เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (14) สงครามที่ยูเครนเอาชนะได้ยาก
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (14)
สงครามที่ยูเครนเอาชนะได้ยาก
“รัฐบาลและสังคมยูเครนรู้ดีว่า อะไรคือความสำเร็จที่พวกเขาต้องการ แม้จะไม่ชัดเจนว่า พวกเขาจะมีหนทางที่จะไปสู่ความสำเร็จเช่นนั้นได้หรือไม่ก็ตาม”
Gustav Gressel
Senior Policy Fellow, European Council on Foreign Relations
หากพิจารณาจากทฤษฎีการทหาร เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อสภาวะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเดินหน้าไปสู่ความเป็น “สงครามทอนกำลัง” แล้ว หลายฝ่ายอาจจะเชื่อว่ารูปแบบของสงครามเช่นนี้จะนำความได้เปรียบมาให้แก่กองทัพยูเครน เพราะกองทัพรัสเซียประสบความสูญเสียทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากในสนามรบที่ยูเครน ขณะเดียวกันยูเครนเองก็ประสบความสูญเสียอย่างหนักเช่นกัน แต่ก็มีความหวังในทางทฤษฎีที่วางอยู่บนหลักการว่า “ใครเสียหายมากกว่า คนนั้นแพ้”
แม้กองทัพรัสเซียจะเป็นฝ่ายที่เสียหายมากกว่า แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดเช่นในทางทฤษฎีว่า รัสเซียจะต้องเป็นฝ่ายแพ้ เพราะสภาวะของความเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ของรัสเซีย ที่มีทรัพยากรมากกว่า มีกองทัพใหญ่กว่า ยังเป็น “แต้มต่อ” สำคัญที่ทำให้รัสเซียไม่แพ้สงคราม หรือยูเครนมีพันธมิตรที่พร้อมจะส่งอาวุธให้ แต่รัสเซียก็มีพันธมิตรสำคัญที่พร้อมส่งอาวุธให้กองทัพรัสเซียรบอย่างเต็มที่เช่นกัน โดยเฉพาะอิหร่านและเกาหลีเหนือ
ที่วันนี้ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนอาวุธรายสำคัญให้แก่รัสเซีย ทั้งโดรน กระสุน และกำลังพล
ในอีกด้านของสงคราม ใครเลยจะคิดว่ารัสเซียไม่สามารถแบกรับสงครามยูเครนได้ด้วยตัวเอง ทั้งที่มีกองทัพขนาดใหญ่ และอุตสาหกรรมทหารขนาดใหญ่ภายในประเทศ แต่ด้วยความเป็นสนามรบทอนกำลัง รัสเซียเองยังจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาความสนับสนุนจากภายนอก
ดังนั้น ในทางทฤษฎีจึงมีข้อสังเกตว่า ยูเครนจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์การสงครามของตนได้ จึงมีทางออกแต่เพียงประการเดียวเท่านั้น คือต้องทำการรบด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ของ “สงครามดำเนินกลยุทธ์” (Maneuver Warfare) เพื่อที่จะต้องเอาชนะกองทัพรัสเซียด้วยการรบแบบแตกหัก ด้วยชัยชนะในการรบแบบแตกหักเช่นนี้เท่านั้น จึงจะทำให้ยูเครนมีโอกาสผลักดันกองทัพรัสเซียออกไปจากดินแดนของตน และได้ดินแดนที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซียกลับคืนมา
แต่คำถามในทางปฏิบัติก็คือ ยูเครนจะสามารถเปลี่ยนสภาวะสงครามเช่นนี้ได้จริงเพียงใด และในเงื่อนไขที่ยังเปลี่ยนสภาวะของสงครามไม่ได้นั้น โมเมนตัมของสงครามทอนกำลังในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเอื้อให้รัสเซียเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ต่างจากอารมณ์ความรู้สึกหลังจากการรุกตอบโต้ของกองทัพยูเครนในช่วงกลางปี 2022 อย่างสิ้นเชิง
ซึ่งตอนนั้นหลายฝ่ายมีความเชื่อว่า รัสเซียกำลังเผชิญกับการรุกกลับของกองทัพยูเครน และอาจตกเป็นฝ่ายแพ้สงครามได้ด้วยการรุกใหญ่ที่จะเกิดในปี 2023-2024
ยุทธศาสตร์รัสเซีย
นักยุทธศาสตร์ทุกคนรับรู้กันเป็นอย่างดีว่า การสู้รบในทุกสมรภูมิไม่ได้เกิดขึ้นในสภาวะที่เป็นสูญญากาศทางการเมือง ดังนั้น ปฏิบัติการทางทหารที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้รัฐบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองได้ตามความต้องการ จึงไม่ใช่เหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นอย่างลอยๆ โดยไม่สัมพันธ์กับสภาวะแวดล้อมในช่วงเวลาหนึ่งๆ ฉะนั้น กระบวนการคิดแผนยุทธศาสตร์ทหาร และ/หรือแผนสงครามใดๆ ก็ตาม จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐนั้นอย่างมาก หรืออีกนัยหนึ่งเงื่อนไขเช่นนี้เป็นบริบทที่กำกับการวางแผน และการดำเนินการยุทธ์ของกองทัพของประเทศนั้นๆ ในยามสงคราม
ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยภาพรวมของเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม ยูเครนมีความอ่อนแอกว่ารัสเซียมาก การจะเปิดการรุกใหญ่ให้ได้อย่างต่อเนื่อง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด ประกอบกับในอีกด้านหนึ่งของปัญหา คือปัจจัยข้าศึกก็เป็นบริบทที่สำคัญของสงครามด้วย หรือที่กล่าวเป็นข้อเตือนใจในทางยุทธศาสตร์เสมอว่า “ข้าศึกก็มีสิทธิ์ออกเสียง” ไม่ใช่มีแต่เราฝ่ายเดียวเท่านั้น ที่มีสิทธิ์เช่นนี้ในการสงคราม
ดังนั้น หลังจากความล้มเหลวของกองทัพรัสเซียในการรุกเข้ายึดเมืองหลวงของยูเครนในช่วงต้นของสงครามแล้ว ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีปูตินเองจะเริ่มปรับยุทธศาสตร์ใหม่ เพราะโอกาสที่เป็นจริงของการยึดคีฟอาจจะอยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับกองทัพรัสเซีย ขณะเดียวกันผู้นำรัสเซียรู้อยู่แก่ใจว่า ยูเครนจะสามารถดำรงสภาวะสงครามของตนได้ด้วยความสนับสนุนจากฝ่ายตะวันตกทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร และเขาเชื่อมั่นอย่างมากว่ารัสเซียอดทนและสามารถทนแรงกดดันได้มากกว่าฝ่ายตะวันตก ที่เป็นผู้สนับสนุนยูเครน และอาจเป็นเพราะ “ระบบการเมืองแบบปิด” ที่ปูตินควบคุมทุกอย่างไว้ จึงทำให้การประท้วง การต่อต้านสงครามไม่เป็นปัญหาใหญ่ในการเมืองรัสเซีย
แต่การต่อต้านการสนับสนุนสงครามยูเครนของชาติตะวันตก เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการเมืองภายในของประเทศเหล่านั้น
ดังนั้น หากเราพิจารณาในภาพรวม เราอาจเห็นยุทธศาสตร์ของรัสเซียในอีกทางหนึ่งว่า กองทัพรัสเซียไม่ได้มีวัตถุประสงค์ของการยึดครองดินแดนเป็นหลักเช่นในช่วงต้นของสงคราม หากเป็นการรบเพื่อสร้างความเสียหาย (ทอนกำลัง) กับกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของยูเครน ซึ่งความสูญเสียของยุทโธปกรณ์เช่นนี้ รัสเซียมองว่าฝ่ายตะวันตกไม่สามารถทดแทนความต้องการของยูเครนได้ในระยะยาวอย่างแน่นอน เพราะรากฐานที่เข้มแข็งของอุตสาหกรรมทหารของตะวันตกลดระดับลงอย่างมากนับจากการยุติของสงครามเย็นเป็นต้นมา
อันอาจกล่าวในอีกทางได้ว่า ยุทธศาสตร์ของรัสเซียคือการทำลายความเข้มแข็งในการสนับสนุนด้านอาวุธของชาติตะวันตก ด้วยการใช้ “ยุทธศาสตร์ความเหนื่อยล้า” (Exhaustion Strategy) เพราะยิ่งสงครามทอนกำลังทอดระยะเวลานานออกไปมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้ชาติตะวันตกประสบความอ่อนล้ามากขึ้นเท่านั้น คือเกิดสภาวะ “ความเหนื่อยล้าจากสงคราม” (war fatigue) ซึ่งสภาวะเช่นนี้ ทำให้ปูตินเชื่ออย่างมากว่า
สุดท้ายแล้วรัสเซียจะอดทนต่อภาวะความเหนื่อยล้าจากสงครามได้มากกว่า และตะวันตกจะเป็นฝ่ายถอยก่อน
รบกับยูเครน ทำสงครามกับตะวันตก
ในทางเศรษฐกิจการเมืองนั้น เราอาจต้องยอมรับความจริงอีกด้วยว่า การสนับสนุนด้านอาวุธแก่ชาติพันธมิตรในสงครามทอนกำลัง เป็นความยากลำบากในเชิงนโยบายเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัญหาในอีกด้านคือ รัฐบาลผู้ให้ความช่วยเหลือ จะเผชิญกับแรงกดดันจากภาคสังคมที่ไม่ตอบรับนโยบายดังกล่าว เนื่องจากการจะดำเนินนโยบายในการสนับสนุนการทำสงครามทอนกำลังให้ได้จริงนั้น มีนัยโดยตรงถึงการเพิ่มงบประมาณทหารของประเทศ ซึ่งอาจทำให้ต้องลดงบประมาณด้านอื่น โดยเฉพาะด้านสังคมลง และภาวะเช่นนี้อาจจะตามมาด้วยการประท้วงและ/หรือการต่อต้านรัฐบาลในสังคมนั้น
การเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรตะวันตกของยูเครนแบกรับสงครามต่อไป จึงมีความหมายว่า รัฐบาลของประเทศเหล่านั้น ไม่เพียงจะต้องเพิ่มงบประมาณทางทหารของตนเท่านั้น หากยังจะต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งและยกระดับอุตสาหกรรมทหารภายในของตน ที่ด้านหนึ่งเพื่อส่งอาวุธเหล่านี้ทดแทนต่อความสูญเสียทางด้านยุทโธปกรณ์ของกองทัพยูเครน
และในอีกด้านก็เพื่อการสร้างความพร้อมรบให้แก่กองทัพของตน หากเกิดการโจมตีจากรัสเซียในอนาคต
หากจะดำเนินการในเรื่องเช่นนี้ให้สำเร็จ รัฐบาลของประเทศตะวันตก โดยเฉพาะรัฐบาลยุโรป มีความจำเป็นที่จะต้องจัดระบบงบประมาณ พร้อมกับจัดระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เอื้อต่อการดำเนินการและการพัฒนาอุตสาหกรรมทหารในส่วนที่เป็นความต้องการที่สำคัญในการทำสงครามทอนกำลังในอนาคต เช่น การผลิตกระสุนต่างๆ การผลิตและพัฒนาโดรน การผลิตปืนใหญ่ รถหุ้มเกราะ รถรบทหารราบต่างๆ และอะไหล่อาวุธ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการในลักษณะเช่นนี้ ก็เสมือนกับการเตรียม “เศรษฐกิจสงคราม” (War Economy) รองรับต่อความผันแปรด้านความมั่นคงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกันรัสเซียก็พยายามหาทางทำลายความเข้มแข็งของฝ่ายตะวันตกในเรื่องเหล่านี้ ดังจะเห็นได้ว่ารัสเซียเปิดการโจมตีทางอากาศกับยูเครนอย่างรุนแรงและอย่างต่อเนื่อง และเป็นการโจมตีที่มุ่งกระทำกับโครงสร้างพื้นฐานและเป้าหมายพลเรือนอย่างชัดเจน แม้รัสเซียจะโฆษณาชวนเชื่อว่า รัสเซียโจมตีเป้าหมายทางทหารในยูเครน การโจมตีในลักษณะเช่นนี้จะยิ่งผลักดันให้ยูเครนต้องพึ่งพาชาติตะวันตกอย่างมาก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน และการต้องให้ความสนับสนุนต่อยูเครนเช่นนี้ จะยิ่งทำให้ชาติตะวันตกเกิดความอ่อนล้าจากสภาวะสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การปรับยุทธศาสตร์เช่นนี้ ป็นผลโดยตรงจากมุมมองของผู้นำรัสเซียที่เห็นว่า สงครามยูเครนเป็นการรบระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก เนื่องจากจากความอยู่รอดของยูเครนขึ้นอยู่กับการสนับสนุนด้านอาวุธจากชาติตะวันตก เพราะอาวุธเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้สงครามยูเครนนับจากปี 2022 ดำเนินสืบเนื่องมาได้จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยูเครนในเงื่อนไขของตัวเองแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่กองทัพจะยันการรุกของกองทัพรัสเซียได้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (2022-2024)
หากแต่การดำรงสภาวะสงคราม (sustainability of war) ที่เป็นปัจจัยในการทอนกำลังรบของรัสเซียนั้น เป็นผลจากการใช้อาวุธสมัยใหม่และการฝึกทหารสมัยใหม่ที่ฝ่ายตะวันตกได้จัดให้อย่างต่อเนื่อง
วัตถุประสงค์ของปูติน
ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้ปูตินเชื่อว่า ศัตรูที่แท้จริงของรัสเซียในสนามรบยูเครนคือ ชาติตะวันตก ไม่ใช่ยูเครนในตัวเอง ดังนั้น ในมุมมองของปูติน ถ้ารัสเซียจะเจรจาสันติภาพ รัสเซียต้องการที่จะเจรจากับชาติตะวันตก กระนั้นรัสเซียเองก็ตั้งเงื่อนไขอย่างชัดเจนว่า การเจรจาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรัสเซียได้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองแล้วเท่านั้น อีกทั้งยังกล่าวอย่างชัดเจนว่า การบรรลุวัตถุประสงค์เช่นนี้ หมายความว่า รัสเซียจะต้องได้รับผลตอบแทนในเงื่อนไขสูงสุด (maximalist condition) เท่านั้น รัสเซียจึงจะยอมเจรจา
สัญญาณเช่นนี้ก็คือ การตอบว่ารัสเซียพร้อมที่จะทำสงครามต่อไป จนกว่าเครมลินจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการอย่างหนึ่งอย่างใด โดยผู้นำรัสเซียไม่ใส่ใจกับความสูญเสียที่เกิดจากสนามรบทอนกำลัง เพราะยังเชื่อว่ารัสเซียยังสามารถแบกรับความเหนื่อยล้าจากสงครามต่อไปได้
ในขณะที่จักรกลสงครามยังเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งนั้น สัญญาณการเมืองจากการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายน 2024 ดูจะไม่เป็นบวกกับยูเครนเท่าใดนัก ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรครีพับลิกันคือ อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีมุมมองและจุดยืนแตกต่างไปจากทิศทางของรัฐบาลเดโมแครตของประธานาธิบดีโจ ไบเดน อย่าง “กลับหัวกลับหาง” คือต้องการให้สหรัฐถอนตัวออกจากสงครามยูเครน และยุติการช่วยเหลือทางทหารต่อยูเครน
เงื่อนไขที่พลิกไปหมดจาก “ปัจจัยอเมริกา” ย่อมส่งผลอย่างสำคัญต่ออนาคตของสงครามยูเครน อันทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า ชัยชนะของทรัมป์คือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ปูตินบรรลุวัตถุประสงค์ของสงครามในยูเครนหรือไม่!
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (14) สงครามที่ยูเครนเอาชนะได้ยาก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com