เปิดเอกสารหารือ!! สรรพากรปรับวิธีรีดภาษีดบ.ฝาก-แบงก์หารือต่อที่บางกอกคลับจันทร์นี้
The Bangkok Insight
อัพเดต 26 เม.ย. 2562 เวลา 13.48 น. • เผยแพร่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 12.40 น. • The Bangkok Insightเปิดข้อหารือ”แบงก์-สรรพากร” ก่อนยอมถอยเลิกใช้ประกาศอธิบดีฉบับที่ 344 เก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก 15% ขณะสมาคมแบงก์นัดประชุมต่อจันทร์นี้ ที่บางกอกคลับ หวั่น 80 ล้านบัญชี ได้รับผลกระทบ
วันนี้ (26 เม.ย.) นางสาวชุลีพร น่วมทนง รองเลขาธิการปฎิบัติการแทนเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ทำหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการธนาคารสมาชิก โดยระบุว่าตามที่ธนาคารสามชิก สมาคมธนาคารไทย ได้มีการหารือกับกรมสรรพากรเรื่องการแก้ไขประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 334 เกี่ยวกับภาษีเงินได้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ ซึ่งยังมีประเด็นสำคัญที่ธนาคารสมาชิกต้องพิจารณาร่วมกัน และต้องแจ้งผลให้สรรพากรทราบโดยเร็วที่สุด
ประธานสมาคมธนาคารไทย จึงขอเชิญกรรมการผู้จัดการ หรือผู้แทนเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว วันที่ 29 เมษายน 2560 ณ ห้องประชุมโคฮากุ ชั้น 29 บางกอกคลับ ถนนสาธรใต้
จากเอกสารสรุปการประชุมเพื่อหารือเรื่องแก้ไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 344) วันที่ 25 เมษายน 2562 ระบุว่า ในการประชุมพิจารณาแนวทางการแก้ไขประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 344) โดยกรมได้เชิญผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เข้าร่วมให้ความคิดเห็น ซึ่งกรมได้นำเสนอ “ร่างประกาศ” ที่กรมจะแก้ไขให้ที่ประชุมพิจารณา
เปรียบเทียบข้อความการแก้ไขประกาศอธิบดีฉบับ 344 และประกาศฉบับใหม่ ที่กรมเสนอต่อที่ประชุมพิจารณาแก้ไขใหม่ ดังนี้
ในที่ประชุมมีธนาคารสมาชิกรายหนึ่งมีประเด็นคำถามเรื่องอำนาจของกรมในการให้ธนาคารส่งข้อมูล และหากธนาคารใดไม่ประสงค์นำส่งข้อมูลสามารถทำได้หรือไม่ กรมแจ้งว่า หากธนาคารใดธนาคารหนึ่งไม่ นำส่งข้อมูลให้กรม ก็สามารถทำได้เป็นการตัดสินใจของธนาคารนั้น แต่ผู้ฝากเงินก็จะเสียสิทธิ และหากผู้ฝากเงิน เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี ผู้ฝากเงินก็อาจฟ้องร้องธนาคารได้
ในส่วนของ ธปท. ให้ความเห็นว่า หากกรมมีฐานอำนาจที่สามารถสั่งการให้ธนาคารส่งข้อมูลลูกค้า ก็สามารถทำได้ ธปท. เห็นว่าการที่ธนาคารส่งข้อมูลให้กรมไม่ได้ล้ำสิทธิของประชาชน
2. เปรียบเทียบประเด็นปัญหา ข้อดี/ข้อเสีย ผลกระทบระหว่างประกาศฉบับที่ 344 กับ ประกาศที่ กรมกำลังจะแก้ไข ซึ่งที่ประชุมมีข้อสรุปดังนี้
*2.1 ประกาศฉบับที่ 344 *
ประเด็นปัญหา/ข้อเสีย
1. ลูกค้าต้องมาให้ความยินยอมกับธนาคารทุกราย/ทุกธนาคาร มีผลกระทบต่อบัญชีลูกค้า ประมาณ (80 ล้านบัญชี) ซึ่งธนาคารต้องส่งข้อมูลงวดแรกให้กรมสรรพากรในวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 หากลูกค้าไม่ มาให้ความยินยอมลูกค้าจะเสียสิทธิทางภาษี
2. ธนาคารยังไม่มีระบบรองรับใน ดำเนินการรับหนังสือความยินยอมจากลูกค้า และถ้าลูกค้ามา ลงนามให้ความยินยอมแต่ธนาคารดำเนินการไม่ทัน ทำให้ลูกค้าเสียสิทธิ ลูกค้าอาจร้องเรียน/ฟ้องร้องธนาคารได้
3. ธนาคารต้องจัดเก็บหนังสือให้ความยินยอมไว้ เพื่อให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบ
4. ธนาคารต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ ลูกค้าทุกคน/ทุกครั้งที่จ่ายภาษี
5.หากลูกค้าให้ความยินยอมภายใต้ประกาศฉบับนี้ เมื่อ พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคลมีผลบังคับใช้ ลูกค้าก็ต้องให้ความยินยอมใหม่ ทำให้ธนาคาร/ลูกค้ามีภาระในการปฏิบัติงานเป็น 2 เท่า
6. ลูกค้าที่ไม่รู้ข่าวสาร ไม่ได้มาให้ความยินยอม จะเสียสิทธิยกเว้นภาษี ลูกค้าบางรายอาจยกขึ้น มาโต้งแย้งได้ว่า ธนาคารไม่ได้ติดต่อลูกค้าให้มาให้ความยินยอม
7. ปัญหาด้านสถานการณ์ เนื่องจากสื่อมวลชนนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ว่ากรมกำลังพิจารณา แก้ไขประกาศ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ หากธนาคารยืนยันว่าควรใช้ประกาศฉบับนี้ ธนาคารจะถูกมองว่าไม่ยืนเคียงข้างประชาชนส่วนใหญ่ และผู้ฝากเงินอาจเคลื่อนย้ายเงินฝากไปยังธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ. ก.ส.) หรือ สหกรณ์ออมทรัพย์ เพราะได้รับยกเว้นภาษี
ข้อดี
1. ธนาคารไม่มีความเสี่ยงด้านกฎหมายในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลให้กรมสรรพากร
2. บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทุกประเภทได้รับยกเว้นภาษีเมื่อเทียบกับ ประกาศเดิมฉบับที่ 55
*2.2 ประกาศที่กรมจะแก้ไข (ฉ.34X) *
*ประเด็นปัญหา/ข้อเสีย *
1. ธนาคารมีความเสี่ยงในการนำส่งข้อมูลดอกเบี้ยให้กรมสรรพากร เนื่องจากชมรมนักกฎหมายมี ความเห็นว่า กรมฯ ไม่มีอำนาจให้ธนาคารนำส่งข้อมูลให้กรมฯ การที่ธนาคารนำส่งข้อมูลให้กรมฯ อาจไม่เป็นไป ตามพ.ร.บ.สถาบันการเงิน มาตรา 155 และอาจถูกลูกค้าฟ้องร้องได้ตาม ป.พ.พ.หรือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
*ข้อดี *
1. ลูกค้าทั้งหมดไม่ต้องมาให้ความยินยอมกับธนาคาร ทำให้ไม่มีผลกระทบกับลูกค้าส่วนใหญ่ของธนาคาร ลดปัญหาในการรับมือกับลูกค้าส่วนใหญ่
2. ลดภาระทั้งด้านระบบงาน บุคลากร ที่จะต้องเตรียมการเพื่อให้ลูกค้าให้ความยินยอม
3. ลดปัญหากรณีที่ธนาคารไม่พร้อมให้ลูกค้ามาลงนามให้ความยินยอม หรือดำเนินการไม่ทัน ทำให้ลูกค้าเสียสิทธิ ลูกค้าอาจร้องเรียน/ฟ้องร้องธนาคารได้
4. ลดปัญหาในจัดเก็บหนังสือให้ความยินยอมไว้เพื่อให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบ
5. ลดปัญหาในออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ ลูกค้าทุกคน/ทุกครั้งที่จ่ายภาษี
6. ลูกค้าที่มาแจ้งความประสงค์ไม่ให้ธนาคาร นำส่งข้อมูลให้กรม น่าจะมีจำนวนจำกัดมาก ซึ่งธนาคารสามารถรับมือได้
7. ธนาคารและลูกค้าไม่มีภาระในการทำหนังสือให้ความยินยอมภายใต้ประกาศฉบับนี้ เมื่อพ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคลมีผลบังคับใช้ ธนาคารก็สามารถออกแบบหนังสือให้ ความยินยอมให้ครอบคลุมถึงกรณี การส่งข้อมูลดอกเบี้ยให้กรมสรรพากรได้
8. ภายใต้สถานการณ์ที่สื่อนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ธนาคารจะได้ภาพลักษณ์ที่ดีในการพยายาม ช่วยหาทางออกให้กับประชาชน
*ข้อสรุปของที่ประชุม *
1. ที่ประชุมเห็นว่าการที่กรมฯ แก้ไขประกาศ มีข้อดีมากกว่า จึงเห็นควรเลือกแนวทางการยกเลิก ประกาศที่ 344 และออกประกาศใหม่ และหากธนาคารปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน จะทำให้เกิดความเข้มแข็ง
*2. ความเสี่ยงด้านกฎหมาย โอกาสเกิดน้อยมาก *
1. ความเสี่ยงด้าน พรบ.สถาบันการเงิน เคยมีฏีกาว่าผู้ยื่นฟ้องธนาคารตาม พ.ร.บ.ต้องเป็น ธปท. กรณีการแก้ไขประกาศนี้ ธปท.ก็สนับสนุนกรมฯ จึงไม่น่าเกิดความเสี่ยงในเรื่องนี้
2. ความเสี่ยงด้าน ปพพ. ลูกค้าจะฟ้องร้องธนาคารได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความเสียหาย แต่กรณีที่ธนาคารส่งข้อมูลให้กรมนี้เป็นคุณต่อผู้ฝากเงินเพราะจะทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โอกาสที่ลูกค้าจะฟ้องธนาคารมีน้อยมาก หากมีเคสที่ลูกค้าฟ้องร้อง ก็ขอให้ชมรมนักกฎหมายมีแนวปฏิบัติ ข้อต่อสู้ ร่วมกัน
3. การจัดทำหนังสือแจ้งความประสงค์ไม่ให้ธนาคารส่งข้อมูลให้กรมสรรพกร (Negative Consent) ชมรมนักกฎหมายรับไปดำเนินการ โดยชมรมจะมีการประชุมวันที่ 29 เมษายน 2562 โดยขอให้ออกแบบฟอร์มเป็น 2 ส่วน ส่วนบน เป็นการแจ้งความประสงค์ไม่ให้ธนาคารนำส่งข้อมูล ให้กรมสรรพากร ส่วนล่าง เป็นการแจ้งยกเลิกการความประสงค์
4. การรับ (Negative Consent) ที่ประชุมกำหนดให้ เปิดรับ Negative Consent เฉพาะที่สาขาธนาคารเท่านั้น โดยกำหนด ระยะเวลาการดำเนินรับ และการมีผลในแต่ละรอบการส่งข้อมูลดังต่อไปนี้
ก่อนหน้านี้ประกาศกรมสรรพากรเดิมต้องให้ผู้ที่มีเงินฝากมีรายได้ดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี ทุกรายจะต้องเซ็นยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร แต่จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีสำหรับผู้ฝากเงินที่ไปเซ็นยินยอมเท่านั้น หากไม่เป็นเซ็นยินยอมกับธนาคารจะถูกหักภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก หัก ณ ที่จ่าย 15% ประกาศดังกล่าวเกิดกระแสวิพากวิจารณ์หนัก จนทำให้สรรพากรต้องมีการหารือกับสมาคมธนาคาร ประกาศยอมถอยประกาศฉบัที่ 344 ใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับสมาชิกสมาคมธนาคารไปไทยเพื่อจะประกาศหลักเกณฑ์ใหม่
- เดินหน้า! สรรพากรเตรียมประกาศเกณฑ์เก็บภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์
- สรรพากรปรับวิธีรีดภาษีดอกเบี้ยฝาก-เจาะข้อมูลลูกค้าทุกบัญชี
- ‘อมรเทพ’ โพสต์เตือนสติคลังเก็บภาษีดบ.ฝาก – อย่าเผาป่าเพื่อล่าสิงโตไม่กี่ตัว
- ‘กรณ์’ เคลียร์ดราม่า ‘ภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก’ ใครไม่อนุมัติเสียสิทธิยกเว้น
- คลังยันเตรียมรีดภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก! ชี้ปชช. 99% ไม่กระทบ