โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

หมาแมวมิตรสหายในอารยธรรมของมนุษย์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 28 พ.ค. 2566 เวลา 04.10 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. 2566 เวลา 17.36 น.
หมาในยุคคลาสสิก ที่มนุษย์ต้องการ เพราะมันช่วยล่าสัตว์ เฝ้าบ้าน เลี้ยงแกะ ฯลฯ

หมาแมว นับเป็นสัตว์เลี้ยงที่คุ้นเคยกับมนุษย์มาเป็นเวลานาน แต่ “เวลานาน” ที่ว่านานแค่ไหน? หมาที่นอกจากจะเป็นสัตว์เลี้ยง บางทีก็ยังเป็นสัตว์แรงงาน หรือใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น เฝ้าบ้านได้ แล้วสัตว์เลี้ยงอย่างแมวที่ช่วยหรือบางตัวที่แทบไม่ช่วยทำประโยชน์อะไรเลย ทำไมมนุษย์จึงยอมเป็น “ทาส” ของมัน

หูชวนอัน นักวิชาการชาวไต้หวัน เรียบเรียงคำตอบเรื่องของ หมาแมว ไว้ใน “ย้อนรอยโฮ่ง ตามรอยเหมียว” (สนพ. มติชน, พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2565) ไว้ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยผู้เขียน)

บรรดานักวิทยาศาสตร์มีข้อถกเถียงมากมายตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นักโบราณคดีค้นพบซากฟอสซิลของหมาป่าที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในช่วง 26,000-10,000 ปีที่แล้ว บริเวณพื้นที่ตงเป่ย [1]ของประเทศจีน แต่เนื่องจากเวลาผ่านมานานเกินไป จึงไม่อาจระบุช่วงเวลาที่แน่นอนได้ ส่วนซากฟอสซิลหมาบ้านที่เก่าที่สุดในยุโรปมีอายุประมาณ 10,000 ปี ถูกค้นพบบริเวณพื้นที่ประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน

แม้ว่าเรายังไม่สามารถสรุปช่วงเวลาที่มีหมาบ้านตัวแรกได้ แต่เราแน่ใจได้ว่าเมื่ออารยธรรมโลกยุคโบราณทั้งสี่ [2] เริ่มต้นขึ้น มนุษย์กับหมาก็อยู่ร่วมกันมาเป็นเวลานานแล้ว และชาวดาวหมาก็เติบโตมาพร้อมกับอารยธรรมมนุษย์

ส่วนแมวบ้านในปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการมาจากแมวป่า แมวบ้านตัวแรกเท่าที่เคยพบมาอยู่ที่เกาะไซปรัส ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีการขุดพบซากกระดูกแมวในสภาพสมบูรณ์พร้อมโครงกระดูกมนุษย์ในโลงศพอายุ 9,500 ปี ภายในโลงศพยังพบข้าวของติดตัวผู้ตายอีกหลายชิ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นของมีค่าในยุคนั้น เป็นหลักฐานยืนยันว่าในช่วงเวลานั้นมีการจัดพิธีศพอย่างเป็นทางการ และมีธรรมเนียมฝังสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับผู้ตายลงไปด้วย

สิ่งนี้น่าจะต้องมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อะไรบางอย่างอยู่ ปัจจุบันเรายังไม่ทราบว่าเป็นความพอใจของเจ้าของสุสาน หรือเป็นความนิยมของไซปรัสที่เป็นปกติในยุคนั้น แต่แมวบ้านตัวแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาตินี้ถูกนำมาจากที่อื่น ไม่ใช่พันธุ์ดั้งเดิมของไซปรัส บางทีประวัติศาสตร์แมวบ้านของมนุษยชาติอาจจะย้อนกลับไปได้มากกว่านี้

เรื่องที่น่าสนใจก็คือ ในแหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมหย่างเสา ที่นับเป็นจุดบ่งชี้ถึงการเริ่มต้นของอารยธรรมจีนก็พบร่องรอยของแมวบ้านด้วยเช่นกัน มีการค้นพบกระดูกแมว 8 ชิ้น อายุประมาณ 5,500-5,200 ปีที่หมู่บ้านเฉวียนฮู่ มณฑลส่านซี ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นแมวบ้านที่นำมาใช้ควบคุมประชากรหนู ในพื้นที่ภาคเหนือของจีนเริ่มมีการเพาะปลูกข้าวฟ่างเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน แต่เมื่อเริ่มมีการทำเกษตรกรรม ศัตรูพืชอย่างหนูจึงเริ่มระบาด ผู้คนในยุคนั้นพบว่าแมวสามารถช่วยจับหนูได้ ดังที่ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์โบราณของจีนที่ชื่อว่า “หลี่จี้ บทเจียวเท่อเซิง” [3] ซึ่งมีตอนหนึ่งกล่าวว่า “รับแมว ให้หนูนาเป็นอาหาร…เป็นการเซ่นไหว้รับ”

เมื่ออารยธรรมมนุษย์กำเนิดขึ้นมา ทั้งแมวและหมากลายมาเป็นมิตรสหายกับมนุษย์ งานหัตถกรรมของอารยธรรมอียิปต์หลายชิ้นจึงนำแมวและหมามาเป็นองค์ประกอบในการตกแต่ง และเนื่องจากผู้คนดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับพวกมันมาเป็นเวลานาน มีความรู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้ง จึงมีธรรมเนียมนำร่างแมวและหมามาทำเป็นมัมมี่แล้วฝังในโลงศพด้วย นอกจากนี้ยังมีเทพเจ้าอีกจำนวนไม่น้อยที่เกี่ยวข้องกับพวกมัน

อีกฟากหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน แมวและหมาก็อยู่เคียงคู่มนุษย์เช่นเดียวกัน ตั้งแต่ฮ่องเต้ เสนาบดี ลงมาจนถึงชาวบ้านร้านตลาด ต่างนิยมเลี้ยงหมากันอย่างแพร่หลาย ซึ่งสภาพการณ์เดียวกันนี้ก็ปรากฏในอารยธรรมมายาเช่นกัน

มองทางด้านประเทศญี่ปุ่น แมวและหมาในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นต่างมีบทบาทและสถานะแตกต่างกันไป ในยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) จะพบเห็นแมวในภาพวาดจำนวนมาก นับเป็นสัตว์ที่สำคัญต่อจิตวิญญาณมนุษย์ ขณะที่หมาจะสัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตมากกว่า เราจะเข้าใจจิตวิญญาณการดำเนินชีวิตของชาวญี่ปุ่นผ่านความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับแมวและหมาได้

มนุษย์มักจะนำการประเมินคุณค่าของตนเองมาใช้กับสัตว์ มักกล่าวชื่นชมหมาด้วยการบอกว่าพวกมัน “กล้าหาญและซื่อสัตย์” อีกทั้งยังใช้พวกมันเพื่อจำกัดความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสังคมมนุษย์เองอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในวัฒนธรรมยุโรป หมาล่าเนื้อขนาดใหญ่กับหญิงสาวจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ส่วนผู้ชายหากเลี้ยงหมาล่าเนื้อทั้งฝูงก็มักสะท้อนว่าเขาคนนั้นมีความสามารถในการปกครองและควบคุมคน สัตว์กลายมาเป็นเครื่องมือในการกำหนดความแข็งแกร่งระหว่างเพศและบทบาททางสังคม

…หากเราต้องการเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อและคาดหวังว่าจะได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นเมื่อกลับถึงบ้าน ก็เหมาะสมที่สุดที่จะเลี้ยงหมา หมาจะตอบแทนความมีน้ำใจของคุณเสมอ และการทอดทิ้งหมาตัวหนึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่ามันดีๆ นั่นเอง

ส่วนแมวนั้นจะไม่ได้แสดงความซื่อสัตย์เหมือนอย่างหมาหรือส่งเสียงขู่ใส่คนแปลกหน้า เดินตามเจ้าของต้อยๆ หรือกระทั่งช่วยเฝ้าบ้านให้ การมีอยู่ของแมวก็เหมือนกับที่ในภาพยนตร์เรื่อง “ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว” กล่าวไว้ว่า “มนุษย์ไม่ได้ [เลือก] เลี้ยงแมวหรอก แต่แมวเลือกที่จะมาอยู่กับมนุษย์เองต่างหาก” เช่นเดียวกับคำกล่าวของ มาร์เซล มอสส์ (Marcel Mauss) นักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ว่า “มนุษย์ฝึกหมาให้เชื่อง ส่วนแมวฝึกมนุษย์ให้เชื่อง”

แน่นอนว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านวิวัฒนาการสัตว์หลายคนอาจไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว แต่สิ่งที่เห็นพ้องต้องกันก็คือ มนุษย์ไม่ได้เลือกเลี้ยงแมว ด้วยเหตุผลด้านคุณประโยชน์ที่แท้จริงอะไร แต่หากจะหาเหตุผลสักอย่างก็อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าแมวน่ารักดี สามารถช่วยปลอบประโลมจิตใจของตนได้

แต่เหตุใดแมวถึงได้รับความเอ็นดูจากมนุษย์ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง

คอนราด ลอเรนซ์ (Konrad Lorenz) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ชี้ว่าคุณลักษณะทางกายภาพของแมวค่อนข้างโดนใจมนุษย์ อย่างเช่น ใบหน้ากลมๆ แก้มยุ้ยๆ และจมูกเล็กที่เข้าคู่กับดวงตากลมโต ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ในช่วงทารก ส่งผลให้เราหลั่งฮอร์โมนปริมาณมากจนเกิดการฉายภาพทางจิตวิทยาผิดเพี้ยนโดยสัญชาตญาณ บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนหนึ่งสะท้อนว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นแบบที่เรามีต่อลูกของตัวเอง ทำให้เราหันเหไปชอบสัตว์สปีชีส์อื่นที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกัน ซึ่งนักชีววิทยาวิวัฒนาการชื่อว่า สตีเฟน กูลด์ (Stephen Gould) ที่วิจัยเรื่องนี้มานานหลายปีก็มีความเห็นในทำนองเดียวกัน

………….

นอกเหนือจากนี้ แมวและหมายังเข้ามาเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์และภาษาของเรา กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์บางช่วงเวลา ตั้งแต่อารยธรรมมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมานจนถึงปัจจุบัน บางครั้งแมวและหมาก็กลายมาเป็นมื้ออาหารในจาน หรือวัตถุดิบยารักษาโรค…

…ประวัติศาสตร์ของแมวและหมาไม่จำเพาะเพียงเรื่องราวที่พวกมันถูกนำมาเลี้ยงให้เชื่องเท่านั้น…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!!สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน

[2] อารยธรรมโลกยุโบราณทั้งสี่ ได้แก่ อารยธรรมเมโสโปรเตเมีย อารยธรรมอียิปต์โบราณ อารยธรรมอินเดียโบราณ และอารยธรรมจีน

[3] หลี่จี้เป็นคัมภีร์สำคัญของสำนักขงจื๊อ ว่าด้วยจารีตประเพณี เจียวเท่อเซิงเป็นบทที่ว่าด้วยการเซ่นไหว้ในชนบท

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 กันยายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...