โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทีมฟื้นฟู "การบินไทย" แตกหัก แผนสะดุดขอศาลเลื่อนรอบ 2

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ม.ค. 2564 เวลา 10.15 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2564 เวลา 11.11 น.

แผนฟื้นฟูกิจการ “บินไทย” สะดุด ทีมผู้ทำแผน “มองต่าง-เสียงแตก” ขัดแย้งหลายประเด็น ปมร้อนว่าจ้างที่ปรึกษาการเงิน 630 ล้านบาท ศาลล้มละลายฯยกคำร้องว่าจ้าง “เกียรตินาคินภัทร” หลัง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ไม่เห็นด้วย ทั้งมองต่างมุม “อุ้มไทยสมายล์-โละขายเครื่องบินกว่า 40 ลำ” วงในชี้ใกล้เดดไลน์ส่งแผนฟื้น 2 ก.พ.นี้ จำเป็นต้องยื่นศาลขอเลื่อนส่งแผนรอบ 2 เอฟเฟ็กต์ความขัดแย้งบานปลายส่งผลกระทบต้องเปลี่ยนทีม “ผู้บริหารแผน”

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวว่า หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ฟื้นฟูกิจการเมื่อ 14 กันยายน 2563 พร้อมเห็นชอบให้บริษัท อีวาย คอร์ปอร์เรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด และคณะผู้จัดทำแผนอีก 6 คน ได้แก่ พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นายบุญทักษ์ หวังเจริญ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ และนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ซึ่งมีกำหนดต้องจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและส่งศาลในวันที่ 2 ม.ค. 2564 อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผู้ทำแแผนได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการส่งแผนฟื้นฟูมาแล้ว 1 ครั้ง ซึ่งศาลได้เห็นชอบให้เลื่อนเป็นวันที่ 2 ก.พ. 2564

ส่อเลื่อนส่งแผนฟื้นฟูรอบ 2

แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ยิ่งใกล้วันกำหนดส่งแผนฟื้นฟูบริษัทในวันที่ 2 ก.พ. 2564 ยิ่งพบว่าแนวทางการทำแผนของทีมผู้ทำแผนเริ่มไปคนละทางหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ไม่สามารถทำแผนส่งศาลล้มละลายกลางได้ตามกำหนดเวลา จนต้องขอเลื่อนศาลมาแล้ว 1 ครั้ง จากกำหนดเดิมคือ 2 ม.ค. 2564 มาเป็น 2 ก.พ.นี้ โดยล่าสุดมีความเป็นได้ว่า ทีมผู้ทำแผนจะขอเลื่อนส่งแผนฟื้นฟูครั้งที่ 2 อีก 1 เดือนไปเป็น 3 มี.ค. 2564 เนื่องจากรายละเอียดหลาย ๆ ประเด็นของแผนยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสุดท้าย ตามข้อกำหนดกฎหมายที่จะสามารถขอเลื่อนการส่งแผนฟื้นฟูได้เพียง 2 ครั้ง

“ที่ผ่านมาทีมผู้ทำแผนบางส่วนออกมาให้สัมภาษณ์ว่า บริษัท อีวาย คอร์ปอเรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำแผนฟื้นฟู และเป็นหนึ่งในทีมผู้ทำแผนได้ทำแผนฟื้นฟูเสร็จเรียบร้อย และได้ส่งให้ผู้ทำแผนทั้งหมดดูแล้ว รวมถึงยังได้นำไปคุยกับเจ้าหนี้รายใหญ่เพื่อรับฟังความเห็น และนำมาปรับปรุง แต่ก็ยังมีผู้ทำแผนบางรายมองว่า แผนดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ 100% เนื่องจากขาดที่ปรึกษาด้านการเงินเข้ามาช่วยตรวจสอบข้อมูลโครงสร้างการเงิน ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนกระบวนการจัดทำแผนให้เป็นไปตามเป้าหมายได้”

“ผู้ทำแผน” มองต่าง-เสียงแตก

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ปมร้อนที่กำลังเป็นข้อขัดแย้งในขณะนี้คือ ประเด็นการว่าจ้างบริษัท เกียรตินาคินภัทร มาเป็นที่ปรึกษาโครงสร้างทางการเงิน (FA) เพื่อเข้ามาช่วยหานักลงทุนและเงินทุน ด้วยค่าตอบแทน 630 ล้านบาท ซึ่งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และบริษัทอีวายฯไม่เห็นด้วย เนื่องจากมองว่าอำนาจหน้าที่ของคณะผู้ทำแผนทั้ง 7 คนนี้ มีอำนาจหน้าที่เพียงทำแผนฟื้นฟูให้เสร็จเพื่อให้ส่งศาลพิจารณาเห็นชอบเท่านั้น ส่วนอำนาจหน้าที่ในการจัดหา หรือว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อหาพันธมิตรเข้ามาลงทุน เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารแผนฟื้นฟู

ขณะที่พลอากาศเอกชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน, นายบุญทักษ์ หวังเจริญ, นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล และนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร มองว่าการจ้างบริษัทเกียรตินาคินภัทร มาเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) เป็นความจำเป็น เพื่อให้แผนฟื้นมีความสมบูรณ์ที่สุด

ศาลยกคำร้องจ้าง KKP

รายงานข่าวระบุว่า หลังจากที่ บริษัท ฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) ถอนตัวจากการเป็นที่ปรึกษาด้านโครงสร้างทางการเงินไปเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 ทางผู้จัดทำแผนได้เปิดคัดเลือกที่ปรึกษาการเงินใหม่ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการเป็นที่ปรึกษาการเงินการทำแผนฟื้นฟู รวมถึงในการหาพันธมิตรเข้ามาใส่เงินเพิ่มทุน โดยมีเสนอเข้ามา 2 กลุ่มคือ กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ เสนอราคาประมาณ 900 ล้านบาท และกลุ่มเกียรตินาคินภัทร (KKP) เสนอราคา 630 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขจะต้องสามารถหาพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมทุนสำเร็จ แต่เนื่องจากหนึ่งในผู้ทำแผนไม่เห็นด้วยกับการว่าจ้างที่ปรึกษาด้วยวงเงินสูงขนาดนั้น

ดังนั้น ทางคณะผู้ทำแผนจึงได้พิจารณาปรับลดบทบาทการทำงานเฉพาะในส่วนของการเป็นที่ปรึกษาการเงินในการทำแผนฟื้นฟู ด้วยค่าตอบแทนเดือนละ 8 ล้านบาท เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบโมเดลการเงินต่าง ๆ รวมทั้งแผนการลดทุน เพิ่มทุน เพื่อให้แผนฟื้นฟูการบินไทยที่จะส่งให้ศาลมีความสมบูรณ์ครบถ้วน และให้เจ้าหนี้เห็นชอบโดยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอความเห็นชอบในการว่าจ้างเกียรตินาคินภัทรเป็นที่ปรึกษาการเงิน อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2564 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ทำแผน โดยศาลระบุว่าเนื่องจากคำร้องดังกล่าวยังมีผู้ทำแผนบางรายมีความเห็นแย้ง

“ไทยสมายล์” ปัญหาใหญ่

นอกจากนี้ ประเด็นที่มีความเห็นต่างกันมากที่สุดอีกเรื่องคือ เรื่องของ “ไทยสมายล์” สายการบินลูกที่การบินไทยถือหุ้นอยู่ 100% ที่บริหารโดยบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ส จำกัด ควรเก็บไว้หรือไม่ โดยเสียงบางส่วนของผู้ทำแผนมองว่าควรแยกการบริหารออกไป เพื่อลดภาระบริษัทแม่ เนื่องจากไทยสมายล์ขาดทุนมาตลอดตั้งแต่เปิดดำเนินการ ณ สิ้นปี 2562 มีตัวเลขขาดทุนสะสมอยู่ถึงราว 8 หมื่นล้านบาท และมีหนี้สินรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท

และหากดูแนวทางการฟื้นฟูของสายการบินใหญ่ ๆ ทั่วโลก ทุกสายการบินที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูต่างใช้วิธีตัดสายการบินลูกออกไปทั้งสิ้น

แหล่งข่าวยังกล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ บริษัท แมคคินซี่แอนด์โค ที่ปรึกษาด้านธุรกิจการบินก็ได้ให้คำปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจการบินก็ได้แนะนำให้ผู้ทำแผนฟื้นฟูพิจารณาตัดไทยสมายล์ออกไปเช่นกัน เพราะสถานะของการบินไทยไม่สามารถแบกรับภาระหนี้ของไทยสมายล์ได้ ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้ก็เป็นแนวทางที่ทางบริษัท อีวายฯก็เห็นด้วยเช่นกัน แต่ก็มีผู้ทำแผนบางรายไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว

ปมโละขายเครื่องบิน 40 ลำ

แหล่งข่าวอีกรายกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเด็นการประกาศโละขายเครื่องบิน 2 ลอต รวมกว่า 40 ลำ ก็เป็นอีกประเด็นที่ทีมผู้ทำแผนมีความเห็นต่างโดยกลุ่มหนึ่งประเมินว่าโครงสร้างธุรกิจใหม่ของการบินไทยจะต้องลดขนาดองค์กรให้เล็กลง และหยุดให้บริการเส้นทางการบินที่ขาดทุน โดยประเมินว่าการบินไทยน่าจะมีความจำเป็นใช้เครื่องบินทั้งหมดประมาณ 40-45 ลำ ดังนั้น เครื่องบินไม่ได้ใช้งานที่เหลืออีกกว่า 40 ลำควรโละขายทิ้งเพื่อลดภาระด้านการบำรุงรักษา และหาเงินมาสร้างสภาพคล่องให้บริษัทเป็นแนวทางที่ดีกว่า

ขณะที่ผู้ทำแผนบางส่วนมองว่าธุรกิจสายการบิน เครื่องบินคือเครื่องมือทำมาหากินหลัก จึงไม่ควรโละขายออกไปจำนวนมากขนาดนี้ เพราะเครื่องบินบางลำที่ประกาศขายนั้นหมดภาระหนี้สินแล้ว ที่สำคัญ หากสถานการณ์ฟื้นกลับมาดีขึ้น การลงทุนซื้อเครื่องใหม่ก็จะเป็นต้นทุนที่สูงมหาศาล

ขายที่ดิน-หุ้นบริษัทในเครือ

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการขายที่ดิน (หลักสี่-ดอนเมือง) และหุ้นของบริษัทย่อย เพื่อนำเงินมาเสริมสภาพคล่อง โดยผู้ทำแผนส่วนใหญ่มองว่า บริษัทยังต้องเผชิญปัญหาสภาพคล่องต่อเนื่อง เพราะลำพังรายได้จากการให้บริการเที่ยวบินพิเศษรับคนไทยเดินทางกลับบ้าน การขนส่งคาร์โก้ ซ่อมบำรุง รวมถึงครัวการบิน และขายปาท่องโก๋ น้อยมากรวมไม่ถึง 1,000 ล้านบาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับปกติที่มีรายได้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราว 2,000 ล้านบาทต่อเดือน ทำให้บริษัทยังอยู่ในภาวะขาดทุนต่อเนื่องทุกเดือน

“ประเด็นนี้หลายคนมองว่า การบินไทยไม่ควรนำทรัพย์สินที่มีมาตัดขายออกแบบนี้ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อเจ้าหนี้โดยตรง พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่การบินไทยตัดขายหุ้นในบริษัทบริการเชื้อเพลิงกรุงเทพ หรือ BAFS มูลค่า 2.7 พันล้านบาท และยังมีข่าวว่าผู้ทำแผนจะขายหุ้นในบริษัทไทย-อะมาดิอุส ที่การบินไทยถือหุ้นอยู่ 55% อีกด้วย”

เปลี่ยนทีม “ผู้บริหารแผน”

แหล่งข่าวกล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงที่ผู้ทำแผนต้องยื่นขอเลื่อนเวลาการส่งแผนฟื้นฟูอีกรอบ นอกจากนี้ในส่วนของ “ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ” ซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูนั้น ซึ่งในกรณีปกติที่เจ้าหนี้และศาลเห็นชอบต่อแผนตามที่ผู้ทำแผนจัดทำ ก็จะให้ผู้ทำแผนซึ่งเป็นผู้บริหารองค์กร รับหน้าที่เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ เพราะถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจและแผนการฟื้นฟูกิจการ แต่จากกรณีปัญหาความขัดแย้งของทีมผู้ทำแผนที่ค่อนข้างรุนแรง ทำให้ที่สุดจะต้องมีการปรับเปลี่ยนทีม “ผู้บริหารแผน” เพื่อให้การดำเนินงานหลังจากนี้มีความราบรื่น

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า การจัดทำแผนฟื้นฟูมีรายละเอียดปลีกย่อยจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นของเจ้าหนี้ให้มากที่สุด เพื่อนำมาใช้ประกอบการจัดทำแผนฟื้นฟู โดยแผนที่ออกมาจะต้องสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเจ้าหนี้

“เราจะพยายามยื่นแผนฟื้นฟูต่อศาลให้ทันตามกำหนดวันที่ 2 ก.พ.นี้ แต่หากยื่นไม่ทันจริง ๆ ก็สามารถยื่นขอศาลขยายระยะเวลาส่งแผนฟื้นฟูออกไปได้อีก 1 เดือน เพื่อให้บริษัทมีเวลาเจรจากับเจ้าหนี้ และที่ปรึกษา เพื่อให้เร่งหาข้อสรุปให้ครบถ้วน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...