โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สาวไทยแคร์ที่ไหน? ไม่เห็นต้องใช้ "ถุงยาง" กินยาคุมแทนก็ได้ ทำตลาดติดลบ 1.1% ขณะที่ชายไทยยังนิยม "บาง-แต่งกลิ่น"

Brandbuffet

อัพเดต 20 ก.ย 2561 เวลา 17.28 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2561 เวลา 15.01 น. • Brand Move !!

การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์​ และการตั้งครรภ์  เวลามีเพศสัมพันธ์กัน วิธีที่ดีที่สุดในเวลานี้ คงต้องพึ่งพา “ถุงยางอนามัย” เป็นตัวช่วยหลัก  แต่ดูเหมือนปริมาณการใช้จะลดลง  สวนทางกับพฤติกรรมของหนุ่ม-สาวยุคปัจจุบัน ที่มีเพศสัมพันธ์กันตั้งแต่อายุน้อยๆ มากขึ้น

ตัวเลขตลาดรวมถุงยางอนามัย ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้  มีจำนวนผู้ซื้อถุงยางไปใช้แล้ว 35.4 ล้านชิ้น  ลดลง 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 โดยตลอดทั้งปีที่ผ่านมามียอดขายถุงยางอนามัยทั้งสิ้น 72.2 ล้านชิ้น ลดลงจากปี 2559 อัตรา 2.8%  ส่วนมูลค่ายอดขายช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ มียอดขายถุงยางอนามัย 35.4 ล้านบาท ลดลง 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และตลอดทั้งปี 2560 ที่ผ่านมา มียอดขายถุงยางอนามัยมูลค่า 1,432 ล้านบาท  เติบโตประมาณ​0.8%  ซึ่งมีสินค้าขายอยู่กว่า 30 แบรนด์ จำนวนกว่า 100 รายการ

หมด “ยืดอกพกถุง” สาวไทยก็หันมากิน“ยาคุม” แทน คนรักใส่ถุง

ทำไมคนไทยใช้ถุงยางน้อยลง  เพราะมีเพศสัมพันธ์กันน้อยลงหรือ? ข้อสงสัยนี้ไม่น่าจะจริงนะ เพราะรายงานล่าสุดของ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้ชัดว่า จากรายงานผลการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี  กลุ่มนักเรียนประเทศไทย ปี 2560 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค  พบว่า วัยรุ่นไทยใจกล้า มีเพศสัมพันธ์ครังแรกก็ไม่ใช้ถุงยางถึง 50%  ซึ่งเดี๋ยวนี้วัยรุ่นไทยมีทัศนคติและพฤติกรรมในเรื่องเพศเปลี่ยนไปจากอดีต  เริ่มมีความรัก มีแฟนกันตั้งแต่ยังอายุน้อย  แถมบางคู่คบกันไม่นานก็มีเพศสัมพันธ์กันแล้ว  หนักไปกว่านั้น  บางคนมีคู่นอนมากกว่าหนึ่งคนอีกด้วย  สาเหตุสำคัญที่วัยรุ่นไทยไม่ยอมใช้ถุงยางอนามัย  ก็เป็นเพราะความเชื่อผิดๆ  คิดว่าครั้งเดียวไม่เป็นไรหรอกน่า  คงไม่ท้องหรอก และคงไม่ติดโรคอะไรหรอก

คุณกัณห์  กุลอัฐภิญญา  ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR ผู้ผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง  ภายใต้แบรนด์วันทัช (ONETOUCH) และเพลย์บอย (PLAYBOY) เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ตลาดถุงยางอนามัยช่วงที่ผ่านมาว่า ตลาดถุงยางอนามัยบูมมากๆ ในช่วงกระทรวงสาธารณสุข ออกแคมเปญรณรงค์“ยืดอกพกถุง” ในช่วงปี 2550 แต่หลังจากนั้นมาตลาดก็ทรงตัว และเริ่มลดลงในปี 2559 และมามีอัตราลดลงหนักๆ ในปีที่ผ่านมา  ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดถุงยางหดตัว  คือ การเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิดหรือป้องกันการตั้งครรภ์ของผู้หญิง  ด้วยการหันไปกินยาคุมกำเนิดแทนการใช้ถุงยางอนามัย

“ตลาดมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ  ช่วงที่ภาครัฐมีโครงการรณรงค์  “ยืดอกพกถุง” เป็นการครีเอทดีมานด์อย่างหนึ่ง ทำให้คนรู้สึกว่าต้องพกถุงยางอนามัย แต่พอเวลาผ่านไปคนก็ลืมเลือน”

ยิ่งมาดูสถิติของผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในช่วงปีที่ผ่านมา  ก็จะพบว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี มีสัดส่วนมากสุดถึง 48% หรือจำนวน 9,214 คน รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 25-34 ปี ด้วยสัดส่วน 21% จำนวน 3,990 คน  แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ละเลยใช้ถุงยางอนามัยเพื่อการป้องกันโรคติดต่อ หรือการตั้งท้อง

ล่าสุด ทางสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร  ยังรายงานว่ากองควบคุมโรคเอดส์และวัณโรค ได้เตรียมจัดซื้อถุงยางอนามัยจำนวน 4.6 ล้านชิ้น เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนฟรีๆ ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 68 แห่ง  เพราะตอนนี้สถิติผู้ป่วยเอดส์ ตั้งแต่ปี 2527 ถึงเดือนเมษายน 2561 ในพื้นที่กรุงเทพฯ  มีจำนวนสะสมถึง 47,801 ราย  ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่หรือ 60.52% มีอายุระหว่าง 25-39  ปี  ก่อนหน้านี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 10,148 ราย ซึ่งสาเหตุหลักที่คนติดเชื้อเอดส์  ก็ยังคงมาจากการมีเพศสัมพันธ์ถึง 80.33% รองลงมาเป็นการฉีดยาเสพติด 9.16% และติดจากแม่อีก 3.18%

*เลือกจาก “แบรนด์” ที่ไว้ใจ *

สำหรับพฤติกรรมการซื้อถุงยางอนามัยปัจจุบัน  คนจะเลือกซื้อจาก “แบรนด์” ที่รู้จักและน่าเชื่อถือเป็นอันดับแรก  รองลงมาเป็นเรื่องคุณสมบัติของสินค้า ว่าตรงตามความต้องการหรือไม่ เช่น ยังนิยมถุงยางผลิตจากยางธรรมชาติ มากกว่ายางสังเคราะห์ ใช้แล้วรู้สึกดีกับผลิตภัณฑ์หรือไม่ นอกจากนี้  ยังเลือกสินค้าจาก ขนาดว่า เหมาะกับตัวเองหรือไม่ ซึ่งขนาดยอดนิยมยังเป็นขนาด 52 มม. สัดส่วนมากถึง 80% รองลงมาเป็นขนาด 49 สัดส่วน 15%  เรื่องของกลิ่นของยางธรรมชาติก็เป็นเกณฑ์ในการเลือกด้วยเช่นกัน  ว่ามีความเหม็นของยางมากน้อยหรือไม่ หลังจากนั้นอาจจะมีการเลือกจากออปชันพิเศษ  พวกกลิ่นพิเศษ หรือพวกพื้นผิวของถุงยางพิเศษๆ หรือชอบแบบเรียบๆ ก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละบุคคล

*ชายไทยนิยมความ “บาง” และ “แต่งกลิ่น” *

หากดูในรายละเอียดของภาพรวมตลาดถุงยางอนามัย  ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา  จะพบว่าถุงยางแบบแต่งกลิ่นต่างๆ  มีอัตราการเติบโตมากสุดในตลาด ด้วยอัตราการเติบโต 32%  ตามมาด้วยถุงยางแบบบาง 0.03​ มม. มีอัตราการเติบโต 15.2% ซึ่งถุงยางชนิดอื่นๆ ส่วนใหญ่จะหดตัวลง  และถุงยางอนามัยแบรนด์ต่างๆ ที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน ก็มุ่งเน้นมาแข่งขันและชูจุดขายเรื่องความบางกันเป็นแถวๆ  อย่างแบรนด์วันทัช หรือโอกาโมโต ซึ่งทำตลาดถุงยางขนาด 0.03  แม้แต่แบรนด์ดูเร็กซ์ แอรี่ ก็ทำตลาดรุ่นบาง แต่ยังมีขนาดอยู่ที่ประมาณ​ 0.04 มม. ส่วนถุงยางชนิดบางสุดๆ อย่าง 0.01 ขณะนี้ยังไม่มีการทำตลาดในเมืองไทย  หากมีวางขายในเมืองไทยก็เป็นในรูปแบบหิ้วเอามาขาย  จึงเชื่อว่าทิศทางตลาดถุงยางนับจากนี้  จะต้องแข่งขันกันด้วยเรื่องของความบางแบบ 0.01-0.02 มม.

สำหรับแบรนด์วันทัช  ขณะนี้มีสินค้าชนิดบาง 0.03 มม.ทำตลาดอยู่แล้ว แบบกล่อง 3 ชิ้น ราคา 69 บาท  และกำลังเตรียมจะทำตลาดอย่างจริงๆ จังๆ กับถุงยางแบบบางสุดของยางธรรมชาติจะทำได้ชนิดนี้แล้ว  ด้วยการออกแพ็จเกจจิ้งชนิดกระป๋อง บรรจุ 12 ชิ้น กลิ่นสวีทแคนดี้  จำหน่ายในราคา 250 บาท  จะทำตลาดจริงจังในปีหน้า จากช่วงวาเลนไทน์ปีนี้  ได้ซอฟท์ลอนซ์ไปแล้ว และทดลองขายผ่านช่องทางออนไลน์  ถือว่าได้รับผลตอบรับที่ดีใช้ได้  จึงเตรียมทำตลาดจริงจัง และถือเป็นสินค้าตัวแรกในตลาดชนิดบางพิเศษและแต่งกลิ่น  จากทั่วไปเป็นกลิ่นธรรมชาติ

ไม่รู้ไซส์จริง หลงใส่ 49 มม.มานาน

ย้อนหลังไปหลายๆ ปีที่ผ่านมา  จะพบว่าตลาดถุงยางซึ่งได้รับความนิยมจากบรรดาชายไทย  คือ ขนาด 49 มม. กลายเป็น Product Hero ในการสร้างยอดขาย  เพราะมีผู้ทำตลาดหลักๆ 2 เจ้า คือ "คิงส์เท็กซ์"  กับ "ดูเร็กซ์"​ ซึ่งจำหน่ายผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อ  แถมขนาด 49 มม. ราคาถูกสุดด้วย  ทำให้ชายไทยซื้อง่ายขายคล่อง  ชายไทยหลายคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถุงยางที่ซื้อไปนั้นเป็นขนาด 49 มม.  เพราะเอาเข้าจริงคนไซส์ใหญ่กว่า ประมาณ 52 มม. ก็สามารถใส่ขนาด 49 มม.ได้ไม่ยากเย็นหรืออัดอัดอะไรมากนัก  ประกอบกับแบรนด์วันทัช  ซึ่งทำตลาดผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 ซึ่งเป็นช่องทางหลักของแบรนด์ถึง 60% มีการนำเอาสินค้าขนาด 52 มม.ไปทำตลาดอย่างรุ่นวันทัช แฮปปี้  เมื่อผู้บริโภคมีความรู้เรื่องถุงยางมากขึ้น  หรือได้ทดลองสินค้าใหม่ๆ  ก็เลยทำให้รู้ว่าใส่ในแบบพอดีตัวสบายกว่าเยอะ ตลาดของขนาด 52 มม.จึงเติบโตเป็นพระเอกของปีนี้

ดูข้อมูลตัวเลขในภาพรวมจะพบว่า ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ยอดขายของวันทัช แฮปปี้ ขนาด 52 มม. ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของตลาด  ด้วยยอดขาย 71.5 ล้านบาท

“วันทัช” ขอ 2 ปีเป็นผู้นำตลาด

ปัจจุบันแบรนด์วันทัช  ยังครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2  สัดส่วน 26% เป็นรองแบรนด์ดูเร็กซ์​ ที่มีส่วนแบ่งตลาด 50% ซึ่งภายในปี 2563 วันทัชของขึ้นมาเป็นผู้นำตลาด  กับส่วนแบ่งที่หวังไว้จะทำได้ 35%  โดยจะเดินทางทำตลาดสร้างแบรนด์ และการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย  พร้อมกับนำสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด  เพื่อสร้างยอดขาย  ขณะเดียวกัน  ยังได้แบรนด์น้องอย่าง “เพลย์บอย”  ซึ่งอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน  จะทำตลาดสร้างยอดขายกับกลุ่มสินค้าขนาด 49 มม. เป็นคู่แข่งโดยตรงกับแบรด์ดูเร็กซ์  เหมือนอีกหนึ่งกองทัพไปบุกตลาด  ดึงส่วนแบ่งจากแบรนด์ดูเร็กซ์  แม้ว่าแบรนด์วันทัชและเพลย์บอยจะทำตลาดถุงยางเหมือนกัน แต่เวทีการแข่งขันไม่ได้แข่งกันแบบโดยตรง  และเมื่อต่างคนต่างมุ่งสร้างยอดขายและการเติบโต  นั่นหมายความว่า  หากแบรนด์เพลย์บอยโตขึ้นตามเป้าหมายมีส่วนแบ่ง 20% จะเป็นการไปดึงแชร์จากแบรนด์ดูเร็กซ์มากกว่า  แบรนด์วันทัชจึงมีโอกาสขึ้นเป็นผู้นำตลาดได้ไม่ยากเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...