โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การจัดตั้งศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub)

VoiceTV

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 02.20 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 02.18 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub) เพื่อดึงดูดผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย พัฒนาประเทศไทยให้มีบทบาทเป็นผู้เล่นสำคัญทางเศรษฐกิจในเวทีโลก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 เห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ.) และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณานั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว และส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้ง โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ทั้งนี้ ในลำดับต่อไป ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว มีจำนวน 9 หมวด 94 มาตรา โดยมีสาระสำคัญประกอบด้วย

1.) การกำหนดวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้และนิยามทางกฎหมาย

2.) องค์ประกอบ คุณสมบัติ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน

3.) การจัดตั้งและอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินที่ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One-stop Authority: OSA)

4.) คุณสมบัติ ขั้นตอนการสรรหา วิธีการแต่งตั้ง และอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการที่จะเข้ามาบริหารสำนักงาน

5.) ประเภทและขอบเขตของธุรกิจที่สามารถขอรับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจ

6.) แนวทางในการกำหนดสถานที่ตั้งเพื่อประกอบกิจการ

7.) คุณลักษณะของนิติบุคคลที่ประสงค์จะยื่นคำขอประกอบธุรกิจ รวมทั้งหลักเกณฑ์ในการควบ โอน และเลิกกิจการของผู้ประกอบธุรกิจ

8.) สิทธิประโยชน์ที่ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ

9.) แนวทางในการกำกับดูแลและการตรวจสอบธุรกิจ

10.) บทกำหนดโทษสำหรับผู้ประกอบธุรกิจในโครงการ Financial Hub

โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า “การพัฒนาประเทศไทยให้เป็น Financial Hub ถือเป็นโอกาสของประเทศไทยในการดึงดูดผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินต่างประเทศให้เข้าลงทุนในประเทศไทย รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาสังคมและทรัพยากรบุคคลในประเทศ ซึ่งประกอบด้วย

1) สนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่ส่งผลให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีได้เพิ่มขึ้น

2) สร้างการพัฒนาธุรกิจทางการเงินในประเทศไทย และจำนวนตำแหน่งงานด้านการเงินเพิ่มมากขึ้น โดยครอบคลุมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือสนับสนุนด้านการเงิน นอกจากนี้ ยังดึงดูดแรงงานที่มีทักษะด้านการเงินจากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยจะส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดทักษะองค์ความรู้ และเทคโนโลยี (Knowledge Transfer) ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินในประเทศไทย

3) เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน (Financial Infrastructure Development) และด้านอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดการลงทุนและการจ้างงาน รวมทั้งผลักดันให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต” ดังนั้น การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub) นั้นจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและเพิ่มศักยภาพให้แก่แรงงานของประเทศไทยในอนาคต

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...