ย้อนไทม์ไลน์ อุตฯรถยนต์ปี’67 ญี่ปุ่นปรับทัพ-รถจีนยึดหัวหาด
ปี 2567 ที่ผ่านมา สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยถือว่ามีความเปลี่ยนแปลง และอยู่ในอาการ “เมาหมัด” ต่อเนื่องมาจากช่วงปลายปี 2566 ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการเศรษฐกิจโตไม่เต็มที่ กำลังซื้ออ่อนแอ และความเข้มงวดในการให้กู้ซื้อรถยนต์ของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์หายไปเกือบ 2 แสนคัน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา “ประชาชาติธุรกิจ” เปิดไทม์ไลน์ความเคลื่อนไหวของบรรดาค่ายรถยนต์โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบทั้งอุตสาหกรรม
EV จีนดีเดย์ผลิตในประเทศ
ในช่วงปลายปี 2566 ต้นปี 2567 ค่ายรถจีนเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% จากฐานการผลิตในประเทศ ตามข้อกำหนดที่เข้ารับมาตรการส่งเสริมอีวี 3.0 เปิดจ็อบวันแรกกับ ค่ายเนต้า รุ่น เนต้า วีทู ตามมาด้วยค่ายเกรท วอลล์ มอเตอร์ กับรุ่นยอดนิยม ORA GOOD CAT จากโรงงานระยอง ฮับผลิตรถอีวีพวงมาลัยขวา และในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ค่ายเอ็มจีก็ขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่าง MG 4 จากโรงงานปลวกแดง เดินเครื่องตามแผนงาน เพื่อให้รับกับมาตรการอีวี 3.0
ตามมาด้วย ค่ายบีวายดี เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกนอกจีน บนพื้นที่ 600 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรม WHA ระยอง 36 ต.พนานิคม อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ภายใต้งบประมาณการลงทุนกว่า 35,000 ล้านบาท (รวม 9 โครงการ ทั้งชิ้นส่วนและแบตเตอรี่) โดยจะมีกำลังที่ 150,000 คัน/ปี ประเดิมรุ่นแรกกับ BYD DOLPHIN และตามมาด้วยรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด BYD SEALION 6
ขณะที่รถยนต์สัญชาติเกาหลี “เกีย คอร์ปอเรชัน” ประกาศเปิดตัว บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือจังหวะเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยประกาศกลยุทธ์ Kia Plan S กำหนดเป้าหมาย (พ.ศ. 2567-2571) จะต้องมีส่วนแบ่ง 5% ของตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล การเพิ่มการทำตลาดรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ให้มีสัดส่วนคิดเป็น 50% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด, ก้าวขึ้นสู่แบรนด์ที่มีการรับรู้สูงที่สุด 5 อันดับแรก และขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศให้เติบโตขึ้น 5 เท่าตัว และปี 2567 จะเพิ่มเป็น 26 แห่ง และในปี 2571 จะเพิ่มเป็น 100 แห่งทั่วประเทศ
มิลเลนเนียมฯ ปั้น 2 แบรนด์จีน
เข้าสู่เดือนมีนาคม มีดีลใหญ่ระหว่าง กลุ่มทุนไทย นำโดยดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ซีอีโอ บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ที่ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า บริษัท เอ็มจีซี-เอเชีย กรีนเทค จำกัด บริษัทย่อยของ MGC ได้เข้าร่วมทุนกับบริษัท อรุณ พลัส จำกัด จัดตั้ง บริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด ในสัดส่วนการถือหุ้น ฝั่ง เอ็มจีซี-เอเชีย กรีนเทค คิดเป็นร้อยละ 49.999 ของทุนจดทะเบียน
และ อรุณ พลัส คิดเป็นร้อยละ 50.001 ของทุนจดทะเบียน และบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด ได้จัดตั้งบริษัท ซี โมบิลิตี้ พลัส จำกัด (Ze Mobility Plus) เป็นผู้จัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ ZEEKR และบริษัท เอ็กซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (X Mobility Thailand) ดำเนินธุรกิจเป็นผู้จัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อXPENG ซึ่งเปิดตัวและทำตลาดในบ้านเราเรียบร้อย
ฮอนด้าผลิตรถอีวี รง.ปราจีนบุรี
และในเดือนเดียวกัน ฮอนด้าก็ประกาศเปิดสายการผลิตรถ HONDA e:N1 เอสยูวี พลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกในไทย แถมยังเป็นรถญี่ปุ่นแบรนด์แรกที่ผลิตรถยนต์อีวี ณ โรงงานฮอนด้า สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.ปราจีนบุรี นำมาอวดโฉมในงานมอเตอร์โชว์ 2024 ที่ผ่านมา แต่ Honda e:N1 คันนี้ ฮอนด้า ไทยแลนด์ ไม่ได้เปิดขายเพื่อให้ลูกค้าทั่วไปได้สัมผัส แต่เปิดให้กับฟลีตรถเช่าเท่านั้น สามารถเช่าผ่านบริษัทรถชั้นนำเริ่มต้นที่ 29,000 บาทต่อเดือน และจากการรายงานล่าสุด ฮอนด้าได้ตัดสินใจยุติไลน์ผลิตรถอีวีรุ่นนี้ไปแล้ว
VinFast ถอยทัพ
ขณะที่รถยนต์สัญชาติเวียดนาม แบรนด์ “วินฟาสต์” (VinFast) ในนามกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ “วินกรุ๊ป” ใช้เวทีงานมอเตอร์โชว์ 2024 เปิดตัวแบรนด์ เก็บข้อมูลลูกค้าไทย ขนเอารถมาโชว์ทั้งเอสยูวีขนาดเล็กรุ่น VF 3 รถยนต์นั่งรุ่น VF 5, VF e34, VF 6, VF 7, VF 8 และ VF 9 รวมทั้งรถกระบะไฟฟ้าต้นแบบ VF Wild แถมขนสื่อมวลชนชุดใหญ่ไปชมอาณาจักรโรงงานวินฟาสต์ ถึงมาตุภูมิ “เวียดนาม” นัยว่าต้องการย้ำความยิ่งใหญ่ และแสดงแสนยานุภาพ เอาแน่ตลาดเมืองไทย
หลังรับฟังเสียงสะท้อน จากรูปแบบแนวทางการทำตลาดที่จะ “ขายรถแยกกับแบตเตอรี่” จากดีลเลอร์และสื่อมวลชนที่มีโอกาสได้สัมผัสกับรถ VF 3 และ VF 5 ตั้งโรงงานในไทย อีกทั้งเผชิญกับ “สงครามราคา” จากค่ายรถจีน บวกกับการตั้งการ์ดรับน้องจากค่ายญี่ปุ่น
ส่งสัญญาณป้อแป้… ท้ายสุด “วินฟาสต์” ตัดสินใจ พับแผน ใส่เกียร์ถอย กลับบ้านไปดื้อ ๆ ทั้งที่ยัง “ไม่ทันข้ามปี”
ซามูไรถอนทัพ 2 โรงงาน
ยังไม่ทันก้าวข้ามครึ่งปีแรก ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่กลายเป็นความจริง เมื่อค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น อย่างซูบารุ ภายใต้การทำตลาดของกลุ่มตันจง (TCIL) ทุนใหญ่สัญชาติสิงคโปร์ที่ได้สิทธิดูแลกลุ่มธุรกิจซูบารุในประเทศอาเซียน-จีน ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) หยุดประกอบรถยนต์ซูบารุจากโรงงานในประเทศไทย ตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2567 เป็นต้นไป
โดยเหตุผลหลัก คือ ไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้ หลังเผชิญกับปัญหาสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและธุรกิจที่เปลี่ยนไป ทำให้รถยนต์ที่ผลิตออกมาไม่สามารถขายได้ในราคาที่เหมาะสม และบริษัทไม่สามารถควบคุมราคาจำหน่ายได้ จึงตัดสินใจหยุดการผลิต ไม่เฉพาะประเทศไทย แต่รวมถึง เวียดนาม, มาเลเซีย และกัมพูชา จะเป็นการนำเข้ามาจำหน่ายทั้งคัน (CBU) แทน
เรียกว่า ซูบารุ แบ็กทูเบสิก กลับไปทำตลาดเหมือนเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เน้นการนำเข้ามาขายเป็นหลัก
อีกค่ายเจ้าพ่อรถเล็กที่แจ้งเกิดจากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาลไทย จากโครงการอีโคคาร์กับ ค่ายซูซูกิ มอเตอร์ ที่ท้ายสุด ยุติการผลิตจากโรงงานประเทศในช่วงปลายปี 2568
โดยชี้แจงเหตุตามที่รัฐบาลไทยได้มีการส่งเสริมการลงทุนรถยนต์อีโคคาร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ในเวลาดังกล่าว ซูซูกิได้สมัครเข้าร่วมโครงการและก่อตั้ง SMT ขึ้น ในปี พ.ศ. 2554 หลังจากที่ได้รับการอนุมัติจึงได้มีการเริ่มดำเนินการผลิตขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา โดยสามารถผลิตและส่งออกได้มากถึง 60,000 คันต่อปี ทั้งนี้ ด้วยการส่งเสริมความเป็นกลางทางคาร์บอนและการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของทั่วโลก ซูซูกิได้มีการพิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระดับโลก จึงได้ตัดสินใจยุติการดำเนินการของโรงงาน SMT ภายในช่วงสิ้นปี พ.ศ. 2568 ที่จะถึงนี้
แต่ซูซูกิยังคงมุ่งมั่นและเดินหน้าทำตลาดในประเทศไทยต่อเนื่อง ด้วยการปรับแผนธุรกิจเป็นการนำเข้ารถยนต์จากโรงงานในภูมิภาคแถบอาเซียน รวมถึงประเทศญี่ปุ่น และประเทศอินเดีย และเพื่อเป็นการสนับสนุนและให้สอดคล้องในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามนโยบายของภาครัฐ บริษัทจะมีการแนะนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่าง ๆ รวมถึง HEVs เข้าสู่ตลาดในอนาคตด้วยเช่นกัน
ฮอนด้า ปิดไลน์ผลิตอยุธยา
เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2567 บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่อนจดหมายประกาศจะยุติการประกอบรถที่โรงงานพระนครศรีอยุธยา โดยจะหันมาผลิตชิ้นส่วนส่งออกแทน และจะใช้โรงงานที่ปราจีนบุรีผลิตรถเป็นหลัก เพื่อมุ่งสู่ตลาดรถยนต์ xEV โดยฮอนด้าดำเนินการพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินการผลิตรถยนต์สำเร็จรูป รวมถึงการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ xEV อย่างต่อเนื่อง โดยมีกำลังการผลิตทั้งปีแค่ 1.2 แสนคัน
จีนเปิดตัว-ตั้งโรงงานตามสูตร
ตลอดปี 2567 ที่ผ่าน ยังมีแบรนด์รถยนต์น้องใหม่จากจีนเข้ามาเปิดตัว เพื่อทำตลาดในบ้านเราอีก ไม่ว่าจะเป็นบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด กับแบรนด์ OMODA&JAECOO ที่เปิดตัวรถยนต์อีวี และประกาศแผน เตรียมตั้งโรงงานผลิตรถยนต์อีวีในประเทศไทย เช่นเดียวกับรถปิกอัพไฟฟ้าอย่าง ริดดารา (RIDDARA)
รวมทั้งแบรนด์อีวีหรูอย่าง AVATR, DANZA, HYPTEC HT, XPENG, ZEEKR และยังมีแบรนด์จีนที่ดาหน้าเข้ามาต่อเนื่อง ทั้ง JUNE YAO, LEAPMOTOR, King Long และ Geely
จากนี้ก็ยังเชื่อว่า ยังมีแบรนด์จีนดาหน้าเข้ามาทำตลาดในบ้านเราอย่างต่อเนื่อง วันนี้มี 10 แบรนด์ มีรถทำตลาดมากกว่า 40 รุ่นเข้าไปแล้ว แต่จะมีกี่รายที่เหลือ “รอด” หรือ “ร่วง” คงต้องรอดู
อีวีจีนยืดเวลาผลิตชดเชย
ปลายไตรมาสที่ 3 จากการแข่งขันที่รุนแรง และการดัมพ์ราคา จนกลายเป็นสงครามราคา มาตลอดตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 ต่อเนื่องปี 2567 ส่งผลให้ค่ายรถจีนได้ถกเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแนวทางในการดำเนินธุรกิจในไทย โดยเฉพาะสงครามราคาที่เกิดขึ้น โดยมีสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เป็นตัวกลาง
โดยเฉพาะประเด็นโครงการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสูงสุด 1.5 แสนบาทต่อคัน แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขต้องมีแผนผลิตในประเทศชดเชยการนำเข้าตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป โดยโครงการ EV 3.0 ค่ายรถต้องเริ่มผลิตคืนในปี 2567 จะต้องทำชดเชยในอัตราส่วน 1:1 คัน แต่ถ้าเริ่มในปี 2568 จะต้องผลิตคืน 1.5 คัน หากนำเข้ามา 1 คัน
ล่าสุดที่ประชุมบอร์ดอีวี ซึ่งมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบมาตรการ 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.มาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับผลิตรถยนต์ Hybrid (HEV) และ Mild Hybrid (MHEV)
และ 2.การขยายเวลาการผลิตชดเชยตามมาตรการ EV 3.0 โดยให้สามารถโอนไปผลิตชดเชยตามเงื่อนไขมาตรการ EV 3.5 และระงับการให้เงินอุดหนุนจนกว่าจะผลิตชดเชยได้ครบถ้วน โดยทั้งสองมาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสมดุลการแข่งขัน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกในทุกประเภท ในระยะยาว
หั่นเป้า 2 แสนคัน ปิกอัพฮวบ
ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยังได้ออกมาประกาศปรับเป้าผลิตรถยนต์ปี 2567 อีกครั้ง จากเดิมตั้งไว้ 1,700,000 คัน ปรับเป็น 1,500,000 คัน ลดลง 200,000 คัน แบ่งเป็น ผลิตขายในประเทศลดลงเหลือ 450,000 คัน ส่วนผลิตเพื่อส่งออกลดลงเหลือแค่ 1,050,000 คัน ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ยิ่งตกอยู่ในภาวะอึมครึม
3 ค่ายญี่ปุ่นจับมือสู้ค่ายจีน
ส่งท้ายปี ด้วยความใหญ่สะเทือนโลกยานยนต์เมื่อ 3 ค่ายญี่ปุ่น อย่าง ฮอนด้า-นิสสัน-มิตซูบิชิ ประกาศจับมือกันเพื่อที่จะเซ็นบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ ที่จะเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน ปี 2568 เพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์โตเกียว เดือนสิงหาคม 2569 และได้วางเป้าหมายผลกำไรจากการประกอบการถึง 3 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 6.5 แสนล้านบาทในอนาคต
ความร่วมมือนี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนา และทำให้เกิดการประสานกันผ่านการบูรณาการฟังก์ชั่นต่าง ๆ เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต เสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานขับเคลื่อนการดำเนินงานและสร้างรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งเพราะเป้าหมายคือการบูรณาการธุรกิจของทั้งสองบริษัท ที่แข็งแกร่งให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ค่ายรถญี่ปุ่นอย่าง โตโยต้า ซูบารุ มาสด้า ได้มีการร่วมมือกันเพื่อความแข็งแกร่งทางธุรกิจ
แต่ละเหตุการณ์ล้วนแต่ส่อให้เห็นถึงความตกต่ำของอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ทั้งผู้ผลิต ผู้ขาย จะต้องเร่งปรับตัวรับศักราชใหม่ในปีมะเส็งอย่างแข็งขัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้อนไทม์ไลน์ อุตฯรถยนต์ปี’67 ญี่ปุ่นปรับทัพ-รถจีนยึดหัวหาด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net