On this Day: ยังจำได้ไหม จำได้หรือเปล่า? เมื่อการหวนคืนของความทรงจำอาจเป็นได้ทั้งความภูมิใจและจิตใจที่แหลกสลาย
สิ่งแรกที่คุณมักเจอเมื่อเปิด Facebook ขึ้นมาในยามเช้าอาจเป็นการแจ้งเตือนความทรงจำของคุณในอดีตเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ภาพของคุณในงานเลี้ยงวันคืนสู่เหย้า ภาพของลูกคนโตในวันแรกที่ส่งเขาเข้าโรงเรียนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว หรือโพสต์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของคนอันเป็นที่รักในวันนี้ เมื่อปีที่แล้ว
ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์นั้นพัฒนาตัวตนให้ห่างไกลจากการเป็นแพลตฟอร์มที่เสิร์ฟเนื้อหาที่ทันต่อเหตุการณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กำลังเปลี่ยนมาเป็นแพลตฟอร์มที่ป้อนสิ่งที่ระบบคิดว่าคุณอยากจะเห็นมัน อยากจะได้ยิน หรืออยากจะรับรู้มันมากขึ้นทุกขณะ
ตรรกะนี้ซึมลึกมาถึงไม่เพียงแต่เรื่องของคอนเทนต์ที่คุณอยากรู้ แต่ยังลุกลามมาถึงอาณาเขตของเรื่องราวในอดีตที่เป็นส่วนตัวของคุณ หรือเรียกอีกอย่างว่า “ความทรงจำ”
(Thomas Curryer / Unsplash)
คัดสรรความทรงจำผ่านกรอบคิดเรื่องวันครบรอบ
ในอดีต โซเชียลมีเดียเคยจัดเรียงเนื้อหาตามลำดับเวลาแบบย้อนกลับ โดยแสดงเนื้อหาล่าสุดก่อนบนฟีดข่าวของผู้ใช้ แต่ในปัจจุบัน ตามที่ ไทนา บูเชอร์ (Taina Bucher) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยออสโล (University of Oslo) ผู้ศึกษาความสัมพันธ์และการเกี่ยวพันกันระหว่างอัลกอริทึมกับความกังวลทางสังคมและการเมือง อ้างไว้ในช่วงหนึ่งของบทความวิชาการชื่อ The right-time web: Theorizing the kairologic of algorithmic media ว่า โซเชียลมีเดียในปัจจุบันมีการเปลี่ยนโฟกัสไปสู่การใช้ประโยชน์จากอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่องจักร เพื่อ "แสดงเนื้อหาที่ถูกต้องให้กับทุกคนในเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้พวกเขาพลาดเรื่องราวที่สำคัญสำหรับพวกเขา"
หนึ่งในกรอบคิดหลักที่นักพัฒนาโปรแกรมใช้ในการคัดสรร “ความทรงจำที่มาในเวลาที่เหมาะสม” หรือ “Right-time memories” ตามคำนิยามโดย เบนจามิน เอ็น. ยาค็อบเซน (Benjamin N Jacobsen) อาจารย์จากภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยยอร์ก (University of York) เพื่อนำมาป้อนให้แก่ผู้ใช้นั่นก็คือ “กรอบคิดเรื่องวันครบรอบ” หรือ Anniversal Framework
หลายปีที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกต่างฮิตใช้แอปพลิเคชันที่ชื่อ Timehop ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่แสดงเหตุการณ์ในอดีตของผู้ใช้โดยเน้นไปที่ความทรงจำเพียงอย่างเดียว และยังสามารถแชร์ความทรงจำนั้นต่อผู้คนรอบข้างในวงออนไลน์ของตัวเองได้ หรือที่ยังคงพบเห็นได้ในปัจจุบันอย่างเช่นฟีเจอร์ Memories ใน Facebook ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ในปัจจุบันก็ยังมีหลายแอปพลิเคชันที่มีฟีเจอร์ในการแชร์ความทรงจำของเราในอดีต โดยมีจุดร่วมที่เหมือนกันนั่นคือ แอปพลิเคชันเหล่านั้นจะคัดสรรความทรงจำภายใต้กรอบคิดเรื่อง “วันครบรอบ” กล่าวคือ การที่ความทรงจำจะถูกนำกลับมาแสดงหรือทำให้ผู้ใช้มองเห็นได้โดยทั่วไปใน “เดือนและวันที่เดียวกัน แต่ปีต่างกันจากวันที่เนื้อหานั้นถูกสร้างขึ้น” นั่นเอง
เบนจามิน เอ็น. ยาค็อบเซน ได้ศึกษาแนวทางการใช้กรอบคิดนี้ของบรรดาสื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะในแอปพลิเคชัน Timehop, Facebook และ Apple memories ไว้ในบทความทางวิชาการชื่อ When is the right time to remember? Social media memories, temporality and the kairologic โดยเขาได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเหล่านี้และสอบถามถึงความเห็นของพวกเขาต่อฟีเจอร์ความทรงจำดังกล่าว
ผู้เข้าร่วมการสัมภาษณ์รายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่าเควนติน ได้แสดงความเห็นเอาไว้ว่า “คุณคิดว่ารูปถ่ายช่วยเรียกความทรงจำเหล่านั้นกลับมาหรืออะไรทำนองนั้น และเมื่อผู้คนย้อนกลับไปดูรูปถ่าย มันก็ทำให้เกิดความรู้สึกหวนคำนึงถึง (Nostalgia) แต่การนำมันกลับมาในวันที่เดียวกัน ทำให้ผมรู้สึกว่าผมสามารถเดินออกไปข้างนอกและรู้สึกว่าอากาศก็ใกล้เคียงกับวันนั้นได้อีกด้วย” กรอบคิดวันครบรอบนี้จึงช่วยเพิ่มความใกล้ชิดของเหตุการณ์ในอดีตได้
(Jon Tyson / Unsplash)
ในขณะเดียวกัน การเลือกแสดงความทรงจำในกรอบคิดวันครบรอบยังช่วยเพิ่มน้ำหนักทางด้านอารมณ์ความรู้สึกของผู้ใช้มากยิ่งขึ้น ดังเช่นหนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์ที่กล่าวว่า “มีบางอย่างพิเศษเกี่ยวกับการได้รับความทรงจำนั้น ๆ กลับมาในวันเดียวกัน ในหนึ่งปีต่อมา ห้าปีต่อมา หรือสามปีต่อมา ฉันคิดว่า ดูเหมือนจะมีเส้นใยบาง ๆ ที่เชื่อมโยงผ่านเวลาและสถานที่ในวันเดียวกันนั้น ทำให้รู้สึกสำคัญยิ่งขึ้นที่จะจดจำมันในช่วงเวลานั้น” กล่าวคือ กรอบคิดวันครบรอบได้ช่วยเพิ่มความรู้สึกของความต่อเนื่องให้กับความทรงจำของผู้ใช้
อาจารย์จากมหาวิทยาลัยยอร์กสรุปการใช้กรอบคิดวันครบรอบในการคัดสรรความทรงจำที่มาในเวลาที่เหมาะสมไว้ว่า กรอบคิดวันครบรอบได้ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อเสนอของอาจารย์ไทนา บูเชอร์ ที่ว่า "เป้าหมายสำคัญของสื่อเหล่านี้คือการนำเสนอเนื้อหาที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึก ‘ถูกใจ’ หรือพูดให้ชัดเจนขึ้นคือการพยายามคาดเดาหรือประมาณการสิ่งที่อาจจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกถูกใจได้”
เบนจามิน เอ็น. ยาค็อบเซน ยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์วิศวกรซอฟต์แวร์ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาแอปพลิเคชัน Timehop โดยใจความตอนหนึ่ง วิศวกรซอฟต์แวร์รายนี้กล่าวถึงการใช้กรอบคิดเรื่องวันครบรอบไว้ว่า พวกเราลองผิดลองถูกมาหลายวิธีในการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปรียบเทียบ แล้วก็พบว่า “การเปรียบเทียบชีวิตในวันนี้กับเมื่อหนึ่งปีก่อนมันให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เพราะว่าชีวิตของคนเรา มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่วนกลับมาซ้ำ ๆ กันในแต่ละปี พอเรามองย้อนกลับไปหนึ่งปี เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น เพราะสิ่งรอบตัวหลายอย่างยังคงเหมือนเดิม แต่ตัวเราต่างหากที่เปลี่ยนไป แต่ถ้าเราลองย้อนกลับไปแค่หกเดือน มันจะเกิดความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก จนรู้สึกเหมือนเป็นคนละคนเลย”
สาเหตุดังกล่าวจึงเป็นเหตุที่กรอบคิดวันครบรอบได้เพิ่มความรู้สึกในด้านอารมณ์ และที่สำคัญก็คือเพิ่มความรู้สึกของความต่อเนื่องของเส้นเวลา เพื่อให้ผู้ใช้ได้เชื่อมติดกับภาพของตัวเองในอดีตให้ได้มากที่สุด ก่อเกิดเป็นความ “ถูกใจ” ในสิ่งที่ระบบป้อนให้
(Lina Castaneda / Unsplash)
ความทรงจำ เช่นเดียวกับนิสัย เป็นผลมาจากการทำซ้ำ
อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาจากฟีเจอร์ความทรงจำจากบรรดาโซเชียลมีเดียก็คือ มันทำให้เกิดภาวะการทำซ้ำ นำมาซึ่งโอกาสในการใช้ความทรงจำเป็นเครื่องมือดึงดูดผู้คนให้เข้าใช้แอปพลิเคชันของตัวเอง
อันเดรีย เอ็ม. บรีเก็นติ (Andrea M. Brighenti) อาจารย์จากภาควิชาสังคมวิทยาและการวิจัยสังคมจากมหาวิทยาลัยเตร็นโต้ (University of Trento) ได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างการทำซ้ำและการสืบทอดความทรงจำไว้ในบทความทางวิชาการ Social memory as stratification and folding โดยชี้ให้เห็นว่า "ความทรงจำ ก็เป็นเช่นเดียวกับนิสัย คือเป็นผลมาจากการทำซ้ำ" ในมุมมองนี้ การกระทำซ้ำ ๆ ของการรำลึกหรือการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องกับอดีต ถือเป็นความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้ความทรงจำจางหายไปในสังคมที่เทคโนโลยีและรูปแบบของความเป็นสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นนี้ถูกหยิบฉวยมาเป็นโอกาส โดยตัวอย่างที่เด่นชัดเห็นได้จากแอปพลิเคชัน Timehop ที่มีแท็กไลน์บนหน้าเว็บไซต์ว่า “ฉลองช่วงเวลาดี ๆ ของคุณ ได้ทุกวัน!” หรือ “Celebrate your best memories, every day!” ทั้งนี้ Timehop ยังได้นำระบบการวัดผลการเข้าใช้อย่างต่อเนื่องหรือที่เรียกกันว่า “Streak” มาใช้อีกด้วย ในกรอบคิดนี้ Streak จะแสดงจำนวนวันติดต่อกันที่ผู้ใช้เข้าชมฟีเจอร์เพื่อดูความทรงจำ ดังนั้นจึงเป็นตัวชี้วัดที่แสดงระดับการมีส่วนร่วมของผู้ใช้กับฟีเจอร์ สร้างการเข้าดูความทรงจำให้กลายเป็นนิสัย แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจจะมองได้ว่า นี่เป็นการนำความทรงจำมาสร้างเป็นเครื่องมือให้เกิดแรงจูงใจเพื่อผลทางธุรกิจ
ไม่เพียงแค่ Timehop ที่ใช้ความทรงจำดึงดูดผู้ใช้ Facebook ก็เช่นเดียวกัน มาโนฮา พาลูรี (Manohar Paluri) และ โอมิด อซิซ (Omid Aziz) สองวิศวกรซอฟต์แวร์จาก Facebook ได้กล่าวถึงการใช้อัลกอริทึมมาช่วยจัดการกับความทรงจำให้เกิดเป็นแบบแผนและสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้ในเวลาที่เหมาะสมให้ได้มากที่สุด โดยทั้งสองกล่าวว่า “หากบุคคลคนหนึ่งได้แบ่งปันความทรงจำมากมายจาก On This Day ในอดีต เราสามารถจะเพิ่มจำนวนความทรงจำที่เราแสดงให้พวกเขาเห็นในฟีดในอนาคตได้ ในทางกลับกัน หากผู้ใช้เพิกเฉยหรือปฏิเสธความทรงจำที่ทำให้มองเห็นได้ เราจะลดจำนวนเรื่องราว On This Day ที่พวกเขาเห็นในฟีดในอนาคตลง”
(Kelly Sikkema / Unsplash)
ดาบสองคมของการยุ่มย่ามกับความทรงจำ
แน่นอนว่า เมื่อขึ้นชื่อว่าความทรงจำ ย่อมมีทั้งเรื่องที่อยากจดจำและอยากจะลืมเลือน ทว่าการมาถึงของระบบอัลกอริทึมที่ยังไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์อันซับซ้อนได้อย่างหมดจด การทำซ้ำของความทรงจำจึงอาจจะนำมาซึ่งความรู้สึกกระอักกระอ่วนได้เช่นเดียวกัน ชาร์ล็อตต์ หนึ่งในผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์ในรายงานของเบนจามิน เอ็น. ยาค็อบเซนยกตัวอย่างว่า "ฉันคิดว่า Facebook ทำหน้าที่เหมือนจะบอกว่า 'ไปดูสิว่าเรื่องแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอมีอะไรบ้าง’ แล้วเราก็จะรู้สึกว่า 'เออ ขอบคุณนะ Facebook'" ผู้เข้าร่วมหลายคนยังชี้ให้เห็นว่า ความรู้สึกไม่สบายใจแบบนี้เกิดจากอัลกอริทึมที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจความรู้สึกของคนในช่วงเวลาที่ยากลำบากเลย ซึ่งความอึดอัดนี้สะท้อนออกมาเช่นเดียวกันในกรณีของพ่อคนหนึ่งที่ต้องมาเจอวิดีโอสรุปปีของ Facebook ที่แสดงภาพลูกสาวที่เพิ่งเสียชีวิตไปของเขา พร้อมข้อความว่า “นี่แหละคือปีของคุณ!”
ลอว์เรน อัปเฟล (Lauren Apfel) ได้แชร์ความเห็นของเธอในฐานะแม่ต่อกรณีฟีเจอร์ความทรงจำใน Facebook ไว้ในบทความชื่อ Facebook ‘memories’ is a double-edged sword for parents ในหนังสือพิมพ์ The Washington Post โดยเธอเริ่มต้นบทความของเธอเอาไว้ว่า “สิ่งแรกที่ฉันเห็นเมื่อล็อกอินเข้า Facebook ก็คือ ‘5 ปีที่แล้วในวันนี้’ ลูกชายคนโตของฉันที่ตอนนี้สูงใหญ่และอยู่ในช่วงวัยรุ่น กำลังมองดูน่ารักในวันแรกของการไปโรงเรียนของเขา”
“ฉันจำวันแรกของลูกชายได้ดี แต่สิ่งที่ฉันจำได้มากที่สุดเกี่ยวกับวันนั้น ซึ่ง Facebook กระตุ้นให้ฉันย้อนกลับไปดูอย่างไม่คาดคิดกลับเป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในภาพ มันคือการนอนอยู่บนเตียงตรวจของสูตินรีแพทย์หลายชั่วโมงหลังจากที่ฉันส่งลูกคนแรกไปผจญภัยที่โรงเรียนเสร็จ ฉันจำได้ว่าฉันก้มคอลงเพื่อมองหน้าจออัลตร้าซาวด์ได้ชัดเจนขึ้น แล้วฉันก็ได้ยินเสียงหัวใจของลูกคนที่สอง แต่กลับฉันรู้สึกชาไปหมดจนต้องเดินเซไปเซมาออกจากห้องหมอ เมื่อรู้ว่าฉันกำลังท้องลูกแฝด!”
ด้วยสองเส้นเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น ส่งผลให้วันที่ 11 สิงหาคม ปี 2010 เป็นวันที่พิเศษสำหรับเธอ แต่ในความจริงแล้ว เธอไม่ได้นึกถึงเหตุการณ์ทั้งสองเลยเป็นเวลานาน หรือพิจารณาถึงความเชื่อมโยงระหว่างกันของเหตุการณ์ทั้งสอง จนกระทั่งFacebook เข้ามาช่วยกระตุ้นความทรงจำนั้นให้กับเธอ
(Filipp Romanovski / Unsplash)
ความสัมพันธ์ทั้งรักทั้งเกลียดที่มีต่อฟีเจอร์ความทรงจำ เกิดขึ้นในตัวใครหลายต่อหลายคน รวมถึงตัวเธอด้วย “ทุกครั้งที่ฉันเห็น ‘ความทรงจำ’ ของเพื่อน ๆ หรือของฉันเอง ฉันก็รู้สึกถึงความขัดแย้งภายในใจของการเป็นพ่อแม่ เย้! ดูสิว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง และ โอ้ไม่! เราเหลือเวลาน้อยลงทุกที” เธอกล่าว
เธอกล่าวต่อว่า “ฉันไม่ได้สมัครใช้ฟีเจอร์นี้ของ Facebook แต่ก็ไม่ได้ปิดมันด้วย ฉันชอบย้อนเวลาไปดูความทรงจำบ้างเป็นครั้งคราว แต่ความคิดถึงแบบนั้นมันต่างออกไป ฉันจะรู้สึกยินดีมากกว่า เมื่อมันเกิดขึ้นตามความต้องการของเราเอง เมื่อเราเลือกที่จะเลื่อนดูรูปภาพเก่า ๆ พร้อมกับไวน์ครึ่งแก้วในมือ ไม่ใช่แบบที่มันโผล่ขึ้นมาเองโดยไม่ทันตั้งตัว แต่ถูกเรียกขึ้นมาโดยอัลกอริทึมที่อิงจากความบังเอิญของวันที่เท่านั้น”
สุดท้าย เธอเปรียบฟีเจอร์ความทรงจำว่าเป็นเหมือนดาบสองคม ในแง่ที่ว่ามันอาจให้ทั้งความพึงพอใจและความแหลกสลายในคราวเดียวกัน “ฉันคิดว่าฟีเจอร์ ‘On This Day’ จะยิ่งทำให้ฉันรู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา เมื่อฉันส่งลูกชายคนโตไปเรียนมหาวิทยาลัย ฉันจะเข้าไปดูโพสต์ที่บอกว่า ‘วันนี้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว’ หรือเปล่า? และเมื่อฉันมองดูเด็กชายในรูปนั้น ฉันจะจำได้ไหมว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อลูบผมนุ่ม ๆ ของเขาตอนอายุห้าขวบ? หรือฉันจะจำได้ไหมว่า ฉันกลัวแค่ไหนเมื่อเห็นการเต้นของหัวใจสองดวงในตอนบ่ายวันนั้นแทนที่จะเป็นดวงเดียว ซึ่งตอนนี้ทั้งสองดวงนั้นอยู่ในร่างกายของวัยรุ่น?” เธออยากจะขอบคุณ Facebook สำหรับการเตือนความทรงจำถึงสิ่งที่ผ่านมา ความภาคภูมิใจ และการเติบโตอย่างสวยงามของครอบครัวเธอ “แต่ฉันแน่ใจว่า ใจของฉันจะสลายไปเล็กน้อยด้วยเหตุผลเดียวกันนั่นเอง”
ที่มา : บทความวิชาการ “When is the right time to remember? Social media memories, temporality and the kairologic” โดย Benjamin N Jacobsen
บทความ “Inadvertent Algorithmic Cruelty” จาก meyerweb.com
บทความ “Facebook ‘memories’ is a double-edged sword for parents” โดย Lauren Apfel
บทความ “Engineering for nostalgia: Building a personalized ‘On This Day’ experience” โดย Manohar Paluri และ Omid Aziz
เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล