โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (14) สงครามที่ยูเครนเอาชนะได้ยาก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 28 พ.ค. 2568 เวลา 02.28 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2568 เวลา 02.28 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (14)

สงครามที่ยูเครนเอาชนะได้ยาก

“รัฐบาลและสังคมยูเครนรู้ดีว่า อะไรคือความสำเร็จที่พวกเขาต้องการ แม้จะไม่ชัดเจนว่า พวกเขาจะมีหนทางที่จะไปสู่ความสำเร็จเช่นนั้นได้หรือไม่ก็ตาม”

Gustav Gressel

Senior Policy Fellow, European Council on Foreign Relations

หากพิจารณาจากทฤษฎีการทหาร เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อสภาวะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเดินหน้าไปสู่ความเป็น “สงครามทอนกำลัง” แล้ว หลายฝ่ายอาจจะเชื่อว่ารูปแบบของสงครามเช่นนี้จะนำความได้เปรียบมาให้แก่กองทัพยูเครน เพราะกองทัพรัสเซียประสบความสูญเสียทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากในสนามรบที่ยูเครน ขณะเดียวกันยูเครนเองก็ประสบความสูญเสียอย่างหนักเช่นกัน แต่ก็มีความหวังในทางทฤษฎีที่วางอยู่บนหลักการว่า “ใครเสียหายมากกว่า คนนั้นแพ้”

แม้กองทัพรัสเซียจะเป็นฝ่ายที่เสียหายมากกว่า แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดเช่นในทางทฤษฎีว่า รัสเซียจะต้องเป็นฝ่ายแพ้ เพราะสภาวะของความเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ของรัสเซีย ที่มีทรัพยากรมากกว่า มีกองทัพใหญ่กว่า ยังเป็น “แต้มต่อ” สำคัญที่ทำให้รัสเซียไม่แพ้สงคราม หรือยูเครนมีพันธมิตรที่พร้อมจะส่งอาวุธให้ แต่รัสเซียก็มีพันธมิตรสำคัญที่พร้อมส่งอาวุธให้กองทัพรัสเซียรบอย่างเต็มที่เช่นกัน โดยเฉพาะอิหร่านและเกาหลีเหนือ

ที่วันนี้ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนอาวุธรายสำคัญให้แก่รัสเซีย ทั้งโดรน กระสุน และกำลังพล

ในอีกด้านของสงคราม ใครเลยจะคิดว่ารัสเซียไม่สามารถแบกรับสงครามยูเครนได้ด้วยตัวเอง ทั้งที่มีกองทัพขนาดใหญ่ และอุตสาหกรรมทหารขนาดใหญ่ภายในประเทศ แต่ด้วยความเป็นสนามรบทอนกำลัง รัสเซียเองยังจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาความสนับสนุนจากภายนอก

ดังนั้น ในทางทฤษฎีจึงมีข้อสังเกตว่า ยูเครนจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์การสงครามของตนได้ จึงมีทางออกแต่เพียงประการเดียวเท่านั้น คือต้องทำการรบด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ของ “สงครามดำเนินกลยุทธ์” (Maneuver Warfare) เพื่อที่จะต้องเอาชนะกองทัพรัสเซียด้วยการรบแบบแตกหัก ด้วยชัยชนะในการรบแบบแตกหักเช่นนี้เท่านั้น จึงจะทำให้ยูเครนมีโอกาสผลักดันกองทัพรัสเซียออกไปจากดินแดนของตน และได้ดินแดนที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซียกลับคืนมา

แต่คำถามในทางปฏิบัติก็คือ ยูเครนจะสามารถเปลี่ยนสภาวะสงครามเช่นนี้ได้จริงเพียงใด และในเงื่อนไขที่ยังเปลี่ยนสภาวะของสงครามไม่ได้นั้น โมเมนตัมของสงครามทอนกำลังในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเอื้อให้รัสเซียเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ต่างจากอารมณ์ความรู้สึกหลังจากการรุกตอบโต้ของกองทัพยูเครนในช่วงกลางปี 2022 อย่างสิ้นเชิง

ซึ่งตอนนั้นหลายฝ่ายมีความเชื่อว่า รัสเซียกำลังเผชิญกับการรุกกลับของกองทัพยูเครน และอาจตกเป็นฝ่ายแพ้สงครามได้ด้วยการรุกใหญ่ที่จะเกิดในปี 2023-2024

ยุทธศาสตร์รัสเซีย

นักยุทธศาสตร์ทุกคนรับรู้กันเป็นอย่างดีว่า การสู้รบในทุกสมรภูมิไม่ได้เกิดขึ้นในสภาวะที่เป็นสูญญากาศทางการเมือง ดังนั้น ปฏิบัติการทางทหารที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้รัฐบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองได้ตามความต้องการ จึงไม่ใช่เหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นอย่างลอยๆ โดยไม่สัมพันธ์กับสภาวะแวดล้อมในช่วงเวลาหนึ่งๆ ฉะนั้น กระบวนการคิดแผนยุทธศาสตร์ทหาร และ/หรือแผนสงครามใดๆ ก็ตาม จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐนั้นอย่างมาก หรืออีกนัยหนึ่งเงื่อนไขเช่นนี้เป็นบริบทที่กำกับการวางแผน และการดำเนินการยุทธ์ของกองทัพของประเทศนั้นๆ ในยามสงคราม

ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยภาพรวมของเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม ยูเครนมีความอ่อนแอกว่ารัสเซียมาก การจะเปิดการรุกใหญ่ให้ได้อย่างต่อเนื่อง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด ประกอบกับในอีกด้านหนึ่งของปัญหา คือปัจจัยข้าศึกก็เป็นบริบทที่สำคัญของสงครามด้วย หรือที่กล่าวเป็นข้อเตือนใจในทางยุทธศาสตร์เสมอว่า “ข้าศึกก็มีสิทธิ์ออกเสียง” ไม่ใช่มีแต่เราฝ่ายเดียวเท่านั้น ที่มีสิทธิ์เช่นนี้ในการสงคราม

ดังนั้น หลังจากความล้มเหลวของกองทัพรัสเซียในการรุกเข้ายึดเมืองหลวงของยูเครนในช่วงต้นของสงครามแล้ว ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีปูตินเองจะเริ่มปรับยุทธศาสตร์ใหม่ เพราะโอกาสที่เป็นจริงของการยึดคีฟอาจจะอยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับกองทัพรัสเซีย ขณะเดียวกันผู้นำรัสเซียรู้อยู่แก่ใจว่า ยูเครนจะสามารถดำรงสภาวะสงครามของตนได้ด้วยความสนับสนุนจากฝ่ายตะวันตกทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร และเขาเชื่อมั่นอย่างมากว่ารัสเซียอดทนและสามารถทนแรงกดดันได้มากกว่าฝ่ายตะวันตก ที่เป็นผู้สนับสนุนยูเครน และอาจเป็นเพราะ “ระบบการเมืองแบบปิด” ที่ปูตินควบคุมทุกอย่างไว้ จึงทำให้การประท้วง การต่อต้านสงครามไม่เป็นปัญหาใหญ่ในการเมืองรัสเซีย

แต่การต่อต้านการสนับสนุนสงครามยูเครนของชาติตะวันตก เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการเมืองภายในของประเทศเหล่านั้น

ดังนั้น หากเราพิจารณาในภาพรวม เราอาจเห็นยุทธศาสตร์ของรัสเซียในอีกทางหนึ่งว่า กองทัพรัสเซียไม่ได้มีวัตถุประสงค์ของการยึดครองดินแดนเป็นหลักเช่นในช่วงต้นของสงคราม หากเป็นการรบเพื่อสร้างความเสียหาย (ทอนกำลัง) กับกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของยูเครน ซึ่งความสูญเสียของยุทโธปกรณ์เช่นนี้ รัสเซียมองว่าฝ่ายตะวันตกไม่สามารถทดแทนความต้องการของยูเครนได้ในระยะยาวอย่างแน่นอน เพราะรากฐานที่เข้มแข็งของอุตสาหกรรมทหารของตะวันตกลดระดับลงอย่างมากนับจากการยุติของสงครามเย็นเป็นต้นมา

อันอาจกล่าวในอีกทางได้ว่า ยุทธศาสตร์ของรัสเซียคือการทำลายความเข้มแข็งในการสนับสนุนด้านอาวุธของชาติตะวันตก ด้วยการใช้ “ยุทธศาสตร์ความเหนื่อยล้า” (Exhaustion Strategy) เพราะยิ่งสงครามทอนกำลังทอดระยะเวลานานออกไปมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้ชาติตะวันตกประสบความอ่อนล้ามากขึ้นเท่านั้น คือเกิดสภาวะ “ความเหนื่อยล้าจากสงคราม” (war fatigue) ซึ่งสภาวะเช่นนี้ ทำให้ปูตินเชื่ออย่างมากว่า

สุดท้ายแล้วรัสเซียจะอดทนต่อภาวะความเหนื่อยล้าจากสงครามได้มากกว่า และตะวันตกจะเป็นฝ่ายถอยก่อน

รบกับยูเครน ทำสงครามกับตะวันตก

ในทางเศรษฐกิจการเมืองนั้น เราอาจต้องยอมรับความจริงอีกด้วยว่า การสนับสนุนด้านอาวุธแก่ชาติพันธมิตรในสงครามทอนกำลัง เป็นความยากลำบากในเชิงนโยบายเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัญหาในอีกด้านคือ รัฐบาลผู้ให้ความช่วยเหลือ จะเผชิญกับแรงกดดันจากภาคสังคมที่ไม่ตอบรับนโยบายดังกล่าว เนื่องจากการจะดำเนินนโยบายในการสนับสนุนการทำสงครามทอนกำลังให้ได้จริงนั้น มีนัยโดยตรงถึงการเพิ่มงบประมาณทหารของประเทศ ซึ่งอาจทำให้ต้องลดงบประมาณด้านอื่น โดยเฉพาะด้านสังคมลง และภาวะเช่นนี้อาจจะตามมาด้วยการประท้วงและ/หรือการต่อต้านรัฐบาลในสังคมนั้น

การเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรตะวันตกของยูเครนแบกรับสงครามต่อไป จึงมีความหมายว่า รัฐบาลของประเทศเหล่านั้น ไม่เพียงจะต้องเพิ่มงบประมาณทางทหารของตนเท่านั้น หากยังจะต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งและยกระดับอุตสาหกรรมทหารภายในของตน ที่ด้านหนึ่งเพื่อส่งอาวุธเหล่านี้ทดแทนต่อความสูญเสียทางด้านยุทโธปกรณ์ของกองทัพยูเครน

และในอีกด้านก็เพื่อการสร้างความพร้อมรบให้แก่กองทัพของตน หากเกิดการโจมตีจากรัสเซียในอนาคต

หากจะดำเนินการในเรื่องเช่นนี้ให้สำเร็จ รัฐบาลของประเทศตะวันตก โดยเฉพาะรัฐบาลยุโรป มีความจำเป็นที่จะต้องจัดระบบงบประมาณ พร้อมกับจัดระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เอื้อต่อการดำเนินการและการพัฒนาอุตสาหกรรมทหารในส่วนที่เป็นความต้องการที่สำคัญในการทำสงครามทอนกำลังในอนาคต เช่น การผลิตกระสุนต่างๆ การผลิตและพัฒนาโดรน การผลิตปืนใหญ่ รถหุ้มเกราะ รถรบทหารราบต่างๆ และอะไหล่อาวุธ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการในลักษณะเช่นนี้ ก็เสมือนกับการเตรียม “เศรษฐกิจสงคราม” (War Economy) รองรับต่อความผันแปรด้านความมั่นคงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะเดียวกันรัสเซียก็พยายามหาทางทำลายความเข้มแข็งของฝ่ายตะวันตกในเรื่องเหล่านี้ ดังจะเห็นได้ว่ารัสเซียเปิดการโจมตีทางอากาศกับยูเครนอย่างรุนแรงและอย่างต่อเนื่อง และเป็นการโจมตีที่มุ่งกระทำกับโครงสร้างพื้นฐานและเป้าหมายพลเรือนอย่างชัดเจน แม้รัสเซียจะโฆษณาชวนเชื่อว่า รัสเซียโจมตีเป้าหมายทางทหารในยูเครน การโจมตีในลักษณะเช่นนี้จะยิ่งผลักดันให้ยูเครนต้องพึ่งพาชาติตะวันตกอย่างมาก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน และการต้องให้ความสนับสนุนต่อยูเครนเช่นนี้ จะยิ่งทำให้ชาติตะวันตกเกิดความอ่อนล้าจากสภาวะสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การปรับยุทธศาสตร์เช่นนี้ ป็นผลโดยตรงจากมุมมองของผู้นำรัสเซียที่เห็นว่า สงครามยูเครนเป็นการรบระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก เนื่องจากจากความอยู่รอดของยูเครนขึ้นอยู่กับการสนับสนุนด้านอาวุธจากชาติตะวันตก เพราะอาวุธเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้สงครามยูเครนนับจากปี 2022 ดำเนินสืบเนื่องมาได้จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยูเครนในเงื่อนไขของตัวเองแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่กองทัพจะยันการรุกของกองทัพรัสเซียได้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (2022-2024)

หากแต่การดำรงสภาวะสงคราม (sustainability of war) ที่เป็นปัจจัยในการทอนกำลังรบของรัสเซียนั้น เป็นผลจากการใช้อาวุธสมัยใหม่และการฝึกทหารสมัยใหม่ที่ฝ่ายตะวันตกได้จัดให้อย่างต่อเนื่อง

วัตถุประสงค์ของปูติน

ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้ปูตินเชื่อว่า ศัตรูที่แท้จริงของรัสเซียในสนามรบยูเครนคือ ชาติตะวันตก ไม่ใช่ยูเครนในตัวเอง ดังนั้น ในมุมมองของปูติน ถ้ารัสเซียจะเจรจาสันติภาพ รัสเซียต้องการที่จะเจรจากับชาติตะวันตก กระนั้นรัสเซียเองก็ตั้งเงื่อนไขอย่างชัดเจนว่า การเจรจาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรัสเซียได้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองแล้วเท่านั้น อีกทั้งยังกล่าวอย่างชัดเจนว่า การบรรลุวัตถุประสงค์เช่นนี้ หมายความว่า รัสเซียจะต้องได้รับผลตอบแทนในเงื่อนไขสูงสุด (maximalist condition) เท่านั้น รัสเซียจึงจะยอมเจรจา

สัญญาณเช่นนี้ก็คือ การตอบว่ารัสเซียพร้อมที่จะทำสงครามต่อไป จนกว่าเครมลินจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการอย่างหนึ่งอย่างใด โดยผู้นำรัสเซียไม่ใส่ใจกับความสูญเสียที่เกิดจากสนามรบทอนกำลัง เพราะยังเชื่อว่ารัสเซียยังสามารถแบกรับความเหนื่อยล้าจากสงครามต่อไปได้

ในขณะที่จักรกลสงครามยังเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งนั้น สัญญาณการเมืองจากการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายน 2024 ดูจะไม่เป็นบวกกับยูเครนเท่าใดนัก ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรครีพับลิกันคือ อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีมุมมองและจุดยืนแตกต่างไปจากทิศทางของรัฐบาลเดโมแครตของประธานาธิบดีโจ ไบเดน อย่าง “กลับหัวกลับหาง” คือต้องการให้สหรัฐถอนตัวออกจากสงครามยูเครน และยุติการช่วยเหลือทางทหารต่อยูเครน

เงื่อนไขที่พลิกไปหมดจาก “ปัจจัยอเมริกา” ย่อมส่งผลอย่างสำคัญต่ออนาคตของสงครามยูเครน อันทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า ชัยชนะของทรัมป์คือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ปูตินบรรลุวัตถุประสงค์ของสงครามในยูเครนหรือไม่!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (14) สงครามที่ยูเครนเอาชนะได้ยาก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...