ศึกชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์ สูตรดุลอำนาจ 25 ส.ส.-รีเซตพรรค
9 กรกฎาคม 2566 ประชาธิปัตย์เดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยว-หัวต่อครั้งสำคัญ สู่ “จุดเปลี่ยน” หัวหน้าพรรคคนใหม่-กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่
77 ปี ประชาธิปัตย์ 8 หัวหน้าพรรค ขึ้นจุดสูงสุดและลงต่ำสุด แตกกิ่ง-ผลัดใบ โรยรา-ร่วงหล่นตามกาลเวลาแห่งยุคสมัย วันนี้คนใน-คนนอกพรรคมองว่า ประชาธิปัตย์ถึง “จุดต่ำสุด” แต่ยัง “ตกต่ำไม่สุด”
ความผิดปกติของพรรคประชาธิปัตย์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย-พรรคไม่มีเจ้าของ แต่ปี่-กลองและแตรวง ศึกชิงหัวหน้าพรรคเก่าแก่คนที่ 9 กลับอึกทึกในความเงียบ
“ยังไม่มีใครแสดงเจตจำนงเสนอชื่อเป็นผู้สมัครหัวหน้าพรรค ข้อบังคับพรรคจะมีการเสนอชื่อในที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งเดียว เพื่อขอผู้รับรองเกินกึ่งหนึ่งเพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง”
ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคสีฟ้าอัพเดตสถานการณ์ให้ฟัง และยอมรับว่า “อยู่พรรคประชาธิปัตย์มา 10 ปี การเลือกหัวหน้าพรรครอบนี้เงียบที่สุด ไม่รู้เลยว่าใครจะแสดงเจตจำนงเป็นหัวหน้าพรรค ใครจะเสนอชื่อใครบ้าง กลุ่มใดสนับสนุนใครบ้าง”
“กก.บห.พรรคได้มีมติให้ไม่ใช้วิธีการเลือกหัวหน้าพรรคด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ หากมีผู้แสดงเจตจำนงเป็นหัวหน้าพรรคมากกว่า 1 รายชื่อ ซึ่งแคนดิเดตหัวหน้าพรรคจะหาเสียงและแสดงวิสัยทัศน์ก่อนถึงวันประชุมใหญ่วิสามัญจะเริ่มต้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะมีการหาเสียงกันก่อนถึงวันเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ไม่ใช่เป็นการล็อบบี้เสียงโหวต”
3 สูตรชิงหัวหน้า ปชป.
สูตรดุลอำนาจภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่ “ลงตัว” แต่ยัง “ไม่ตกผลึก” ว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือยอมจำนนกับการตกเป็นพรรคฝ่ายค้าน มีทั้งสูตร “คนใน-วงใน” และอดีตคนใน
โดยมีเพียง 3 คนที่ “คุมเสียง” ในการกำหนดเกม-ตัดสินใจคือ นายกชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรค และ “ส.ส.แทน” ชัยชนะ เดชเดโช รองเลขาธิการพรรค โดยเฉพาะ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค
สูตรคนใน-ชนะเด็ดขาด มีนายเดชอิศม์ ขาวขำ รองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ส.ส.สงขลา 2 สมัย ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค และนายชัยชนะ เดชเดโช รองเลขาธิการพรรค ส.ส.นครศรีธรรมราช ขยับขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค
สูตรวงใน-ถ่วงดุลอำนาจ มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 7 “รีเทิร์น” เป็นหัวหน้าพรรคเป็นสมัยที่สาม โดยให้ “เดชอิศม์” กุมบังเหียนเลขาธิการพรรค
กรณ์-อภิสิทธิ์ คัมแบ็ก
สูตรลูกผสม (อดีต) คนใน-คนใน นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรค เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และมีนายเดชอิศม์ เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หรือรองหัวหน้าพรรค โดยมีนายชัยชนะ เป็นเลขาธิการพรรค
สูตรที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ “สูตรชนะเด็ดขาด” เพราะอำนาจในการโหวตของ 17 ส.ส.ใต้ กับอีก 2 ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ มีน้ำหนักถึง 70% ซึ่งคนที่กำหนดเกมอยู่ในมือ “เสี่ยต่อ-นายกชาย-ส.ส.แทน” ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาลงทุน-ลงแรงไปมหาศาล จึงไม่จำเป็นที่ใครต้องมาแชร์ส่วนแบ่งอำนาจ
ส่วนสูตรถ่วงดุลอำนาจ “หัวหน้าอภิสิทธิ์-เลขาฯเดชอิศม์” เป็น “ส่วนผสม” ที่ “ลงตัว” ไม่มีใครได้ทั้งหมด-เสียทั้งหมด แต่ต้องเกิดจาก “ตะกอนความคิด” คือประชาธิปัตย์ยอมไปเป็นพรรคฝ่ายค้าน เพราะลำพัง “กลุ่มอภิสิทธิ์” ที่ส่วนใหญ่กลายเป็น “ส.ส.สอบตก” เสียงโหวตมีน้ำหนักเพียง 30%
แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่นายอภิสิทธิ์จะถูกเสนอชื่อขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หาก “ไม่ปรับความเข้าใจ” กับนายเฉลิมชัย เพื่อนำพาพรรคประชาธิปัตย์กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
“ประชาธิปัตย์วันนี้อยู่ในสถานการณ์ระหว่างคนที่มีอำนาจสูงสุดทั้งสองฝั่ง ที่เปรียบเหมือนผู้ชายกับผู้หญิงเคยเป็นแฟนกัน รักกันมาก อยู่กินด้วยกัน แต่วันนี้งอนกัน มีความเข้าใจผิดกันเล็กน้อย ไม่มีใครง้อใคร ทำให้ครอบครัวเดินหน้ากันลำบาก คนเป็นลูกต้องไม่เสี้ยมให้พ่อกับแม่ทะเลาะกัน” กลุ่มเพื่อนอภิสิทธิ์เปิดเบื้องลึก
สูตรลูกผสม “กรณ์” หากตัดสินใจสมัครสมาชิกพรรค-ลงรับสมัครเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในช่วง 100 เมตรสุดท้ายก่อนถึงวันประชุมใหญ่วิสามัญคงตลาดวาย-ล็อบบี้โหวตเตอร์ไม่ทัน ยกเว้นเสียได้ฉันทานุมัติจาก “สามทหารเสือ” ด้วยมติเอกฉันท์
แต่จนถึงวินาทีนี้-ก่อนถึงวันประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค-กก.บห.พรรคชุดใหม่ 10 วัน ยัง “ไม่มีมูล” ปรากฏเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า นายกรณ์ได้จดปากกาสมัครสมาชิกพรรคเก่า-แก่อีกเป็นครั้งที่สอง
ลูกพรรคคาดหวังผู้นำใหม่
“ร่มธรรม ขำนุรักษ์” ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ เปิดสเป็กหัวหน้าพรรคคนใหม่ในทรรศนะของ ส.ส.คนรุ่นใหม่ว่า หัวหน้าพรรคต้องเป็นคนที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงภายในพรรคในทางที่ดี ฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมามีบทบาทสำคัญ ผลักดันประเด็นใหม่ ๆ ที่สำคัญในห้วงเวลาของความท้าทายของประเทศและโลกของเรา เช่น เรื่องเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชน เรื่องสิทธิความเท่าเทียม ไปจนถึงการเมืองและสิ่งแวดล้อม ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นชัดแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในจุดที่ต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง”
ส่วนหัวหน้าพรรคคนใหม่จะเป็น “คนในพรรค” หรือ “คนนอกพรรค” ก็ได้ “ส.ส.ป้ายแดง” บอกว่า ต้องดูข้อบังคับพรรคเป็นหลัก แต่ส่วนตัวคิดว่า หากข้อบังคับสามารถยกเว้นได้ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในพรรคเท่านั้น แต่ควรจะเป็นคนที่มีบทบาท นำพาพรรคประชาธิปัตย์ไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี รวบรวมทุกฝ่ายเข้ามาด้วยกันได้
“ส.ส.สมัยแรก” ไม่ขอเอ่ยชื่อหัวหน้าพรรคคนคนนั้นที่ตรงสเป็ก เพราะ “มีคนที่เหมาะสมหลายท่าน เป็นคนที่อยู่ในพรรคอยู่แล้ว” แต่ยก “จุดเด่น” ที่ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 9 ควรจะมี
“จุดเด่นคือ รอบรู้ ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่เป็นเรื่องที่โดดเด่น เรื่องเศรษฐกิจ-ปากท้อง เรื่องการเมือง สามารถไปพูดบนเวทีต่าง ๆ ได้ แข่งขันกับพรรคอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. แต่เป็นคนที่สนใจการเมือง และอยู่ในแวดวงการเมือง”
“ประเด็นสำคัญคือ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทำหน้าที่ สนับสนุน ส.ส.ในสภาและเยาวชน เกิดฐานแฟนคลับที่เป็นคนรุ่นใหม่ และสามารถดึงคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาสนับสนุนพรรคมากขึ้น ถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยน ฟื้นฟู พัฒนาพรรคให้ดีกว่าเดิม เป็นความหวังของประชาชนอีกครั้ง”
ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “นริศ ขำนุรักษ์” อดีต ส.ส.พัทลุงหลายสมัย ไม่ยอมเปิดเผยถึงหัวหน้าพรรคในใจ “ตอนนี้ยังไม่มีคนในใจ” ขอเวลาคิด-ตัดสินใจจนกว่าจะถึงวันเลือกโหวต
ขณะที่ “สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ” ส.ส.ตรัง 2 สมัย บอกถึงโจทย์ท้าทายที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่จะต้อง “กล้าเปลี่ยนแปลง” ในหลายเรื่อง โดยต้องจูงใจในคนทุกรุ่นในพรรคทำงานด้วยกันได้
ยกตัวอย่างเช่น การทำนโยบายพรรคในปัจจุบัน ต้องรู้ว่านโยบายที่ “นิวโหวตเตอร์” ต้องการคืออะไร เช่น นโยบายเกี่ยวกับ LGBTQ
เปลี่ยนโครงสร้างพรรค เปิดพื้นที่ให้คนที่มีความคิดใหม่ ๆ เข้ามาทำงานและตัดสินใจ รวมไปถึงโครงสร้าง กก.บห.พรรค และระบบอาวุโส เพราะเป็นเหรียญสองด้าน เช่น การโหวตให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรค การเป็นประธานกรรมาธิการ
“ปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจอาจจะมีคนที่เหมาะสมและมีความสามารถเข้าไปทำงาน บางเรื่องจึงควรเว้นในเรื่องความอาวุโส คนอายุน้อยก็มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เช่นเดียวกัน” ส.ส.ตรัง 2 สมัยทิ้งท้าย