Japanese Style ประวัติศาสตร์ที่หยั่งรากฝังลึก - พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ
หลายคนมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่น บางคนประทับใจเรื่องอาหาร บางคนประทับใจเรื่องธรรมชาติที่งดงาม แต่เกือบทุกคนประทับใจในความ อ่อนน้อมถ่อมตน ระเบียบวินัย และการตรงต่อเวลามาก ๆ ของคนญี่ปุ่น ทำ ไม ประเทศญี่ปุ่นถึงขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศผู้นำแห่งเศรษฐกิจ “…เพราะความมีระเบียบวินัย เพราะความรับผิดชอบ หรือเพราะความตรงต่อเวลา”
คนญี่ปุ่นมีจิตสำนึกส่วนรวมสูง ทำงานเป็นทีมเก่ง ด้วยเหตุ 3 ประการ ดังนี้
ประการที่ 1 “เกิดจากสภาพดิน ฟ้า อากาศบังคับ” ประเทศญี่ปุ่นมีภัยธรรม ชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ในปีหนึ่งๆ มีพายุเข้า ประมาณ 30 กว่าลูก มีพายุมากจนเขาจำชื่อไม่ไหว ใช้เรียกเป็นหมายเลขแทน พอพายุหมายเลข 1 ประจำปีเข้าแล้วพายุลูกต่อไปก็จะเรียกเป็นพายุหมายเลข 2, 3, 4… ไล่ไปเรื่อย ๆ บางทีพายุหมายเลข 18 กำลังเข้าทางทิศตะวันตกของประเทศ จู่ ๆ พายุหมายเลข 19 ก็เข้าทางทิศตะวันออก พร้อมกับที่พายุหมายเลข 20 เข้าทางทิศใต้ พายุเข้ามาพร้อมกันทีเดียว 3 ลูกก็มี แผ่นดิน ไหวเกิดขึ้นเป็นปกติทุกปี ปีละหลายครั้ง
ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งความเสียหายมีมากเกินกว่าบุคคลเดียวจะ ต้านทานไว้ได้ จำเป็นจะต้องอาศัยกำลังของหมู่คณะเข้ามาช่วยกัน เพราะฉะนั้น พอเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นแล้ว ผู้ที่ไม่ได้ ประสบภัยจะอยู่เฉย ๆ โดยไม่สนใจเพราะไม่ใช่บ้านเราไม่ได้
ประการที่ 2 “เกิดจากรากฐานทางประวัติศาสตร์” ประเทศญี่ปุ่นในสมัยเอ โดะ ราวยุคอยุธยาของไทย ปกครองด้วยระบบโชกุน คือ ผู้บัญชาการทหาร “โชกุน” คือ “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” จักรพรรดิอยู่ที่เมืองเกียวโต แต่เป็น เพียงสัญลักษณ์ ไม่มีอำนาจสั่งการ อำนาจที่แท้จริงอยู่กับโชกุนที่คามาคุระ ต่อมาย้ายไปที่เมืองเอโดะ คือกรุงโตเกียวในปัจจุบันนั่นเอง
พระราชวังหลวงโตเกียว (Tokyo Imperial Palace) ที่ประทับขององค์จักรพรรดิในปัจจุบันตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ซึ่งแต่เดิมเป็นสถานที่บัญชาการของโชกุนที่ปกครองประเทศอยู่ โชกุนมีฝีมือในการปกครองประเทศที่ไม่ธรรมดา เขาใช้วิธีการแบ่งประเทศออกเป็นเมืองต่าง ๆ ราว ๆ 200 กว่าเมือง แต่ละเมืองมีเจ้าเมืองปกครอง เรียกว่า “ไดเมียว”
การสลับประจำการของไดเมียวยังมีผลทางเศรษฐกิจด้วย เพราะพอเจ้าเมืองแต่ละเมืองจะมาอยู่ที่โตเกียวก็จะไม่มาคนเดียวต้องมีซามูไรลูกน้อง
บริวารคนรับใช้ตามมาเป็นพันคนต้องประกวดประขันกันไม่ให้น้อยหน้าเจ้าเมืองอื่นการมาแต่ละครั้งจะมีขบวนแห่ของเจ้าเมืองแต่ละเมืองไม่ให้น้อยหน้าใคร ซึ่งการแห่อย่างนี้ต้องใช้เงินมาก
เพราะฉะนั้นเจ้าเมืองทั้งหลายจึงไม่มีเงินทองเหลือเก็บไปใช้เป็นทุนในการก่อการปฏิวัติได้เลยพอไปอยู่ที่เอโดะกับโชกุนปีเว้นปี กลับไปทำงานปีหนึ่งก็ต้องเก็บเงินทอง อีกปีก็ต้องนำมาใช้ที่ เมืองเอโดะ เพราะฉะนั้น เงินไม่มีเหลือมากนัก ผลคือเอโดะเกิดความคึกคักตลอดเวลา
เพราะแต่ละหัวเมืองพยายามเอาข้าวของตนเองมาขาย มาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ส่วนหนึ่งเส้นทางสัญจรระหว่างเมืองเอโดะกับเมืองต่าง ๆ ทั้งญี่ปุ่นก็ได้รับการพัฒนา ส่งผลให้ในสมัยเอโดะ โตเกียวมีประชากรอยู่เกินล้านคนเป็นมหานครแห่งหนึ่งของโลก การค้าขายสะพัดมาก
นอกจากนี้ โชกุนแช่แข็งสังคมญี่ปุ่นให้แน่นิ่งกับที่ เพื่อป้องกันความผันผวน ทางการเมือง เพราะเมื่อใดมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อนั้นจะเกิดโอกาสสร้าง ความไม่มั่นคงทางการเมืองโชกุนแช่แข็งสังคมญี่ปุ่นเกือบทุกระบบให้นิ่งอยู่กับที่เช่น
ประชากรทุกคนในประเทศญี่ปุ่นจะต้องมีสังกัด เกิดที่หมู่บ้านใด ต้องสังกัดอยู่หมู่บ้านนั้น ห้ามย้ายหมู่บ้าน ไม่ใช่ว่าไม่ชอบที่นี่ก็จะชวนครอบครัวอพยพไปอยู่หมู่บ้านอื่นได้ง่าย ๆ เหมือนในปัจจุบัน เขาไม่รับคนจากชุมชนอื่นเข้าอยู่ เพราะเขาถือว่าทุกที่มีประชากรเต็มหมดแล้ว
เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นเกาะ มีพื้นที่น้อย แต่มีคนจำนวนมาก ถ้าใครถูกขับออกจากหมู่บ้านเมื่อใด ก็จะไม่มีที่อยู่เลยทั้งประเทศกลายเป็นคนร่อนเร่พเนจรนอนข้างถนน เพราะฉะนั้น สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมบีบบังคับให้ ทุกคนต้องใส่ใจส่วนรวม ไม่เฉพาะกับหมู่บ้านทั่วไป ระบบของวัดก็ถูกแช่แข็งเช่นกัน เช่น เราเกิดมาในครอบครัวนี้ พอตายแล้วต้องไปฝังศพที่วัดแห่งนี้เท่านั้น ห้ามย้ายวัด ทุกอย่างต้องนิ่งขนาดนั้นทีเดียว
ทุกหมู่บ้านจะมีทั้งคนขยันมาก ขยันน้อย คนฉลาดมาก ฉลาดน้อย คนยากจนและรํ่ารวย ฐานะแตกต่างปะปนกันไป บางคนทำการค้าเก่ง ก็มีฐานะขึ้นมาหน่อย แต่มีบางคนหัวหมอก็เกิดความคิดว่า
แต่ละปีจะมีขบวนแห่โดยคนจำนวนมากจะช่วยกันแบกศาลเจ้าเล็ก ๆ ไว้บนบ่า เรียกว่า “โอะมิโคะชิ” คนหนุ่มจะมาร่วมขบวนแห่กัน โดยนุ่งคล้ายผ้าเตี่ยว มีอาการคล้ายเจ้าเข้า ปรากฏว่าเจ้ามักจะดลใจให้ขบวนแห่มุ่งไปยังร้านค้าที่ขายของแพง เป็นต้น หรือถ้ามีคนในหมู่บ้านเป็นเจ้าของร้านที่นิสัยไม่ดี เจ้าก็มักจะเข้าคนแห่ แล้วพาขบวนแห่นั้นลุยร้านค้าจนราบเรียบ ซึ่งเอาผิดอะไรไม่ได้เพราะถือว่าเป็นเรื่องของเจ้าเข้าทรง ใครจะไปร้องเอาผิดก็ต้องไปฟ้องเทพเจ้า เพราะเทพเจ้าเป็นผู้ดลใจ
เพราะฉะนั้น ทุกคนจะถูกสังคมสอนว่า ไม่ว่าจะทำอะไรอย่าให้เดือดร้อนคนอื่น ถ้าเขาไม่ชอบเราแล้วจะอยู่ลำบาก ถึงจะยังไม่ถูกขับออกนอกหมู่บ้าน แต่จะต้องถูกขบวนแห่ทำลายบ้าน ทำลายร้านค้า ถ้าหนักหนาสาหัสแล้วยังไม่รู้สำนึก เขาจะลงมติแล้วขับออกจากหมู่บ้าน ไล่ออกไปทั้งครอบครัวก็มี ไล่เฉพาะคนก็มี ถูกปล่อยทิ้งให้ไปซัดเซพเนจร
ผู้คนถูกปลูกฝังอย่างนี้มานานกว่า 250 ปี ในยุคเอโดะ มันจึงฝังลึกลงไปใน วัฒนธรรมญี่ปุ่นว่า จะทำอะไรต้องสนใจใส่ใจส่วนรวม เหลียวซ้ายแลขวาว่าใครทำอะไร อย่าไปลํ้าหน้าลํ้าตาเขาสังคมญี่ปุ่นมีคติว่า “ทุบตะปูทุกตัวที่โผล่ขึ้นมา” คือ ถ้าใครทำตัวเด่นเหมือนตะปูที่โผล่ขึ้นมา ก็จะถูกทุบลงไปโดยเร็ว
ประการที่ 3 “เกิดจากการปลูกฝังอบรม” ตั้งแต่เกิดมาในครอบครัว ปูพื้นฐานมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าโรงเรียน ในประเทศญี่ปุ่นนักเรียนในห้องเรียน จะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม ถ้าได้รับรางวัลอะไรเขาจะไม่ให้เป็นรายบุคคล แต่จะมอบรางวัลให้เป็นกลุ่ม ส่วนกลุ่มใดทำบกพร่อง ก็จะถูกลงโทษเป็นกลุ่มด้วย เช่นกัน
เพราะฉะนั้น สำนึกกลุ่มถูกตอกยํ้าตลอดเวลาให้รู้ว่า คนแต่ละคนมีสังกัดกลุ่มใด ต้องจงรักภักดีและทุ่มเทเพื่อกลุ่ม ถ้าทำงานบริษัทก็ต้องจงรักภักดีต่อบริษัท บริษัทใหญ่มีหลายฝ่าย หลายแผนก หลายหน่วยย่อยลงไป แต่ละหน่วยแข่งขันกัน แต่ถ้าเมื่อใดที่มีการแข่งขันกันของแต่ละแผนก ทุกหน่วยในแผนกเดียวกันก็จะร่วมมือกันทั้งหมด
พอมีการแข่งขันกันในแต่ละฝ่าย ทุกแผนกในฝ่ายเดียวกันก็จะรวมตัวสามัคคีกัน จากสำนึกกลุ่มจึงใหญ่ขึ้นเป็นสำนึกของฝ่าย แต่ถ้าต้องไปแข่งกับบริษัทอื่นเมื่อใด ทุกฝ่ายในบริษัทจะรวมตัวกันเกิดเป็นสำนึกของบริษัท
เวลาพนักงานบริษัทในญี่ปุ่นแนะนำตัว เขาจะไม่แนะนำตัวโดยการเริ่มจาก บอกชื่อของตนเอง แต่เขาจะบอกชื่อบริษัทให้รู้สังกัดตนเองก่อน ให้รู้ว่าฉันเป็นคนจากกลุ่มใด แล้วจึงบอกชื่อของตนเวลาเจอกันคนญี่ปุ่นจะชอบแจกนามบัตร เพราะถ้ายังไม่มีนามบัตร เขาจะประเมินไม่ออกว่าอีกฝ่ายเป็นใครระดับไหน แล้วจะรู้สึกไม่สบายใจ ไม่รู้จะพูดคุยกันอย่างไร วางตัวไม่ถูกเพราะ ไม่รู้ว่าใครใหญ่กว่าใคร เพราะฉะนั้น วิธีการที่ง่ายที่สุดคือให้นามบัตรกัน เพราะนามบัตรจะบ่งบอกไว้หมดแล้วว่าใครอยู่บริษัทอะไร มีตำแหน่งอะไรและชื่ออะไร
คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญในการวางบทบาทตนเองในกลุ่มในสังคมอย่างถูกต้องสมบทบาท ผู้น้อยต้องประพฤติตนเป็นผู้น้อยผู้ใหญ่ต้องประพฤติตนเป็นผู้ใหญ่ คนใกล้เคียงเสมอกันต้องมีวิถีในการปฏิบัติที่เหมาะสม สังคมจึงรวมกันเป็นกลุ่มได้ง่าย
สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมซามูไร คือ มีหัวหน้า มีรองหัวหน้าแล้วค่อย ๆ ไล่ลำดับลดหลั่นกันลงมา ทั้งระบบการศึกษาและระบบธุรกิจในญี่ปุ่นเป็นแบบซามูไร ทั้งนั้น “โตโยต้า” บริษัทผลิตรถยนต์ที่เรารู้จักกันดี เป็นบริษัทใหญ่ที่มีอำนาจ เปรียบได้คือ “หัวหน้าซามูไร” บริษัทไม่ได้ผลิตชิ้นส่วนเองทั้งหมด แต่จะมีบริษัทซัพพลายเออร์รายใหญ่ ๆ มารับช่วงต่อเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องยาง ระบบไฟฟ้า ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ แยกไปเป็นสายงานการผลิตอื่น ๆ แล้วบริษัทซัพพลายเออร์ใหญ่ ๆ ก็จะมีบริษัทซัพพลายเออร์รายย่อยมารับช่วงงานต่อไปอีกทอดหนึ่ง
มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นระดับปริญญาโทและปริญญาเอกมักจะมีห้อง วิจัย และมีศาสตราจารย์ประจำห้องวิจัย พูดง่าย ๆ คือเป็นหัวหน้าซามูไรในห้องวิจัย แล้วมีรองศาสตราจารย์อีกประมาณ 2-3 คน มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ มีนักศึกษาปริญญาเอก มีนักศึกษาปริญญาโท และมีนักศึกษาปริญญาตรีไล่เรียงตามลำดับเหมือนกับระบบบริษัทเลยทีเดียว
ส่วนในประเทศไทย คนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงมาก ๆ กลุ่มหนึ่ง คือ ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอาจารย์มหาวิทยาลัยแต่ละคนเก่งหมด ทั้งรองศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ แล้วไปรวมอยู่ในภาควิชาเดียวกัน ไม่มีใครยอมใครเพราะต่างคนต่างเก่ง บางที่หาทางออกโดยเลือกหัวหน้าภาควิชาที่อายุน้อย เพราะผู้ใหญ่ไม่อยากยุ่งงานบริหาร แต่บางที่ใช้วิธีสลับหมุนเวียนกันเป็นหัวหน้าถ้าถามว่า อาจารย์ในภาควิชาเคารพเชื่อฟังหัวหน้าภาคหรือไม่ บางทีก็ไม่เคารพกันเท่าไร บางที่อาจารย์ยังไม่เชื่อฟังคณบดีเลยก็มีเพราะแต่ละคนมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงมาก แต่ในประเทศญี่ปุ่นเขาสั่งงานกันได้เป็นทอด ๆ เพราะเขาถูกปลูกฝังมาอย่างนั้นตั้งแต่เล็กจนโต
ในประเทศญี่ปุ่น การทำงานเป็นทีมเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ปลูกฝังลงลึก ในวิถีชีวิต วิถีการปฏิบัติตั้งแต่ในบ้าน ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย ในที่ทำงาน รอบตัวเขาเป็นอย่างนี้หมด ผู้คนจึงคุ้นเคยวิถีแห่งการปฏิบัติ จนกระทั่งซึมซับเข้าไปเป็นระเบียบแบบแผนในการดำเนินชีวิตตนเองโดยไม่รู้ตัว นี่คือผลจากวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นการที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับส่วนรวมมากและมีวินัยมาก เกิดมาจากเหตุนี้เอง
เจริญพร