โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

วันเด็ก..ที่เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษามากถึง 1,000,000 คน

AGENDA

อัพเดต 08 ก.พ. 2566 เวลา 04.53 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2566 เวลา 13.08 น. • Agenda Team

“เรียนอย่าแบด แซดอย่าบ่อย”

สุขสันต์วันเด็ก! ที่เด็กไทยอยู่นอกระบบการศึกษามากกว่า 1,000,000 คน

.

‘ความจน’ ทำให้เด็กไทย 1,189,338 คน หรือ 10% จากเด็กไทยทั้งประเทศ หลุดออกจากระบบการศึกษา

.

เมื่อพ่อแม่ไม่มีรายได้ที่เพียงพอ ก็ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาสำหรับบุตรของตนเองได้ แถมค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในทุกระดับการศึกษายังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในทุกปีอีกด้วย

.

ข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในปี 2564 แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมาก ระหว่างครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสูง และครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่ำ

.

ครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสูง มีรายจ่ายด้านการศึกษาโดยรวมสูงถึง 60,133 บาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเทอมหรือค่าเรียน 77% สะท้อนถึงการจ่ายเพื่อเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพมากกว่า อย่างเช่น การเข้าโรงเรียนเอกชน หรือการเรียนพิเศษเพิ่มเติม

.

ในขณะที่ครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่ำ มีรายจ่ายด้านการศึกษาโดยรวม 6,335 บาท ต่ำกว่าครอบครัวฐานะเศรษฐกิจสูงเกือบ 10 เท่าตัว มีสัดส่วนรายจ่ายเกี่ยวกับค่าเล่าเรียนมากที่สุดเช่นกัน แต่คิดเป็นเพียง 42% เท่านั้น โดยค่าใช้จ่ายส่วนอื่นเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับ ค่าเดินทาง (34%) ค่าเครื่องแบบ (15%) และค่าอุปกรณ์เล่าเรียน (9%)

.

สัดส่วนค่าเดินทางของครัวเรือนที่สถานะทางเศรษฐกิจต่ำจะมีสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับ 2 เนื่องจากครัวเรือนดังกล่าวมักอาศัยในพื้นที่ที่ห่างไกลจากสถานศึกษามากนั่นเอง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) คาดการณ์ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด - 19 ทำให้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางลดน้อยลง เพราะโดยปกติแล้ว ค่าใช้จ่ายการเดินทางมีสัดส่วนสูงถึง 38% หรือมากกว่านั้น

.

นอกจากนี้ หากต้องการจะเรียนต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายสำหรับกระบวนการสอบเข้าที่ซับซ้อนและเสียค่าใช้จ่ายมาก เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความยากในการเข้าถึงการศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษาของเด็ก

.

ผู้ปกครองส่วนหนึ่งจึงตัดสินใจให้เด็กออกจากระบบการศึกษา ภายหลังจากเรียนครบตามกฎหมายกำหนด หรือจบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทำให้ในปี 2563 อัตราการศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อยู่ที่ 61% จากเด็กทั้งหมด

.

ภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนที่เพียงพอหรือยัง?

.

ไทยมีการอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัว ผ่านโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือโครงการเรียนฟรี 15 ปี.

ตามด้วยโครงการเงินกู้เพื่อการศึกษาของรัฐ แต่มีอัตราการเข้าถึงต่ำ ปี 2564 มีเด็กเพียงแค่ 0.7% เท่านั้นที่เข้าถึง สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะโครงการของรัฐนั้นให้กู้ต้ังแต่ ม.ปลาย หรือระดับปวช.ขึ้นไปเท่านั้น

.

ดังนั้นภาครัฐอาจต้องปรับเปลี่ยนมาตรการสำหรับการกู้ยืมให้สามารถกู้ได้ตั้งแต่ก่อนจบมัธยมศึกษาตอนต้น หรือพิจารณาการจัดสรรเงินกู้ยืม จัดสรรทุนการศึกษา ให้กับนักเรียนกลุ่มที่สถานะทางเศรษฐกิจไม่ดี เพื่อลดปัญหาการหลุดออกนอกระบบการศึกษา และเพิ่มโอกาสในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น

.

นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา ประมาณการไว้ว่า ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาของไทย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศเป็นมูลค่าสูงถึง 330,000 ล้านบาทต่อปี เพราะทำให้ทรัพยากรมนุษย์สำหรับการพัฒนาชาติลดลงตามไปด้วยนั่นเอง

.

ดังนั้นหากไม่อยากให้เด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาไปมากกว่านี้ ทางภาครัฐจึงควรพิจารณาเรื่องนี้ในฐานะที่เป็นเรื่องเร่งด่วน และหามาตรการในการช่วยเหลือหรือดูแล กลุ่มเด็กที่มีปัญหาในการเข้าถึงระบบการศึกษาให้มากและให้ประสิทธิภาพที่มากกว่าวิธีที่อยู่

.

ไม่อย่างนั้น “ทรงอย่างแบด แซดอย่างบ่อย” จะไม่ใช่แค่เพียงวลีฮิตติดปากเท่านั้น แต่จะกลายเป็นสถานการณ์ที่เด็กไทยกำลังเผชิญจริง ๆ อย่างแน่นอน

.

ที่มา: รายงานวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย ปี 2564; สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...