โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BAY กำไรไตรมาส 1 ทรงตัว 7.5 พันล้าน รับรายได้มิใช่ดอกเบี้ยโต-ตั้งสำรองลด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 18 เม.ย. 2568 เวลา 14.38 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงศรีอยุธยาและบริษัทในเครือ รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2568 มีกำไรสุทธิ 7,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.0% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนจากกลยุทธ์การเติบโตสินเชื่อคุณภาพในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการฟื้นตัว พร้อมบริหารต้นทุนทางการเงินและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างเต็มศักยภาพ

ในไตรมาสแรก เงินให้สินเชื่อรวมทรงตัวจากสิ้นปี 2567 โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตแข็งแกร่ง 4.7% หรือคิดเป็น 30,904 ล้านบาท แม้ว่าจะเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ขณะที่สินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อยปรับลดลง 2.4% และ 2.5% ตามลำดับ ภายใต้บริบทที่ความไม่แน่นอนยังคงสูง อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงรักษาคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด โดยดำเนินมาตรการช่วยเหลือที่ครอบคลุม โดยเฉพาะมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อสนับสนุนลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ

เงินรับฝากรวมเพิ่มขึ้น 0.9% จากสิ้นปี 2567 หรือราว 16,753 ล้านบาท โดยเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของเงินฝากประจำระยะสั้นและเงินฝากออมทรัพย์ สวนทางกับการลดลงของเงินฝากประจำระยะยาวที่มีต้นทุนสูง สะท้อนถึงการบริหารสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.1% จาก 4.03% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักมาจากต้นทุนเงินฝากที่ลดลง

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 5.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือราว 607 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการรับคืนหนี้สูญ กำไรจากทรัพย์สินรอการขาย และเงินปันผล ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ปรับตัวดีขึ้นที่ 45.7% จาก 46.5% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วน NPL อยู่ที่ 3.29% และอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อรวม (ECL Ratio) ปรับลดลงสู่ระดับ 211 เบสิสพอยท์ จาก 234 เบสิสพอยท์ ในไตรมาสก่อน ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ระดับ 124.5% และเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 19.14% ลดลงเล็กน้อยจาก 19.38% ณ สิ้นปี 2567

นายเคนอิจิ ยังกล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยว่า ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนหลายด้าน โดยเฉพาะมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่จะกระทบต่อภาคการส่งออกไทย รวมถึงปัจจัยลบอื่น ๆ เช่น ภัยพิบัติแผ่นดินไหว ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการผลิต และการทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดในประเทศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 กรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย และเป็นสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.90 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.84 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.63 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 317,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19.14% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของในสัดส่วน 14.91%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...