โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ดาวโจนส์” ร่วง 449 จุด หลัง “ทรัมป์” ยันขึ้นภาษี “จีน-แคนาดา-เม็กซิโก”

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 04 มี.ค. 2568 เวลา 15.17 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงาน ณ เวลา 21.34 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 42,742.26 จุด ลบ 448.98 จุด หรือ 1.04% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า

ทั้งนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเดินหน้าเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากจีน แคนาดาและเม็กซิโกตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. โดยสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกในอัตรา 25% และเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตรา 20% นอกจากนี้ สหรัฐจะเริ่มใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับทุกประเทศที่เก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.

การที่สหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีน แคนาดาและเม็กซิโก ส่งผลให้ทั้ง 3 ประเทศออกมาตรการตอบโต้ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐเช่นกัน

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของปธน.ทรัมป์ต่อสภาคองเกรสสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นการกล่าวปราศรัยต่อสมาชิกรัฐสภาสหรัฐและชาวอเมริกันทั่วประเทศเป็นครั้งแรก หลังจากที่ปธน.ทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีเพียง 6 สัปดาห์ หลังการสาบานตนรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา

แม้การกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการกล่าวแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีขึ้นสำหรับประธานาธิบดีสหรัฐที่ดำรงตำแหน่งเกินกว่า 1 ปี แต่การกล่าวปราศรัยในครั้งนี้ก็ถือว่ามีความสำคัญ และได้รับความสนใจไปทั่วโลก เนื่องจากจะบ่งชี้ถึงทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเมืองและการค้าของปธน.ทรัมป์ และถือเป็นโอกาสของปธน.ทรัมป์ในการกล่าวถึงความสำเร็จในช่วงเริ่มต้นของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของเขา

ทั้งนี้ การกล่าวสุนทรพจน์ของปธน.ทรัมป์ต่อที่ประชุมร่วมวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในครั้งนี้มีกำหนดจัดขึ้นในคืนวันอังคารที่ 4 มี.ค. เวลา 21.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเช้าวันพุธที่ 5 มี.ค. เวลา 09.00 น.ตามเวลาไทย

ล่าสุด ปธน.ทรัมป์โพสต์ข้อความใน Truth Social ระบุว่า "TOMORROW NIGHT WILL BE BIG. I WILL TELL IT LIKE IT IS!" หรือ "คืนพรุ่งนี้จะเป็นคืนที่ยิ่งใหญ่ ผมจะพูดตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง!"

การแถลงดังกล่าวจะมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ต่อชาวอเมริกันทั่วประเทศ ขณะที่สำนักข่าว BBC จะออกอากาศสดไปทั่วโลก

มีการคาดการณ์ว่าปธน.ทรัมป์จะชูนโยบาย America First หรือ "อเมริกาต้องมาก่อน" ในการกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้ รวมทั้งประเด็นการเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้า, การยุติสงครามในยูเครน, การป้องกันคนลักลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย, ความพยายามของกระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล (DOGE) ในการปรับลดงบประมาณและปลดพนักงานของรัฐ, การยกเลิกโครงการด้านความแตกต่าง ความเท่าเทียม และความมีส่วนร่วม หรือ DEI ภายในองค์กรของรัฐบาลกลาง รวมทั้งการปรับลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับภาคธุรกิจและชาวอเมริกัน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวว่า "การกล่าวปราศรัยของท่านประธานาธิบดียังอาจมีเซอร์ไพรส์อีกหลายอย่าง"

ในถ้อยแถลงหลังพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า ยุคทองของอเมริกาได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยสหรัฐจะมีความรุ่งโรจน์และกลับมาได้รับความเคารพอีกครั้งหนึ่ง

ขณะเดียวกัน ในแถลงการณ์ดังกล่าว ปธน.ทรัมป์ยังได้กล่าวถึงสิ่งที่เขาจะดำเนินการภายใต้นโยบาย "ทรัมป์ 2.0" ซึ่งรวมถึง การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติเพื่อลดราคาพลังงานในสหรัฐ ด้วยการเพิ่มการขุดเจาะน้ำมัน วางท่อน้ำมัน และตั้งโรงกลั่นน้ำมัน, ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติทางชายแดนด้านใต้สหรัฐ และส่งกำลังทหารเข้าปกป้องชายแดนเพื่อสกัดการลักลอบเข้าเมืองจากเม็กซิโก และสหรัฐจะทำการเนรเทศอาชญากรต่างชาติกลับประเทศ, ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารในการประกาศว่ารัฐบาลกลางสหรัฐจะให้การยอมรับเพียง 2 เพศ คือเพศชายและเพศหญิง

ขณะที่ยุติโครงการส่งเสริมความหลากหลายและเท่าเทียมทางเพศ, นำสหรัฐถอนตัวจากความตกลงปารีส ซึ่งเป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ยกเครื่องระบบการค้าสหรัฐ ด้วยการเก็บภาษีอากรจากต่างประเทศเพื่อสร้างความร่ำรวยต่อชาวอเมริกัน ไม่ใช่การเก็บภาษีชาวอเมริกันเพื่อสร้างความร่ำรวยแก่ประเทศอื่น, เปลี่ยนชื่อ "อ่าวเม็กซิโก" เป็น "อ่าวอเมริกา", ส่งมนุษย์อวกาศไปปักธงชาติสหรัฐบนดาวอังคาร และยึดคลองปานามากลับคืนสู่สหรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...