โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ศรีจันทร์’ ขยับใหญ่จากนี้ไปไม่ขอเป็นแค่แบรนด์ความงามไทย แต่ไปธุรกิจใหม่ ‘กลุ่มดูแลสุขภาพ’

The Better

อัพเดต 23 พ.ค. 2566 เวลา 13.27 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2566 เวลา 10.13 น. • THE BETTER
ศรีจันทร์ ก้าวสู่ธุรกิจใหม่ ‘Health & Wellness’ ดูแลสุขภาพองค์รวมนำร่องไอเทมแรก ‘อาหารเสริม’ เป็นแผนกันเสี่ยงธุรกิจอนาคต-มีรายได้จากสินค้ากลุ่มใหม่ เลื่อนแผนเข้าตลาดฯปี2568

รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทศรีจันทร์โอสถ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์ความงามและดูแลผิวแบรนด์ ศรีจันทร์ (SRICHAND) กล่าวว่า บริษัทฯ เตรียมแผนขยายธุรกิจใหม่ Health & Wellness ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อรองรับเทรนด์ด้านสุขภาพที่จะขยายตัวสูงในอนาคต ทั้งในกลุ่มสังคมสูงวัย (Aging Society) และในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจับจ่ายซื้อสินค้าบริการเพื่อดูแลสุขภาพตัวเอง มากขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธุรกิจดูแลสุขภาพ คาดสินค้าแรกจะอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Supplement) เพื่อฟื้นฟูซ่อมแซมร่างกาย ทั้งสำหรับนักกีฬา ที่ต้องใช้พลังงานหรือมีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ และต้องการอาหารเสริม ประเภทโปรตีนสูง หรือ ผลิตภัณฑ์ช่วยเพิ่มสมรรถนะร่างกาย เป็นต้น และกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ต้องการดูแลสุขภาพเพื่อให้สามารถทำกิจกรรมโปรดต่างๆ ได้มากขึ้น

สำหรับธุรกิจใหม่ คาดใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 10% ของยอดขายบริษัท หรือราว 30 ล้านบาท ในการพัฒนาสินค้าโดยใช้กลยุทธ์ร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญให้เป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับบริษัท (โออีเอ็ม)ในเบื้องต้น ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับธุรกิจเครื่องสำอางแบรนด์ศรีจันทร์ในปัจจุบัน คาดเปิดตัวสินค้าแรกได้ในต้นปี 2567

“ธุรกิจเฮลท์แอนด์เวลเนส ของบริษัทฯ ยังมีความเชื่อมโยงกับแบรนด์หลักศรีจันทร์อยู่ ด้วยบริษัทฯ มีจุดกำเนิดตั้งแต่75 ปีก่อนจากธุรกิจยา ซึ่งจะเห็นได้ว่าชื่อบริษัทศรีจันทร์ มีคำว่าโอสถต่อท้าย รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่บริษัทพัฒนาสู่กลุ่มสกินแคร์ได้ต่อยอดมาจากผงหอมศรีจันทร์ดั้งเดิม ที่มีสรรพคุณบรรเทาผดผื่นคันตามร่างกาย” วริศ อธิบาย

ต่อการขยายธุรกิจ Health & Wellness ดังกล่าว ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารความเสี่ยงธุรกิจเพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต จากปัจจุบัน บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจความงามเครื่องสำอางเพื่อสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว และพบว่าในช่วงการแพร่ระบาดโควิดเมื่อ2 ปีก่อน ได้ส่งผลกระทบด้านกำไรธุรกิจลดลง แม้ว่าจะมียอดขายจากปริมาณสินค้ามากขึ้นด้วยกลยุทธ์การตลาดผ่านโปรโมชันที่ต้องการขายสินค้าให้ได้จำนวนมาก ก็ตาม

รวิศ กล่าวว่าสำหรับแผนธุรกิจเครื่องสำอางศรีจันทร์ ในปี 2566 บริษัทจะเร่งผลักดันแบรนด์ SRICHAND เป็นอีกหนึ่งซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) แบรนด์ไทย ที่ชาวต่างชาติรู้จักและให้การยอมรับ ผ่านแคมเปญการทำตลาดและสินค้าใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่อง ในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 3 คอลเล็กชัน เพื่อรองรับกำลังซื้อจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทยอยกลับมายังประเทศไทยมากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสร้างการจดจำแบรนด์ศรีจันทร์สินค้าเครื่องสำอางไทย ผ่าน 3พรีเซ็นเตอร์ คือ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ต่อเนื่องปีที่4 เพื่อสื่อสารคุณภาพแบรนด์ผลิตภัณฑ์ พร้อมเปิดตัวพรีเซ็ฯเตอร์ชายคู่แรก คือ มาย-ภาคภูมิ และ อาโป-ณัฐวิญญ์ ซึ่งจะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่พร้อมสื่อสารการตลาดกับผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่ไม่จำกัดเฉพาะเพศหญิง อีกต่อไป

โดยในปี 2566 ศรีจันทร์ จะทำตลาดเชิงรุกทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ เพื่อเข้าหากลุ่มเป้าหมายที่แตกต่าง โดยวางเป้าหมายสู่การเป็น Top of Mind แบรนด์ในใจลูกค้าที่รักและบอกต่อ

ปัจจุบันบริษัทฯ ทำตลาด 2 แบรนด์ คือ ศศิ (SASI by SRICHAND) และ ศรีจันทร์ มีสินค้ารวมกันมากกว่า 250 รายการ (SKUs) ปัจจุบันทำตลาดหลักในช่องทางออฟไลน์ แบ่งสัดส่วนเป็น 35% อยู่ในร้านค้าปลีกดั้งเดิม (Traditional Trade)

จากแผนดังกล่าวบริษัทฯ คาดรายได้ในปีนี้อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท เติบโตจากปี2565 ราว 25% มีรายได้ราว 730 ล้านบาท ส่วนในปี 2564 มีรายได้ประมาณ 530 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่ Health & Wellness สัดส่วน 30% เครื่องสำอาง และ สกินแคร์ อยู่ที่ 70% พร้อมวางเป้าหมายเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2568 เลื่อนจากแผนเดิมที่วางไว้ในปี 2566 นี้

ขณะที่ตลาดเครื่องสำอางไทย คาดมีมูลค่ารวม 1.7 แสนล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มดูแลผิว (Skincare) กว่า 60% ส่วนอีกเกือบ 40% เป็นกลุ่มสีสัน (Makeup) ประเภทต่างๆ และยังมีอัตราเติบโตต่อเนื่องทุกปี

-

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...