โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

พิธา ยัน ผู้นำที่ดีต้องอดทน ต่อข้อกล่าวหาหุ้น ไอทีวี-ม.112

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ก.ค. 2566 เวลา 05.58 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2566 เวลา 05.24 น.

ภูมิใจไทยเปิดฉากถล่ม พิธา ปม 112 ยัน ไม่จับมือก้าวไกล ด้าน ส.ว.ชี้คุณสมบัติมีปัญหา หากโหวตเสี่ยงผิดกฎหมาย “พิธา” ลุกขึ้นโต้ ยัน คุณสมบัตินายกฯ สมบูรณ์แบบ และต้องอดทนอดกลั้น

วันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ ภายหลังที่ประชุมได้รับรองการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปราย

ภท.ไม่ร่วมรัฐบาลก้าวไกล

ทั้งนี้ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เป็นคนแรกที่อภิปราย โดยได้อ่าน แถลงการณ์พรรคภูมิใจไทย ย้ำจุดยืนพรรค ไม่สนับสนุน นายกฯ ที่มาจากพรรค ที่มีนโยบาย แก้ ม.112 พรรคภูมิใจไทย พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ และไม่มีการคิดจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยแข่งกับพรรคท่านแน่นอน

ในทางกลับกัน คุณพิธา เป็นคนเดียว ยืนยัน จะมีการให้แก้ไขมาตรา 112 โดยพรรคก้าวไกล เอง ซึ่งท่านบอกเป็นเป้าหมายการผลักดัน ซึ่งผมและพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า ไม่เชื่อครับ เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมา ผมขอถามพรรคร่วม 7 พรรคร่วมรัฐบาลว่า ท่านจะว่าไง ในข้อตกลงพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค ไม่มีก็จริง แต่ท่านก็อ้าง 14 ล้านเสียง หลายคนอ้าง 25 ล้านเสียง แล้วเสียงที่ไม่ได้เลือกท่านล่ะ อย่าลืมท่านต้องเป็นนายกฯ ของคน 60 ล้านคน เป็นนายกฯ ของประเทศไทย อันนี้สำคัญสุด แต่ 14 ล้านเสียงไม่ถึง 20% ย้ำ ท่านต้องดูแลคนทุกคนในประเทศ

“ท่านอย่าหลงละเลิงคำว่า 14 ล้านเสียง เพราะมันไม่ถึง 20% มันไม่ใช่เรื่องชี้ขาดของประเทศนี้” นายชาดากล่าว

นายชาดากล่าวว่า เขาบอกว่าฝั่งนู้นฝั่งประชาธิปไตย แล้วฝั่งตนมาจากไหนวะเนี่ย ตนก็เดินหาเสียง กลัวสอบตกเหมือนกันครับท่าน ไม่ใช่ว่าลุงตู่แต่งตั้งตนมา หรือ คสช.ที่ไหนแต่งตั้งตนมา

“ผมก็เลือกตั้งมาเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ฝั่งประชาธิปไตย ฝั่งไหน ฝั่งโจรเหรอ เป็นโจรก็ยอมครับ เป็นโจรที่รักชาติ เป็นโจรที่รักสถาบัน เป็นโจรที่ปกป้องบ้านเมืองนี้ และปกป้องสถาบันด้วยหัวใจ ด้วยเลือดเนื้อของผม”

ส.ว.ชี้ โหวตพิธา เสี่ยงผิดกฎหมาย

ต่อมานายประพันธ์ คูนมี ส.ว. อภิปรายโจมตีว่านายพิธา ขาดคุณสมบัติ ตอนหนึ่งว่า นายพิธาเป็นบุคคลที่มีคุณสมบติและลักษณะต้องห้าม ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และมาตรา 160 ประกอบกับ มาตรา 98 (3) การเสนอชื่อดังกล่าวถือว่าขัดกับข้อบังคับข้อ 136 ถูก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยประเด็นสมาชิกภาพสิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้ลงรับในทางธุรการ และเตรียมเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาสัปดาห์หน้า

เป็นข้อเท็จจริงที่ปราศจากข้อสงสัยว่า นายพิธามีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การพิจารณาของสภา มีหน้าที่พิจารณาว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายพิธานั้น เป็นการเสนอชื่อบุคคลที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและข้อบังคับหรือไม่ และมีปัญหาคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ แม้มีคนแย้งว่าคำชี้ขาดของศาลไม่เป็นที่สุดจะพิจารณาแบบนั้นไม่ได้

แต่ตนมองว่าปัญหานี้ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัย เพราะปัญหาคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. เป็นคุณสมมบัติเดียวกันกับคนที่เป็นนายกฯ เป็นเรื่องที่วิญญูชน บุคคลทั่วไปวินิจฉัยได้ ไม่จำเป็นต้องถามศาล เพราะมีวิจารณญาณพิจารณาได้เอง ซึ่งท่านสามารถรู้ได้เองเหมือนกับว่าท่านจบ ม.6 หรือไม่

“รัฐสภาไม่อาจรับชื่อของนายพิธาไว้พิจารณาลงคะแนนเสียงได้ เพราะคุณสมบัติขัดต่อกฎหมายและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธารมนูญ หากรัฐภาลงมติพิจารณา ย่อมขัดกับรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพราะคนที่พิจารณาย่อมถือว่ารู้อยู่แล้วว่าและจงใจทำผิดและฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา หากดึงดันอาจจะถูกร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231(1) จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม” นายประพันธ์กล่าว

พิธา สวนผู้นำที่ดีต้องอดทนอดกลั้น

นายพิธาลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิงว่า ต้องขอบคุณสมาชิกทั้ง 2 คน ได้อภิปรายหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัตินายกฯของตน นายชาดาได้ติติงบุคลิกของตน และภาวะผู้นำของตน ตนพยายามพัฒนาอยู่ ฟังมากกว่าพูด ในขณะเดียวกัน พัฒนาภาวะผู้นำของตนให้เป็นคนที่รักษาคำพูด เหมือนสโลแกนพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น สัญญากับประชาชนไว้อย่างไรก็จะทำตามอย่างนั้น

ตนพยายามจะพัฒนา ถึงตนไม่เห็นด้วยกับทุกเรื่องที่นายชาดาพูดมา แต่ตนเห็นว่าท่านมีเสรีภาพที่จะพูด นี่คือหน้าที่ของรัฐสภา แต่ละคนก็มีความคิด มีประสบการณ์แบบหนึ่ง นี่คือสาเหตุที่เราต้องใช้รัฐสภาในการแก้กฎหมายนิติบัญญัติและแก้ไขข้อขัดแย้ง ตลอดมาของประเทศไทย เวทีนี้เป็นเวทีเลือกนายกฯ ไม่ใช่เวทีแก้กฎหมายใด ๆ

“สุดท้ายผู้นำที่ดีของประเทศนี้ต้องเป็นคนอดทนอดกลั้น รับฟังข้อกล่าวหาที่จะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่” นายพิธากล่าว

ยันคุณสมบัติสมบูรณ์แบบ

นายพิธากล่าวยืนยันว่า ตนมีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบทุกประการและด้วยความชอบธรรม แม้จะมีกระบวนการที่ตนไม่รู้ว่ามีข้อกล่าวหาคืออะไร กกต.มีมติก็เห็นจากสื่อมวลชน แล้วหลักการที่บอกว่าสมมุติฐานที่บริสุทธิ์ไว้ก่อน มีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ ตนไม่มีโอกาสชี้แจงแม้แต่ครั้งเดียว และในปี 2562 ก็มีเหตุการณ์แบบนี้ไม่กระทบการเลือกนายกฯ เพราะ ส.ว.บอกว่า รัฐบาลเสียงข้างมากที่รวมเสียงข้างมากได้ ส.ว.ก็ออกเสียง 249 เสียง ไม่มีแตกแถว

“ดังนั้นไม่ต้องกังวล ผมรัดกุมมาตลอด เกี่ยวกับการยื่น ป.ป.ช. เรื่องคุณสมบัติ สอบถามทั้ง กกต. และ ป.ป.ช.ตั้งแต่ครั้งแรก ครั้งนี้ และครั้งต่อ ๆ ไป เพราะผมยอมรับในการตรวจสอบ ดีกว่าบางคนที่ไม่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าใน กกต. หรือ ป.ป.ช.ก็ตาม” นายพิธากล่าว

นายชัยธวัชกล่าวว่า วันนี้ตนไม่จำเป็นต้องมาอภิปรายคุณสมบัติของนายพิธา รวมถึงนโยบายของพรรคก้าวไกลในรัฐสภา เพราะถือว่าประชาชนทั้งประเทศ รวมถึงสมาชิกรัฐสภาทุกท่านเราต่างใช้วิจารณญาณของตัวเองพิจารณา และลงมติ 1 คน 1 เสียงเท่ากันผ่านการเลือกตั้ง

และเมื่อผลปรากฏว่าพรรคก้าวไกลที่เสนอชื่อนายพิธา เป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ชนะการเลือกตั้งแล้วสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภา 312 เสียง จาก 8 พรรคการเมืองได้แล้ว นายพิธาควรได้เป็นนายกฯ ตามครรลองปกติตามประชาธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยในสภา เรื่องควรเรียบง่ายแบบนี้

แต่บรรยากาศ 2 เดือนที่ผ่านมา กลับทำให้เกิดคำถามในใจดัง ๆ ของประชาชนนับล้าน ๆ คนว่า หากนายกฯ คนใหม่ไม่เป็นไปตามผลการเลือกตั้งแล้วเราจะมีการเลือกตั้งไปทำไม ตกลงอำนาจอธิปไตยของประเทศนี้เป็นของปวงชนชาวไทย ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจริง ๆ หรือไม่ หรือเป็นของใครกันแน่

และยังมีคำถามคำโต ๆ ว่า ตกลงประชาชนอยู่ตรงไหน ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา คำถามในใจของประชาชนเหล่านี้สะท้อนอะไร และมีนัยสำคัญอย่างไรกับบ้านเมืองของเรา คำถามในใจของประชาชนไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เป็นคำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตลอด 2 ทศวรรษ ผ่านการเลือกตั้ง 5 ครั้ง รัฐประหาร 2 ครั้ง ผ่านการเขียนรัฐธรรมนูญที่พยายามให้เป็นฉบับถาวร 2 ครั้ง ผ่านการยุบพรรคการเมือง ยุบแล้วยุบอีก ผ่านการชุมนุมบนท้องถนนนับไม่ถ้วน มีผู้ถูกดำเนินคดี จำคุก บาดเจ็บ เสียชีวิต นับร้อยนับพันจากความขัดแย้งทางการเมือง

“สังคมไทยยังไม่สามารถให้คำตอบที่ดีได้ และยังไม่สามารถหาคำตอบที่พวกเรายอมรับร่วมกันได้เสียที ปัญหาคือ ตราบใดที่พวกเรายังไม่สามารถหาคำตอบแห่งยุคสมัยนี้ได้ สังคมไทยก็จะหยุดนิ่ง จมดิ่งว่ายวนอยู่ในวงจรเดิม ๆ มองไม่เห็นอนาคตไปอีกนาน” นายชัยธวัชกล่าว

ไม่มีสถาบันไหนอยู่ได้ด้วยการ กด ปราบ

นายชัยธวัชกล่าวอีกว่า การลงมติในวันนี้จะเป็นโอกาสสำคัญของพวกเราที่จะเริ่มต้นแสวงหาคำตอบครั้งใหม่ของสังคมไทย สมาชิกหลายท่านอาจไม่เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกลในบางเรื่อง หลายท่านอาจกังวลใจกับการเปลี่ยนแปลงที่พวกเราไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จัก มีข้อกล่าวหามากมาย ไม่ว่าความกังวลใจว่าพวกเราจะพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือระบอบการปกครองหรือไม่

พวกเราพยายามที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เป็นสถาบันหลักของชาติอีกหรือไม่ เจตนาที่แท้จริงในการเสนอแก้ไขปรับปรุงแก้ไขมาตรา 112 เป็นอย่างไร ไม่ว่าเป็นข้อเสนอใด ๆ ของพรรคก้าวไกล อยู่บนฐานความคิดที่ว่าสถาบันหลักของชาติ หรือสถาบัน

“การเมืองใด ๆ ก็ตามจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยการยิมยอมพร้อมใจของประชาชน ไม่มีสถาบันใดอยู่ได้ด้วยการกด ปราบ บังคับ แล้วนี่คือสิ่งที่เราพยายามจะเตือนให้สติกับ ส.ส. สมาชิกสภา กับสังคมไทย และผู้มีอำนาจทุกฝ่าย ขอให้ตั้งสติแล้วมองการณ์ไกล เข้าใจสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน แล้วเล็งเห็นให้ได้ว่าวิธีการอะไร กุศโลบายอะไรที่ดีที่สุดที่จะสามารถรักษาสิ่งที่พวกเรารัก สิ่งที่หลายคนหวงแหนดำรงอยู่ให้ได้ในสังคมที่มีพลวัตตลอดเวลา เราไม่เชื่อว่าสิ่งใด ๆ จะดำรงอยู่ได้ด้วยการสถิตอยู่เหมือนเดิมทุกประการแล้วจะมั่นคงสถาพร” นายชัยธวัชกล่าว

อย่าดึงสถาบันปะทะผลเลือกตั้ง

นายชัยธวัชกล่าวอีกว่า หลายท่านบอกว่า การเลือก ลงมติให้นายพิธา เป็นนายกฯ จะเป็นการล้มล้างสถาบัน ไม่รักชาติ นี่ก็เป็นตัวอย่างที่พวกตนพยายามจะบอกว่า มันไม่ควรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะองค์พระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องอยู่เหนือการเมืองและอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง

แล้วอันตรายมากที่เมื่อไหร่ต่างฝ่ายต่างดึงเรื่องนี้เข้ามาพัวพันในความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งตลอดเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เราก็เห็นอยู่แล้วว่า ผลในวันนี้เป็นอย่างไร เราพยายามที่จะเสนอว่าต้องช่วยกันนำสถาบันออกจากความขัดแย้งทางการเมือง และยิ่งนำสถาบันมาปะทะกับผลการเลือกตั้ง ยิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ใครจะรับผิดชอบจากผลกระทบเหล่านี้

“ผมอยากเชิญชวนท่านสมาชิก ส.ส.และ ส.ว.ลงมติให้นายพิธาเป็นนายกฯ คนใหม่ เหตุผลไม่ใช่เพราะทุกท่านรักนายพิธา ไม่ใช่เพราะทุกท่านเห็นชอบ เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกลไปเสียทุกเรื่อง แต่จะเป็นการลงมติเพื่อคืนความปกติให้แก่ระบบรัฐสภาของไทย จะเป็นการลงมติเพื่อเคารพต่อประชาชน เป็นการลงมติเพื่อให้โอกาสครั้งใหม่ให้แก่สังคมไทย

เป็นการลงมติเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการแสวงหาคำตอบแห่งยุคสมัยร่วมกันให้ได้ สุดท้ายผมขออวยพรให้ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย คุ้มครองสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่จะตัดสินใจอย่างกล้าหาญตามมโนธรรมสำนึก และเจตจำนงที่ประชาชนแสดงออกไปแล้ว เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566” นายชัยธวัชกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...