โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

WHAUP คาด “อีบิทด้า” ปี 64 โต 50% ปักธงกำลังการผลิตไฟฟ้าแตะ 670 MW เดินหน้า M&A ต่อเนื่อง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 12 มี.ค. 2564 เวลา 02.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ดร.นิพนธ์ บุญเดชานันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP นำเสนอข้อมูลในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ในส่วนของสาธารณูปโภค มีการเติบโตขึ้นตามลำดับ โดยในส่วนของธุรกิจน้ำ มียอดขายและยอดบริหารจัดการน้ำอยู่ที่ระดับ 114 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปี 2562 อยู่ที่ 110 ล้านลูกบาศก์เมตร

โดยในปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ยากลำบากและมีความท้าทาย ทั้งในเรื่องภัยแล้ง รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้น้ำต่างๆลดลง อย่างไรก็ดี บริษัทได้รับยอดขายจากธุรกิจใหม่ที่บริษัทพัฒนาเพิ่มเติมเข้ามา ได้แก่ น้ำรีเคลม และน้ำดีมิน โดยเป็นการนำน้ำเสียที่บำบัดแล้ว นำกลับมาผ่านกระบวนการ Process ใหม่ เป็นน้ำมีมูลค่าสูง ส่งผลให้บริษัทมียอดขายที่เพิ่มเติมเข้ามา และมียอดขายที่มาจากน้ำประปาที่บริษัทได้มีการไปร่วมลงทุนที่ประเทศเวียดนาม ส่งผลให้ธุรกิจสาธารณูปโภค มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ธุรกิจพลังงานไฟฟ้า บริษัท มีการเติบโตขึ้นอีก 31 เมกะวัตต์ (MW) จากปี 2562 อยู่ที่ 559 MWeq เติบโต 31 MW มาอยู่ที่ 590 MWeq ในปี 2563 โดยมีสาเหตุหลักมาจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปที่ทยอยดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD)

สำหรับผลประกอบการประจำปี 2563 บริษัทฯมีรายได้และส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานปกติจำนวน 2,599 ล้านบาท ลดลง 25% จากปี 2562 และกำไรจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Net Income) ซึ่งเป็นดัชนีหลักในการสะท้อนผลการดำเนินงานจำนวน 764 ล้านบาท ลดลง  56% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงของส่วนแบ่งกำไรทางบัญชีจากโรงไฟฟ้า Gheco-One เนื่องจากอัตราค่าความพร้อมจ่ายที่ลดลงตามสัญญา

รวมถึงภาวะภัยแล้งและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจสาธารณูปโภคของบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม ในปี 2564 บริษัทฯ เดินหน้ากำหนดเป้าหมายการขยายพอร์ตธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคทั้งภายในและนอกประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมโซลูชั่นทั้งด้านพลังงานทดแทนและสาธารณูปโภครูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

โดยตั้งงบลงทุน 5 ปี (2564 – 2568) ไว้ที่ 12,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่ารายได้และส่วนแบ่งกำไรปกติปี 2564 จะเติบโต 25% รวมถึงสามารถรักษาอัตรากำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคาดอกเบี้ยและภาษี (EBITDA Margin) ให้อยู่ที่ระดับไม่น้อยกว่า 50%

ขณะที่ผลการดำเนินงานของธุรกิจไฟฟ้าในปี 2563 ได้รับผลกระทบจากการลดลงของส่วนแบ่งกำไรทางบัญชีจากโรงไฟฟ้า Gheco-One เนื่องจากอัตราค่าความพร้อมจ่ายที่ลดลงตามสัญญา อัตราค่าเงินบาทที่แข็ง และราคาถ่านหินที่ลดลง ในขณะที่โรงไฟฟ้าในกลุ่ม SPP ยังมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจาก Covid-19 แต่ผลประกอบการในครึ่งปีหลังแสดงการฟื้นตัวอย่างโดดเด่น โดยส่วนแบ่งกำไรปกติเติบโตขึ้นจากครึ่งปีแรก 28%  รวมถึงบริษัทฯ สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มเติมจากโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ชลบุรี คลีน เอ็นเนอร์ยี่ (CCE) ที่ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 เป็นต้นมา

ในส่วนของธุรกิจไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นปี 2563 บริษัทฯ มียอดสะสมของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเท่ากับ 51 เมกะวัตต์ และบริษัทฯ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปแล้วกว่า 40 เมกะวัตต์

ทั้งนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าการขยายธุรกิจด้านพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในแบบที่ติดตั้งบนหลังคา แบบลอยน้ำ และบนพื้นดิน เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมภายในประเทศให้เติบโตเพิ่มขึ้น 6 เท่า คิดเป็น 300 เมกะวัตต์ ภายใน 3 ปี ควบคู่ไปกับการพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรและภาคส่วนต่างๆ อาทิเช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการศึกษาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานในรูปแบบต่างๆ  เช่น ตลาดซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบ Peer to Peer Energy Trading โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain เป็นต้น

สำหรับธุรกิจไฟฟ้าในปี 2564 นั้น บริษัทฯยังคงมุ่งเน้นการเติบโตทางธุรกิจทั้งภายในและนอกนิคมอุตสาหกรรม ทั้งในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม รวมทั้งเสาะหาและศึกษาโอกาสในการลงทุนเข้าซื้อกิจการ (M&A opportunity) ต่างๆ โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นของ WHAUP ในปี 2564 แตะระดับ 670 เมกะวัตต์

ด้านผลการดำเนินงานในส่วนของธุรกิจสาธารณูปโภค ปริมาณการจำหน่ายและบริหารน้ำโดยรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศปี 2563 เท่ากับ 114 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าจะมีปัญหาภัยแล้งและการแพร่ระบาดของ Covid-19

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ปัญหาดังกล่าวได้คลี่คลายลงในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ลูกค้าเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตและมีความต้องการใช้น้ำสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำในประเทศในไตรมาส 4 ฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยปี 2564 บริษัทฯตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำโดยรวมเพิ่มเป็น 153 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อน

นอกจากนี้ บริษัทฯ รับรู้กำไรเพิ่มขึ้นจากการผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม (Value added product) ได้แก่ น้ำปราศจากแร่ธาตุ (Demineralized Water) น้ำอุตสาหกรรมคุณภาพสูง (Premium Clarified Water) และการนำน้ำเสียมาบำบัดและใช้ใหม่ (Wastewater Reclamation)

โดยในปี 2563 ที่ผ่านมาได้มีการลงทุนขยายกำลังการผลิตโครงการ Wastewater Reclamation เพิ่มเป็น 11 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งนอกจากนำน้ำที่ได้จากกระบวนการบำบัดดังกล่าวไปผลิตเป็น Demineralized Water และ Premium Clarified Water ยังสามารถลดต้นทุนการพึ่งพิงน้ำจากแหล่งน้ำอื่น ทั้งนี้ในปี 2564 บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นขยายธุรกิจและเพิ่มการลงทุนในธุรกิจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการลงทุนในประเทศเวียดนาม ในปี 2564 บริษัทฯคาดว่าปริมาณน้ำที่จัดจำหน่ายและบริหารจัดการภายในเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล โซน 1 – เหงะอาน จะเพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี ตามยอดขายที่ดินของเขตประกอบการฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแผนงานของบริษัท เก๋อ หล่อ วอเตอร์ ซัพพลาย (Cua Lo Water Supply) ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำประปาในเมืองเหงะ อาน ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 47.3% ก็มีแผนขยายกำลังการผลิตน้ำจาก 4.7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็น 8.4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในปี 2564

ส่วนบริษัท ดวง ริเวอร์ เซอร์เฟส วอเตอร์แพลนท์ (SDWTP) หนึ่งในผู้ให้บริการน้ำประปาชั้นนำของเมืองฮานอย ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 34% ได้ขยายพื้นที่การจำหน่ายน้ำประปาไปยังเขตอุตสาหกรรมทั้งในบริเวณจังหวัดฮานอย และจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดบั๊กนิญ (Bac Ninh) และจังหวัดฮึงเอียน (Hung Yen)  ซึ่งบริษัท ดวง  ริเวอร์ เซอร์เฟส วอเตอร์แพลนท์ ได้ดำเนินการขยายท่อประปาเพื่อให้บริการน้ำประปาแก่ลูกค้าทั้งสามจังหวัด และตั้งเป้ายอดจำหน่ายน้ำในปี 2564 ที่ 76 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 45% จากปีก่อนอีกด้วย

อย่างไรก็ดี เนื่องจากบริษัทฯมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานและสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลรวมสำหรับผลประกอบการปี 2563 ที่ 0.2525 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นจำนวนที่เท่ากับเงินปันผลที่จ่ายของปีก่อน โดยเป็นเงินปันผลระหว่างกาลที่ได้จ่ายให้ผู้ถือหุ้นไปแล้วจำนวน 0.0925 บาทต่อหุ้น และเงินปันผลที่จะจ่ายเพิ่มเติมอีก 0.16 บาทต่อหุ้น โดยจะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นเพื่อรับเงินปันผล (Recorded Date) ในวันที่ 28 เมษายน 2564 และกำหนดการจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ตามลำดับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...