ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ 33.23 บาท/ดอลลาร์
ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.23 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.20 บาทต่อดอลลาร์
14 พ.ค. 2568 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.23 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.20 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.19-33.38 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่า เงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายนล่าสุด ออกมา +2.3% ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย (อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI +2.8% ตามคาด) ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะทยอยสูงขึ้นได้ จากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะทยอยสะท้อนออกมาในรายงานอัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า
อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ก็เป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่หนุนการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4.50% อีกครั้ง
ทั้งนี้ เงินบาทยังเคลื่อนไหวผันผวนไปตาม ทิศทางราคาทองคำ ซึ่งมีทั้งจังหวะย่อตัวลง ก่อนที่จะได้แรงหนุนจากโฟลว์ซื้อ Buy on Dip จากผู้เล่นในตลาดบางส่วน (ซึ่งอาจรวมถึงฝั่งผู้เล่นที่ต้องการ take profits สถานะ Short ทองคำ) ทำให้ราคาทองคำรีบาวด์สูงขึ้นมากบ้าง และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา (แต่โดยรวม เราคงมองว่า ราคาทองคำจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เงินบาทเผชิญความผันผวน Two-Way Volatility ขึ้นกับทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ โดยมี Beta ราว 0.3-0.5)
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ไปก่อน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเราประเมินว่า ในช่วงนี้ เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ง่ายนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก ต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ในโซนดังกล่าว
อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ก็อาจจะต้องการทยอยขายทำกำไรในโซนดังกล่าวบ้าง แต่หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้จริง เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าต่อไปยังโซน 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยากนัก หากผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Long THB (มองเงินบาทแข็งค่า) ทยอยปิดสถานะ Cut Losses
ทั้งนี้ แรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทยังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ รวมถึงแรงขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะฝั่งบอนด์
ส่วนแรงขายหุ้นไทยช่วงนี้ ถือว่า เหนือความคาดหมายของเรา ที่ประเมินว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดอาจช่วยหนุนให้บรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยซื้อหุ้นไทยได้
อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Volatility จากทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ที่แม้จะอยู่ในช่วงการพักฐาน Correction แต่ก็สามารถมีทั้งจังหวะย่อตัวลง สลับกับการรีบาวด์สูงขึ้น ทำให้โฟลว์ธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำ ส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน
โดยรวมเรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดแถวโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ชัดเจน อาจทำให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านถัดไปแถว 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ขณะที่โซนแนวรับสำคัญอาจขยับขึ้นมาแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับถัดไปในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ตามเดิม
ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.15-33.40 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงต่อเนื่อง หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาต่ำกว่าคาดเล็กน้อย
ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้า ส่งผลให้บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ต่างปรับตัวสูงขึ้น นำโดย Nvidia +5.6%, Tesla +4.9% ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.61% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.72%
ตลาดหุ้นยุโรป
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้นต่อ +0.12% แม้ว่าตลาดหุ้นยุโรปจะได้อานิสงส์จากความหวังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้า รวมถึงรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี และยูโรโซน (ZEW Survey) ล่าสุด ที่ออกมาดีกว่าคาด
ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปก็ถูกกดดันจากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาผสมผสาน ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นชัดเจน
ตลาดบอนด์
ในส่วนตลาดบอนด์ บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน (Risk-On) กอปรกับ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด (ล่าสุดมองว่า เฟดมีโอกาสราว 10% ที่จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปีนี้) ได้กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 4.50%
โดยเราคงคำแนะนำเดิมว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อสะสมบอนด์ระยะยาวได้ (เน้น Buy on Dip) โดยเฉพาะในช่วงโซนสูงกว่า 4.30%
ตลาดค่าเงิน
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาต่ำกว่าคาดเล็กน้อย กอปรกับผู้เล่นในตลาดบางส่วนก็เลือกที่จะทยอยขายทำกำไรการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์
ทว่า เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 101 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 100.9-101.6 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ทว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2025) ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากทั้งการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ และแรงซื้อ Buy on Dip ทองคำ ของผู้เล่นในตลาด หนุนให้ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นบ้างและยังคงแกว่งตัวแถวโซน 3,249 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB)
โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้งในปีนี้ ส่วน BOE และ ECB อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว -50bps หรือ 2 ครั้ง
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น ผู้เล่นในตลาดจะลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน รวมถึงพัฒนาการของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้า
ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดสต็อกน้ำมันคงคลังโดย EIA ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ WTI ในระยะสั้นได้