THE WISDOM GALA DINNER เรื่องราวเอ็กซ์คลูซีฟระดับโลกที่เต็มด้วย Passion ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น
Hello Magazine Thailand
อัพเดต 15 ต.ค. 2567 เวลา 18.17 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2567 เวลา 10.00 น. • HELLO! Magazine Thailandเดอะวิสดอมกสิกรไทย จัดงานTHE WISDOM GALA DINNER ด้วยคอนเซปต์ ‘The Legends to the New Eras’ ซึ่งสร้างสรรค์ความพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะ ด้วยการเรียงร้อยเรื่องราวการถ่ายทอด บ่มเพาะประสบการณ์จากจากรุ่นบุกเบิกสู่อาณาจักรธุรกิจระดับโลก โดย ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ให้การต้อนรับแขกคนสำคัญเดอะวิสดอมกสิกรไทย ร่วมด้วยคุณรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย
Exclusive Talk: Legacy Beyond Boundariesโดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน
เริ่มความพิเศษแรกของงานกับ Exclusive Talk: Legacy Beyond Boundaries ซึ่งเป็นธีมที่จัดเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวจากการสร้างสรรค์ของ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน
ดร.วิทย์ ได้เปิดประเด็นด้วยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในศตวรรษที่ 21 ในโลกที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจคิดว่าธุรกิจครอบครัว หรือ Family Business จะลดความสำคัญลง แต่จากการศึกษาและวิเคราะห์ พบว่าความจริงกลับตรงกันข้าม ธุรกิจครอบครัวยังคงเป็นรูปแบบธุรกิจที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก
ดร.วิทย์ ได้นำเสนอตัวอย่างที่น่าสนใจจากทั่วโลก เริ่มจากเอเชีย แบรนด์ Samsung จากเกาหลีใต้ ที่มีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจปลาแห้งสู่การเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่ง และการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ในช่วงสงครามเกาหลี ก่อนจะพัฒนาสู่อุตสาหกรรมหนักและเทคโนโลยีในยุคต่อมา นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจ Reliance Industries ของตระกูล Ambarni ในอินเดีย เป็นเจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ติดอันดับ 1 ใน 10 บริษัทชั้นนำของประเทศ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวอย่างของธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง
ในยุโรป ดร.วิทย์ ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจครอบครัวมีรากฐานที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน ALDI จากเยอรมนี เป็นเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสาขาทั่วโลก แบรนด์ Stella Artois จากเบลเยียม เป็นโรงเบียร์ที่ดำเนินกิจการมาถึง 4 รุ่น
ส่วนเครือ LVHM ของ Bernard Arnaultมหาเศรษฐีและเป็นเจ้าของอาณาจักรของแบรนด์ลักซ์ชัวรีระดับโลก ปัจจุบันเขาได้แบ่งบทบาทหน้าที่การบริหารธุรกิจให้กับลูกทั้ง 5 คนอย่างชัดเจน
ในขณะที่ธุรกิจบางแห่ง ทายาทมีความรักและความผูกพันกับธุรกิจที่บรรพบุรุษสร้างตำนานไว้ โดยยังคงเป็นเจ้าของกิจการและสามารถสืบทอดกิจการส่งต่อมาหลายรุ่น ตัวอย่างเด่นชัดคือ ‘Hermès’ เป็นธุรกิจครอบครัวที่ผ่านการบริหารงานจากลูกหลานมาแล้วถึง 6 รุ่น จากจุดเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1837 เป็นธุรกิจผลิตอานม้าและบังเหียน ที่ได้รับความนิยมในหมู่ราชวงศ์และชนชั้นสูงในฝรั่งเศส ส่วนแบรนด์ CHANEL ยังคงธุรกิจในรูปแบบบริษัทเอกชนที่ไม่ได้อยู่ในเครือแบรนด์แฟชั่นนับตั้งแต่ Coco Chanel ก่อตั้งร่วมกับ Pierre Wertheimer ซึ่งเป็นปู่ของ Gerard Wertheimer ทายาทรุ่นที่ 3 ของครอบครัวและเขายังคงสถานะเป็นเจ้าของแบรนด์ CHANEL ในปัจจุบัน ในขณะที่แบรนด์นาฬิกาหรู Panerai ที่มีจุดเริ่มต้นในเมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี ผลิตนาฬิกาให้กับกองทัพเรือ ได้เปลี่ยนผ่านธุรกิจมาอยู่ในการบริหารของกลุ่ม Richemont สวิตเซอร์แลนด์
ในขณะที่แบรนด์อุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่ติดอันดับโลกในปัจจุบัน มีหลายแบรนด์ที่ขยายอาณาจักรธุรกิจอย่างก้าวกระโดด โดยฝีมือการบริหารของทายาทรุ่นปัจจุบัน เช่น Roche บริษัทผลิตยา เวชภัณฑ์ และเทคโนโลยีชีวภาพใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ และมีขนาดธุรกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก จากผู้ก่อตั้ง Fritz Hoffmann-La Roche มาสู่การบริหารในยุคของทายาทรุ่นที่ 5 ในปัจจุบัน
กลุ่มบริษัท Boehringer Ingelheim เยอรมัน ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1885 โดย Albert Boehringer สามารถขยายธุรกิจจนก้าวขึ้นสู่ 1 ใน 20 อันดับของอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ระดับโลก ยืนหยัดธุรกิจมาได้กว่า 130 ปี เป็นธุรกิจเอกชนที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ โดยธุรกิจยังคงอยู่ภายใต้การบริหารของครอบครัว Boehringer Von Baumbach
ส่วนแบรนด์ Tetra Pak ของสวีเดนที่เริ่มต้นธุรกิจโดย Ruben Rausing คิดค้นนวัตกรรมในกระบวนการผลิต การบรรจุ และบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่มและขยายธุรกิจจนก้าวสู่เจเนอเรชันที่ 4
แม้แต่ในอเมริกา ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นดินแดนแห่งบริษัทมหาชน ดร.วิทย์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าธุรกิจครอบครัวยังคงมีบทบาทสำคัญ Walmart ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ และ Cargill ผู้ผลิตและจำหน่ายไก่แช่แข็งรายใหญ่ที่สุดของโลก ล้วนเป็นธุรกิจที่บริหารโดยครอบครัว
ดร.วิทย์ ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศที่โดดเด่นในเรื่องของธุรกิจครอบครัว ธุรกิจครอบครัวในอิตาลีส่วนใหญ่ มีความรักในธุรกิจที่บรรพบุรุษสร้างและสืบทอดต่อกันมา และไม่ต้องการให้มีผู้ถือหุ้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์หรู Molteni ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่รุ่นคุณปู่ Angelo และ Giuseppina Molteni ในปี ค.ศ. 1934 จนมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 ในปัจจุบันที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์งานฝีมือประณีตของบรรพบุรุษเอาไว้ เช่นเดียวกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์หรู GECCI ซึ่งดำเนินธุรกิจมาถึงรุ่นที่ 3 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานมาสเตอร์พีซของต้นตระกูลผสมผสานกับความมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น ส่วนแบรนด์ยางรถยนต์ Pirelli ก่อตั้งขึ้นในเมืองมิลานในปี ค.ศ.1872 ถือว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ยางที่เก่าแก่ที่สุดของโลก และปัจจุบันเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ความเป็นเอกลักษณ์ก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของธุรกิจครอบครัว ดร.วิทย์ยกตัวอย่าง Giorgio Armani ที่ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ธุรกิจตกเป็นของคนอื่น เพื่อรักษาเอกลักษณ์และแพชชั่นของแบรนด์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าธุรกิจครอบครัวไม่ปรับตัว ตรงกันข้าม ดร.วิทย์เล่าว่าธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จล้วนมีความสามารถในการผสมผสานระหว่างการรักษาคุณค่าดั้งเดิมกับการปรับตัวตามยุคสมัยได้อย่างลงตัว
ดร. วิทย์ เล่าว่า การส่งต่อแพชชั่นจากรุ่นสู่รุ่นเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญ ความหลงใหลในธุรกิจไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา แต่กลับถูกส่งต่อและพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัย นอกจากนี้ การรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการก็เป็นสิ่งที่ธุรกิจครอบครัวให้ความสำคัญมากกว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
การส่งต่อธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น จึงมีมิติมากมาย ทั้งการวางแผนส่งต่อให้กับทายาทธุรกิจ ความพยายามมุ่งมั่น เพื่อสานต่อความมั่นคงให้กับธุรกิจ ในขณะเดียวกัน การดำเนินการเหล่านั้นต้องได้รับแรงสนับสนุนทางการเงิน รวมถึงการวางแผนลงทุนเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืน
PASSION DRIVEN SUCCESSION ความรักและความภูมิใจในธุรกิจของครอบครัว ‘สุโกศล‘
ไฮไลต์สำคัญของค่ำคืนเอ็กซ์คลูซีฟ กาลา ดินเนอร์ คือ ครอบครัวสุโกศล ต้องบอกว่าโลกธุรกิจปัจจุบัน การสืบทอดกิจการครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับตระกูลสุโกศล การผสมผสานระหว่างความรักในครอบครัวและความหลงใหลในธุรกิจ กลายเป็นสูตรลับแห่งความสำเร็จ โดยคุณมาริสา สุโกศล หนุนภักดี และคุณน้อย-กฤษดา สุโกศล แคลปป์ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘น้อย วงพรู’ ได้ร่วมพูดคุยและแบ่งปันประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจครอบครัวภายใต้หัวข้อ ‘Passion Driven Succession’
คุณมาริสาเล่าว่า “แพชชั่นไม่ได้เกิดข้ามคืน มันต้องใช้เวลา ตอนแรกสาก็ไม่ได้อยากทำธุรกิจ อยากเป็นนักร้องมากกว่า แต่ตอนนั้นไม่มีใครช่วยคุณแม่ เลยได้เข้ามาทำและผ่านร้อนผ่านหนาวมากับคุณแม่ ผลพวงของการอุทิศตัวให้กับธุรกิจ คือต้องทุ่มเทจริงๆ แล้วก็เจอวิกฤตนับไม่ถ้วน พอเราเห็นความสำเร็จระดับหนึ่ง เราก็เริ่มมีความภาคภูมิใจ แพชชั่นเลยเริ่มเกิด เราสามารถรักในสิ่งที่เราทำได้ แต่ต้องใช้เวลา ถ้าเราทุ่มเทกับงานจนเห็นผลลัพธ์ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน แพชชั่นก็จะเกิดขึ้นได้”
คุณน้อยเสริมว่า “ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าจะทำงานด้านอะไร เคยเรียนการโรงแรมแค่ปีเดียวแล้วเปลี่ยนไปเรียนด้านมนุษศาสตร์ การแสดง ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะกลับมาทำธุรกิจโรงแรมกับครอบครัวซึ่งธุรกิจครอบครัวมาจากใจเรา พื้นฐานของเราที่สร้างขึ้นมาเอง“
การผสมผสานความชอบส่วนตัวกับธุรกิจ
คุณน้อยได้นำความหลงใหลในงานศิลปะมาผนวกกับธุรกิจโรงแรม “สิ่งที่สำคัญคือความยูนีค ไม่เหมือนใคร แล้วจะอยู่ได้นาน ผมอยากสร้างให้โรงแรม The Siam ไม่เหมือนใคร ต้องสร้างอะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
คุณมาริสาเสริมว่า “ครอบครัวสุโกศล จัดคอนเสิร์ตการกุศลทุกปี เพื่อมอบเงินให้สภากาชาด เป็นการผสมผสานงานโรงแรมเข้ากับเสียงเพลงและดนตรี ถือเป็นเอกลักษณ์ของครอบครัวเราไปแล้ว”
การแบ่งหน้าที่ในครอบครัว
คุณมาริสากล่าวว่า “เส้นแบ่งระหว่างการทำงานและความสัมพันธ์ในครอบครัวอาจจะไม่ชัด แต่โชคดีที่เรามีพี่น้อง 4 คน บทบาทการรับผิดชอบแตกต่างและชัดเจนว่าใครทำอะไร การทำงานไม่ซ้อนกัน ด้วยความที่ทำงานในวงการโรงแรมมานาน น้องๆ ก็จะให้ความเคารพและเชื่อใจในการตัดสินใจ”
การสร้างและถ่ายทอดแพชชั่นสู่รุ่นต่อไป
คุณมาริสาแบ่งปันว่า “คุณแม่อยากให้หลานๆ ทั้ง 8 คนมารับช่วงต่อ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมาทำธุรกิจโรงแรมหรือเหมาะกับการทำงานลักษณะนี้ เราให้เขาทำตามความฝันของตัวเองไปก่อน แต่ต้องมีความรับผิดชอบ เมื่อเขากลับมาทำธุรกิจกับที่บ้าน เราก็ต้องรับฟังเขาเยอะๆ ให้เขาทำในสิ่งที่อยากทำ อาจจะเริ่มจากรับผิดชอบโปรเจกต์เล็กๆ เมื่อเขาทำสำเร็จ เขาจะภาคภูมิใจ สร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้”
คุณน้อยเสริมว่า “สิ่งที่สำคัญสำหรับรุ่นหลานคือต้องมีความมั่นใจ ไม่ว่าคุณจะทำงานด้านไหน เราต้องมีความภาคภูมิใจ เราต้องตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน”
บทสรุป
ทั้งสองท่านสรุปว่า “ไม่ว่าครอบครัวหรือธุรกิจจะต้องมีความรัก สองคำนี้แตกออกจากกันไม่ได้ เราคือ Family Business เราผ่านวิกฤตไปด้วยกัน ช่วยกันแก้ไขปัญหา และสนับสนุนกัน“
การผสมผสานระหว่างความรักในครอบครัวและความหลงใหลในธุรกิจ ทำให้ตระกูลสุโกศลสามารถสร้างและรักษาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนมาได้หลายทศวรรษ และการบริหารธุรกิจโรงแรมประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลระดับโลก โดยล่าสุด โรงแรม THE SIAM ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ในโรงแรมที่ดีที่สุด 50 แห่งทั่วโลก ประจำปี 2024 ของ ‘THE WORLD’S 50 BEST HOTELS 2024’ และเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และรางวัลกุญแจมิชลิน 3 ดอก ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของ Michelin Guide เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จระดับโลกจากการบริหารของครอบครัวสุโกศล
ทุกช่วงเวลาภายในงานยังเต็มไปด้วยความพิเศษจากเมนูอาหารที่เป็นการคิดสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างเชฟที่เชี่ยวชาญอาหารต่างสไตล์ ต่างรุ่น ที่ประสบความสำเร็จจนถึงจุดสูงสุดระดับโลกได้รางวัลมิชลินสตาร์ติดต่อกันหลายปีซ้อน พร้อมด้วยบทเพลงเพราะๆ และโชว์พิเศษจากศิลปินระดับประเทศในธีมจากรุ่นสู่รุ่นเช่นกัน