ไขความลับ “HAAB” ขนมไข่เจ้าดังที่ไวรัลด้วยกลยุทธ์ Social Food
หลังจากย่านบรรทัดทองพลิกโฉมสู่การเป็น “ฟู้ดเดสติเนชั่น” ที่ทั้งคนไทย และนักท่องเที่ยวต่างมาเช็กอิน ร้านรวงต่าง ๆ ละแวกนั้นก็เติบโต มีคนยอมต่อคิวรอหลายชั่วโมงเพื่อลองลิ้มชิมรสอาหารที่ถูกบอกต่อกันว่า “ต้องมาลอง” เป็นกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์
หนึ่งในนั้นคือ “หาบ” (HAAB) ขนมไข่กล่องแดงชื่อดัง ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหอมนุ่มชุ่มเนย ปากต่อปากบนโลกโซเชียล จนมีคนมาต่อคิวรอกว่า 4 ชั่วโมง สร้างยอดขายเฉลี่ย 1.5 ล้านชิ้นต่อเดือน หรือเป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท ภายในปีเดียว
HAAB เป็นหนึ่งในร้านที่ ดีลิเวอรี่เจ้าดัง “แกร็บ” (Grab) โปรโมต “Only at Grab” เพื่อรักษาฐานคนใช้ในกลุ่มลูกค้าคุณภาพ ที่เรียกได้ว่าเป็นขาประจำ โดยรวบรวมร้านยอดนิยมที่เป็นกระแสบนโลกออนไลน์มาให้บริการบน “แกร็บฟู้ด” แบบเอ็กซ์คลูซีฟ สั่งดีลิเวอรี่ได้เฉพาะที่แกร็บเท่านั้น
“ประชาชาติธุรกิจ” จะพาไปสำรวจกลยุทธ์ที่ HAAB ใช้สร้างแบรนด์และเข้าถึงลูกค้า ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดของร้านอาหารหลายร้อยร้านบนสตรีตฟู้ดแห่งใหม่ใจกลางกรุง
“ทัพไทย ฤทธาพรม” ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ HAAB เล่าว่า หลังลาออกจากงานประจำในปี 2562 ก็เริ่มมองหาโอกาสในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาขายบ้าง ลองผิดลองถูกมาเรื่อยจนเกิดแบรนด์ DreamDesk นำเข้าและจัดจำหน่ายโต๊ะทำงาน-เก้าอี้เพื่อสุขภาพขึ้นมา
ส่วน HAAB เริ่มกลางปี 2566 ใช้สูตรขนมไข่ของคุณยายของ “จรรยธร บิลพัฒน์” ผู้ก่อตั้งอีกคน ที่เมื่อก่อนครอบครัวเคยเปิดร้านขายขนมไข่ที่สงขลา แต่ปัจจุบันปิดกิจการไปแล้ว
“แบรนด์ HAAB จึงเป็นการ Redefined Classic หรือการนำของเดิมที่มีอยู่มาพัฒนาและต่อยอดในรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ดีกับธุรกิจอาหาร กรณี ‘ขนมไข่’ ก็มีขายอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว จึงต้องสร้างความต่าง ตั้งแต่รูปลักษณ์ และรสชาติ เพื่อดึงให้ลูกค้ามาซื้อขนมของแบรนด์เรา”
ปัจจัยที่ทำให้ HAAB เป็นที่รู้จักในวงกว้าง คือการออกแบบสินค้าด้วยแนวคิด “Social Food”
“โซเชียลมีเดียสำคัญกับการทำธุรกิจในปัจจุบันมาก ต้องทำให้อาหารถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียได้ เพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และเกิดการแชร์ต่อไปเรื่อย ๆ”
ประกอบกับการใช้ KOLs Marketing ให้ KOLs หรือกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์สื่อสารไปยังกลุ่มผู้ติดตามของตนเอง
“ความโชคดีอีกอย่างคือในทีมมีน้อง ๆ ที่จบคณะเศรษฐศาสตร์เยอะมาก จึงสามารถให้ทีมคิดสูตรคำนวณงบฯการจ้าง KOLs ที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับแบรนด์มากที่สุดได้ โดยปกติงบฯการตลาดในการทำธุรกิจจะอยู่ที่ประมาณ 30% ของยอดขาย”
สมมติว่าขายได้ 1 ล้านบาท ต้องใช้กับการตลาดไปแล้ว 3 แสนบาท แต่ด้วยสูตรที่เรามี จะใช้งบฯแค่ 10% ของยอดขายในการจ้าง KOLs ได้
“ทัพไทย” เล่าต่อด้วยว่า ก่อนที่จะมาปลุกปั้นแบรนด์ตนเอง เคยมีประสบการณ์ในสายงานอีคอมเมิร์ซมาหลายปี เคยร่วมงานกับ ช้อปปี้ (Shopee) และแอมะซอน (Amazon) จึงมีองค์ความรู้ในการเพิ่มช่องทางการขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงลูกค้าในต่างจังหวัดได้มากขึ้น นอกเหนือไปจากการขายที่หน้าร้านย่านบรรทัดทอง และ Pop-up Event ตามสถานที่ต่าง ๆ
“การทำงานสายอีคอมเมิร์ซมาก่อน ช่วยให้เข้าใจการทำการตลาดในช่องทางออนไลน์ และการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ ทำให้ HAAB เป็นที่รู้จัก และโตบนออนไลน์อย่างรวดเร็ว ตอนนี้ยอดขายจากการสั่งซื้อบนช้อปปี้ก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นด้วย”
แม้จะโตต่อเนื่อง และมีลูกค้ารู้จักแบรนด์มากขึ้นแล้ว แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่เป็นความท้าทายที่ต้องเรียนรู้ และแก้ปัญหา
โดยเฉพาะการควบคุมคุณภาพสินค้า เมื่อขยายสเกลธุรกิจ
“HAAB ก้าวสู่การเป็นธุรกิจในภาคการผลิตไปแล้ว เพราะยิ่งเพิ่มสาขาหรือช่องทางการขาย กำลังการผลิตต้องเพิ่มตามไปด้วย ดังนั้นการมีครัวกลางผลิตเบสขนมไข่ ส่งไปตามสาขาต่าง ๆ จึงตอบโจทย์เรื่องการควบคุมคุณภาพมากที่สุด”
แต่สิ่งที่ HAAB ให้ความสำคัญ คือการบาลานซ์การเติบโตระหว่างยอดขายและการลงทุน คือโตแล้วต้องอยู่ต่อได้ เช่น
เรื่องกำลังการผลิต และการขายที่ต้องลงทุนซื้อตึกเพิ่มแล้วแบ่งใช้พื้นที่ตามความเหมาะสม เพราะเชื่อว่าเป็นการลงทุนที่ให้ความคุ้มค่ากับแบรนด์ในระยะยาว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไขความลับ “HAAB” ขนมไข่เจ้าดังที่ไวรัลด้วยกลยุทธ์ Social Food
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net