกต่อไป

“อย่างไรก็ดี อยากจะบอกกับทุกท่านว่า ในระหว่าง 20 ปี ของการทวงถามความยุติธรรม ดิฉันพ่ายแพ้มาตลอด ดิฉันเคยถามกับตัวเองว่าคุ้มไหมกับการที่เราต้องแลกทุกอย่างในชีวิตที่เรามี เพียงเพื่อความจริงและความยุติธรรม ซึ่งสุดท้าย จนวาระท้ายดิฉันอาจไม่มีโอกาสได้เห็นก็เป็นได้” นางอังคณากล่าว

นางอังคณากล่าวต่อไปว่า แต่สิ่งที่เป็นเหมือนกำลังใจที่ทำให้ตนยื่นอยู่ได้ตอนนี้ ก็คือความรัก กำลังใจ น้ำใจไมตรีจากเพื่อนๆและทุกคนรวมสังคม ความห่วงอาทรจากกัลยาณมิตร ความเสียสละ กล้าหาญ อดทน และอหิงสาของลูกๆทุกคน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจและสามารถอยู่ได้ ตนเชื่อมั่นว่าการต่อสู้ของผู้หญิงในฐานะครอบครัวจะสร้างความตระหนักแก้สังคมถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่จะต้องไม่ยอมให้มีผู้ใดพรากไปได้ และคุณค่านี้เองที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคม การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคง ทั้งตำรวจและกองทัพ และประชาชนจะวางรากฐานหลักนิติธรรมได้อย่างยั่งยืนในสังคมไทย

“ฉันเชื่อว่าสังคมที่เราจะหนักแน่นกับความจริงที่เกิดขึ้น จะไม่หลบหน้าครอบครับของคนที่ถูกละเมิดสิทธิ์มนุษยชน จะรวมกันต่อต้านผู้อาธรรม์ จะโอบกอดผู้กดขี่ ในจะก้าวทันรูปแบบในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ซับซอนมากขึ้น กฎหมายที่บังคับใช้จะต้องไม่มีไว้เพื่อข่มเหงคนที่เปราะบางและผู้เห็นต่าง และกระบวนการยุติธรรมจะไม่ยอมนิ่งเฉยให้คนดีต้องถูกรังแก ในขณะที่ผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล ยังใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายใจ” นางอังคณา กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กสม.เผยคืบหน้า 9 เคส ‘อุ้มหายผู้ลี้ภัย’ ผู้เชี่ยวชาญ UN เชื่อ เพราะการเมืองชัวร์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อังคณา รับ ‘พ่ายแพ้’ 20 ปีทวงความยุติธรรมคืนทนายสมชาย ลั่นไทยมีพ.ร.บ.อุ้มหาย แต่ยังไร้หวัง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...