โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

รู้เท่าทันเลี่ยงเสี่ยงภาวะโรคหัวใจวายเฉียบพลัน สังเกตก่อนสายเกินไป

อีจัน

อัพเดต 15 ธ.ค. 2565 เวลา 12.06 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2565 เวลา 12.06 น. • อีจัน

มีผู้คนมากมายที่มีอาการหัวใจวาย และต้องเสียชีวิตแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ถ้ารู้จักและเข้าอาการหัวใจวายพร้อมวิธีการรับมือก็มีโอกาสป้องกันได้ล่วงหน้า เพราะโรคหัวใจ มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะเริ่ม กว่าจะรู้อาจจะสายเกินไป ซึ่งภาวะหัวใจวาย(Heart Failure) หรือหัวใจล้มเหล เกิดจากการที่หัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงได้เพียงพอ ซึ่งความรุนแรงของโรคมีทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ดังนั้นการสังเกตอาการจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากรู้เร็วย่อมดูแลตัวเองได้ถูกวิธีและลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากหัวใจวายได้

ลักษณะอาการควรสังเกต

หัวใจวาย (Heart Failure) คืออาการของหลอดเลือดหัวใจอุดตันโดยสิ้นเชิง เกิดจากการมีลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน ซึ่งลิ่มเลือดเหล่านี้เกิดจากการที่ร่างกายมีภาวะไขมันมากเกินไปจนพอกเป็นตะกรัน (plaque) เกาะอยู่ตามผนังของหลอดเลือด เมื่อรวมเข้ากับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มากัดกินก็ทำให้เกิดเป็นกลุ่มเซลล์ที่ไม่สามารถดูดกลับเข้าไปในร่างกายได้ แต่กลับฝังตัวอยู่ในผนังหลอดเลือดแทน เมื่อเวลาผ่านไป ตะกรันนี้จะแตกตัวหรือปริออก หลอดเลือดจะพยายามซ่อมแซมตัวเอง จนเกิดลิ่มเลือดไปอุดกั้นหลอดเลือด

ถ้าเป็นการแตกตัวที่หลอดเลือดแขนงเล็ก ผู้ป่วยจะมีเพียงอาการเจ็บหน้าอก แต่ถ้าลิ่มเลือดนี้อุดตันหลอดเลือดขนาดใหญ่ก็อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้กล้ามเนื้อหัวใจเริ่มตายไป อาการอาจเป็นอยู่นานกว่า 15 นาที เมื่อเกิดอาการเจ็บเค้นหัวใจควรรีบขอความช่วยเหลืออย่าชะล่าใจ เพราะเซลกล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดมาเลี้ยงนั้นจะเริ่มตายภายในไม่กี่นาทีอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

3 อาการเตือนเสี่ยงหัวใจวาย

  • เริ่มเหนื่อยง่าย เมื่อประสิทธิภาพในการทำงานหัวใจลดลงจะมีอาการเด่นชัดโดยรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ หากมีอาการเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา เป็นสัญญาณเล็กๆที่อาจส่งผลที่รุนแรง

  • แสบแน่นหน้าอก อาการจุกแน่นลิ้นปีอาการแสบแน่นหน้าอกที่บ่งบอกว่าหัวใจขาดเลือด ส่วนใหญ่จะแน่นบริเวณกลางหน้าอก อาจมีปวดร้าวจากคอขึ้นไปกราม มีอาการตึง ๆ ชาๆ ที่หัวไหล่ไปถึงช่วงแขน รู้สึกเหมือนมีของหนักทับ หากมีอาการเหล่านี้นานเกินกว่า 20 นาที อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจลดลง

รู้สึกอึดอัดเวลานอน อาการอึดอัดเวลานอนราบอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าปริมาณน้ำในหัวใจเพิ่มขึ้นจากการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติค่อนข้างรุนแรง

ชนวนเหตุนับเวลาถอยหลัง

  • ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี

  • ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง เพราะไขมันอุดตันในเส้นเลือด หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เพราะเส้นเลือดหัวใจมีการตีบที่รุนแรง หรืออุดตันอย่างเฉียบพลัน

  • ผู้มีภาวะเครียด กดดัน พักผ่อนน้อย ทำให้ระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของหัวใจมีความผิดปกติ

  • มีภาวะอ้วนตั้งแต่เด็ก

  • สูบบุหรี่

  • นอนกรนรุนแรง มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย

  • ไม่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

โดยสาเหตุสำคัญมาจากวิถีชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพ ที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจแข็งตัว หรือตีบตัน เมื่อเส้นเลือดตีบ ส่งผลให้เลือดไม่ไปเลี้ยงหัวใจในที่สุด ดังนั้น ควรตรวจสุขภาพหัวใจ อาทิ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือ ตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (EST) หรือ ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echo) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้มีอายุตั้งแต่ 35 - 40 ปีขึ้นไป เมื่อพบว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรทำการรักษาอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติตนตามคำแนะนำแพทย์

รับมือผู้ที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งหากได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธีและทันเวลาจะเป็นการช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ส่วนผู้หมดสติให้ควรปฏิบัติ ดังนี้

  • เรียกหรือเขย่าตัวผู้หมดสติว่ายังมีการตอบสนองหรือไม่

  • ถ้าไม่มีการตอบสนอง ให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการกระตุกหรือชักเกร็งหรือไม่ หรือหายใจเฮือก หรือหยุดหายใจ ถ้ามีให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันพลัน

  • รีบโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือหน่วยกู้ชีพ หรือรถพยาบาลฉุกเฉิน และเริ่มการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานด้วยการนวดหัวใจ หรือทำ CPR เพื่อพยุงเวลาในการช่วยชีวิตผู้ป่วยให้นานที่สุด ทำให้หัวใจบีบเลือดออกไปเลี้ยงร่างกาย

วิธีการช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คือ การใช้ไฟฟ้าแรงสูงเข้าไปกระตุ้นการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติด้วยเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator หรือ AED) ใช้ตามคำแนะนำที่ติดอยู่ที่เครื่อง

ขอบคุณข้อมูล สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย , ศูนย์หัวใจ รพ.วิภาวดี , นพ. ทยานนท์ คุณาวิศรุต / แพทย์อายุรกรรมโรคหัวใจและหลอดเลือด (รพ.กรุงเทพคริสเตียน), bangpakokhospital

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...