โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เสิ่นเมี่ยว(ย้อน)เวลาเปลี่ยนชะตา

นิยาย Dek-D

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 12.53 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 08.27 น. • เฟยเทียน
“หญิงสาวผู้ย้อนเวลากลับมาพร้อมกับ 'ระบบความรู้' ในยุคที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่าน เธอจะสามารถเปลี่ยนโชคชะตาของครอบครัว และสร้างอนาคตใหม่ได้หรือไม่?” โปรดติดตามไปพร้อม ๆ กันค่ะ

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง เหตุการณ์รวมถึงชื่อของตัวละคร สถานที่ เป็นเรื่องสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้นหากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้แต่งต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ

# โปรย

เสิ่นเมี่ยว หญิงสาวจากยุคปัจจุบัน

ได้ย้อนเวลากลับมาในร่างของตัวเองวัย 7 ขวบ ในปี 1980 ช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่

เธอได้กลับมาในช่วงที่พ่อกำลังถูกบีบบังคับให้สละตำแหน่งงานในโรงงานให้พี่ชายผู้เห็นแก่ตัว

แม่ของเธอยังคงทำงานโรงงานตัดเย็บของรัฐ โดยไม่รู้ว่าในอีกไม่กี่เดือนกำลังจะถูกปลดแบบฟ้าผ่า

เมื่อธุรกิจในครอบครัวดูไม่มีอนาคต ดังนั้นเสิ่นเมี่ยวจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง! ด้วยระบบความรู้ ที่ติดตัวมา

เธอแนะนำให้พ่อเปิดร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และพยายามเตือนแม่ให้ลาออกจากงาน เพื่อเริ่มต้นเส้นทางใหม่ เสิ่นเมี่ยว จะทำสำเร็จหรือไม่ เมื่อเหตุการณ์ที่เธอย้อนมาเริ่มจะมีผลกระทบอื่น ๆ ตามมาอีกหลายเรื่องซึ่งเธอไม่รู้ และไม่สามารถคาดเดาได้….

สวัสดีโฮสต์ คุณอยากเริ่มใหม่ไหม?

หยาดฝนเย็นเยียบปะทะใบหน้าซีดเซียวของเสิ่นเมี่ยว ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพบนจอแอลซีดีขนาดมหึมาตรงหน้าได้ฉายชัดใบหน้ายิ้มแย้มของผู้ชายคนหนึ่งที่ได้ถูกยกย่องว่าเป็นนักธุรกิจอนาคตไกล

เสิ่นตง คือชื่อของผู้ชายคนนั้นลูกพี่ลูกน้องสายเลือดเดียวกันของเสิ่นเมี่ยว เขากำลังให้สัมภาษณ์อย่างภาคภูมิใจถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ราวกับว่ามันเป็นผลงานของเขาแต่เพียงผู้เดียว

"เสิ่นตง…" เสียงของเสิ่นเมี่ยวแหบแห้ง ราวกับคนจมน้ำแล้วเพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาไขว่ขว้าหาอากาศหายใจ ดวงตาที่เคยสดใสบัดนี้แดงก่ำไปด้วยแรงโทสะและความปวดร้าว มือที่กำเศษขยะไว้แน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อสั่นระริก

ภาพอดีตหวนคืนมา ราวกับภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำในความทรงจำเธอและเสิ่นหยวน พี่ชายบุญธรรม ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างสรรค์เทคโนโลยีนี้ขึ้นมาด้วยความหวังที่จะพลิกฟื้นธุรกิจของครอบครัว

แต่แล้วเพราะความไว้ใจที่เธอมีให้เสิ่นตงผู้ที่เคยคิดว่าเป็นพี่ชายใหญ่ที่แสนดีกลับกลายมาเป็นดาบแหลมคมที่ทิ่มแทงหัวใจ

"โง่…ฉันมันโง่เอง" เสิ่นเมี่ยวพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเครือ น้ำตาหยดแรกไหลปะปนกับสายฝนที่กระหน่ำลงมา ความทรงจำถึงคำทัดทานของเสิ่นหยวนยังคงดังก้องอยู่ในหู

"พี่ว่าเธออย่าไว้ใจเขาง่าย ๆ เลยเสิ่นเมี่ยว…" แต่ตอนนั้นเธอไม่ฟัง ด้วยความเชื่อใจอย่างไร้สติ เธอจึงเล่าทุกอย่างให้เสิ่นตงฟังอย่างหมดเปลือกอีกทั้งยังมอบทุกอย่างที่สร้างมาให้กับเขา

หากถามว่าเพราะเหตุใดเธอถึงเลือกทำเช่นนี้ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกิดจากโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นในวันที่เธอเพิ่งจะอายุครบสิบเจ็ดปี อุบัติเหตุรถยนต์ครั้งนั้นพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเธอ

ไม่ว่าจะพ่อ แม่ และพี่ชายบุญธรรมที่มีอายุมากกว่าเจ็ดปี พี่ที่รักเธอและยอมเธอทุกอย่างมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าเขาจะถูกคนในครอบครัวของลุงใหญ่รังแกสารพัด ทุกคนล้วนเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกันซึ่งเขาได้เตือนเธอก่อนที่ตัวจะตาย

ความสูญเสียครั้งใหญ่ทำให้เธอเปราะบางเกินกว่าจะต่อต้านการเข้ามาฮุบกิจการของลุงใหญ่และเสิ่นตง พวกเขาแสดงละครเป็นห่วงเป็นใย ดูแลเธอในฐานะญาติผู้ใหญ่ แต่เบื้องหลังกลับวางแผนยึดครองทุกสิ่ง

กระทั่งเธอเรียนจบ ด้วยความสามารถด้านเทคโนโลยีและธุรกิจอันโดดเด่น พวกเขายังคงเก็บเธอไว้ใช้งาน แต่เมื่อทุกอย่างตกอยู่ในมือของพวกเขาอย่างสมบูรณ์

แผนการกำจัดเธอก็เริ่มขึ้น การลักพาตัว…ได้เกิดขึ้นและตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางกองขยะหลังจากหนีออกมาได้ เพื่อมองดูความสำเร็จจอมปลอมของคนที่ทรยศตัวเอง

ความเย็นเยียบของสายฝนไม่ได้ทำให้ความร้อนรุ่มในใจของเสิ่นเมี่ยวลดลงเลยแม้แต่น้อย ความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นฝังลึก ราวกับรากไม้ที่ชอนไชไปทั่วหัวใจ เธอเงยหน้ามองจอภาพอีกครั้ง ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"เสิ่นตง…เสิ่นหนาน เสิ่นฉี ฟางหลานนังป้าอสรพิษพวกแกจะต้องชดใช้" เสียงของเธอแผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปราย หญิงสาวที่นั่งอยู่ท่ามกลางกองขยะได้ตัดสินใจที่จะกระทำการบางอย่างมีดปลายแหลมวาววับในมือของเธอถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดภายใต้เสื้อมอซ่อขาดวิ่นตัวใหญ่หลังจากเธอหนีออกมาได้จากผู้ที่ลักพาตัว

สายฝนยังคงกระหน่ำราวกับฟ้ารั่ว เสิ่นเมี่ยวโซซัดโซเซไปตามบาทวิถีเปียกชื้น แสงไฟจากเสาไฟฟ้าส่องกระทบร่างชุ่มโชกไปด้วยน้ำฝนของเธอเป็นระยะ มีดปลายแหลมในมือถูกกำไว้แน่น ซุกซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าเก่ามอมแมมที่เปรอะเปื้อนโคลน

ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังทิศทางหนึ่ง ทิศทางที่คุ้นเคยแต่กลับกลายเป็นบาดแผลลึกในใจ บ้าน…บ้านที่ครั้งหนึ่งเคยอบอุ่นไปด้วยเสียงหัวเราะของพ่อ แม่ และเสิ่นหยวน บ้านที่สร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อแรงกายของพ่อเธอเอง แต่บัดนี้กลับกลายเป็นรังของพวกเหลือบไรที่เข้ามาเกาะกินทุกสิ่งทุกอย่าง

ความทรงจำในวัยเด็กผุดขึ้นมา ปู่กับย่า…คนที่เธอเคยเคารพตามคนเป็นพ่อได้เอ่ยปากบอกให้พ่อเป็นผู้เปิดประตูต้อนรับญาติเหล่านั้นเข้ามาอาศัยร่วมชายคา

ด้วยความเชื่อใจและไม่ประสีประสา พ่อของเธอไม่ได้คัดค้าน ปล่อยให้บ้านที่ควรจะเป็นวิมานของครอบครัว กลายเป็นเหมือนกงสี ที่ทุกคนต่างเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

ความขมขื่นจุกอยู่ที่อก เสิ่นเมี่ยวกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ภาพใบหน้ายิ้มเยาะของเสิ่นตง ภาพสายตาเหยียดหยามของเสิ่นหนาน ภาพความละโมบในแววตาของเสิ่นฉี และรอยยิ้มเสแสร้งของป้าสะใภ้ฟางหลาน วนเวียนอยู่ในความคิด

เท้าที่สั่นเทาค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าราวกับถูกแม่เหล็กดึงดูด ความแค้นเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้เธอยังคงเคลื่อนไหวได้ ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกไม่หยุด บ้านหลังนั้นค่อย ๆ ปรากฏเด่นชัดขึ้นตรงหน้า

แสงไฟสว่างลอดออกมาจากหน้าต่าง บ่งบอกว่าพวกเขายังคงใช้ชีวิตสุขสบายบนความทุกข์ของเธอ เสิ่นเมี่ยวหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูรั้วเก่า ดวงตาจับจ้องไปยังตัวบ้านอย่างแน่วแน่

ความลังเลเพียงเล็กน้อยที่เคยมีได้จางหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความเด็ดเดี่ยวและความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่าง…แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต

เสิ่นเมี่ยวอาศัยความมืดและสายฝนที่โหมกระหน่ำ คลานต่ำไปยังแนวพุ่มไม้รกเรื้อริมรั้ว ความทรงจำเกี่ยวกับตำแหน่งกล้องวงจรปิดที่เสิ่นหยวนเคยชี้ให้ดูในวัยเด็กยังคงแจ่มชัด เธอเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ หลบหลีกมุมอับสายตาของกล้องแต่ละตัวได้อย่างหวุดหวิด จนในที่สุดก็มาถึงด้านข้างตัวบ้าน

จากมุมมืด เธอสำรวจช่องทางเข้า และเธอจำได้ว่าหน้าต่างห้องครัวด้านหลังมักจะไม่ได้ล็อก และก็เป็นอย่างที่เธอคิดหลังจากเธอปีนเข้ามาในห้องครัวได้สำเร็จ เสิ่นเมี่ยวก็ค่อย ๆ ชะโงกหน้ามองผ่านกระจกของห้องครัวออกมาเมื่อไม่เห็นใคร

หญิงสาวก็ค่อย ๆ เปิดประตูห้องครัวที่เชื่อมไปยังส่วนอื่นของบ้านอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสียงลมฝนที่สาดซัดเข้ามาช่วยกลบเสียงบานพับที่ฝืดเล็กน้อยได้เป็นอย่างดีภายในตัวบ้านเงียบสงัด

มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟหัวบันไดที่ส่องลงมาเป็นทางยาว เสิ่นเมี่ยวอาศัยความมืดและแสงสลัว เดินอย่างระมัดระวังไปตามทางเดิน ผนังบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยรูปถ่ายครอบครัวอบอุ่น บัดนี้กลับดูเย็นชาและแปลกตา

ความทรงจำเกี่ยวกับโครงสร้างของบ้านยังคงอยู่ในหัวของเธอ ห้องนอนของเสิ่นตงอยู่ชั้นบนสุดฝั่งขวา เธอค่อย ๆ ขึ้นบันไดอย่างช้า ๆ เหยียบลงบนพื้นไม้ทีละแผ่นด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดเสียง

เมื่อมาถึงหน้าห้องนอนของเสิ่นตง เสิ่นเมี่ยวแนบหูฟังเสียงที่ลอดออกมา ภายในนั้นเงียบสนิท เขาอาจจะหลับไปแล้วก็ได้ เธอคิดพร้อมกับค่อย ๆ เปิดประตูอย่างแผ่วเบา

ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เลือดในกายของเสิ่นเมี่ยวแทบจะแข็งตัว เสิ่นตงนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง ใบหน้าอิ่มเอิบจากการดื่มสุราจนเมามายไม่ได้สติ

แต่สิ่งที่ทำให้เธอตกใจยิ่งกว่าคือร่างของสาวใช้คนหนึ่งที่เธอให้ความไว้ใจและเป็นผู้หลอกล่อเธอให้พบกับพวกค้ามนุษย์ กำลังนอนหลับอยู่เคียงข้างเขาอย่างใกล้ชิด

ความโกรธแค้นพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง เสิ่นเมี่ยวกำมีดในมือแน่น เธอตัดสินใจแล้วว่าจะจบเรื่องทุกอย่างที่นี่ เธอค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้เตียง ยกมีดขึ้นสูงเตรียมที่จะแทงลงไปบนร่างของเสิ่นตงแต่ทว่าทันใดนั้นเอง…

"อื้อ…" สาวใช้ที่นอนอยู่เคียงข้างขยับตัวเล็กน้อย ลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงีย สายตาของเธอเหลือบไปเห็นเงาร่างของเสิ่นเมี่ยวที่ยืนอยู่ข้างเตียง พร้อมกับมีดปลายแหลมวาววับในมือ

"ว้าย!" เสียงกรีดร้องดังลั่นห้อง สาวใช้รีบลุกขึ้นถอยหนีด้วยความตื่นตระหนก

เสิ่นหนานที่อยู่ในห้องนอนอีกห้องใกล้กัน สะดุ้งตื่นจากเสียงร้อง เขารีบวิ่งออกมาดู

"เกิดอะไรขึ้น!?" เสิ่นหนานตะโกนถามด้วยความตกใจ เมื่อเห็นเสิ่นเมี่ยวถือมีดอยู่ในห้องของเสิ่นตง

เขารีบวิ่งเข้ามายื้อยุดกับหญิงสาวผู้มีรูปร่างผอมบาง การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและวุ่นวาย

เสิ่นเมี่ยวพยายามที่จะเข้าถึงตัวเสิ่นตงที่ยังคงสะลึมสะลือ แต่เสิ่นหนานเข้าขวางอย่างสุดกำลัง สาวใช้กรีดร้องไม่หยุดและพยายามที่จะเข้ามาทำร้ายเสิ่นเมี่ยวด้วยความตกใจ

ในความชุลมุน เสิ่นเมี่ยวเสียหลัก ลื่นล้มไปกับพื้น มีดในมือหลุดกระเด็นไป…เสี้ยววินาทีต่อมา ความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสแล่นริ้วไปทั่วอก

เธอรู้สึกถึงความเย็นเฉียบของบางสิ่งบางอย่างที่แทงลึกเข้ามาถึงหัวใจ ดวงตาเบิกกว้างมองเห็นเงาของมีดที่คุ้นเคย…มีดของเธอเอง ที่ตอนนี้ปักลึกอยู่กลางอกของตน

ลมหายใจเริ่มติดขัด ภาพทุกอย่างเริ่มพร่าเลือน ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ท่ามกลางความมืดมิดที่กำลังกลืนกินสติสัมปชัญญะ เสียงเล็ก ๆ แสนคุ้นเคยดังแว่วเข้ามาในห้วงความคิด เสียงที่เธอไม่มีวันลืม…เสียงของเอไอที่เธอสร้างขึ้นมาเอง

"สวัสดีโฮสต์ ไม่ทราบว่าคุณอยากเริ่มต้นใหม่ไหมครับ?"

ไม่มีวัน

"อยากสิ! แม้จะให้ฉันถูกมีดแทงอีกครั้งก็ได้" เสียงกระซิบแผ่วเบาราวลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะหยุดลง ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับวูบแสงสว่างจ้ากลืนกินความมืดมิด ความรู้สึกเจ็บปวดมลายหายไป ราวกับเป็นเพียงความฝันอันเลือนราง

ภายในห้องเรียนของชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง ในขณะที่ครูหน้าชั้นกำลังดำเนินการสอนของตน ป็อก! เสียงดังของชอล์กสีขาวได้ดังขึ้นข้างศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กหญิงที่กำลังซบลงกับโต๊ะไม้เนื้อหยาบ

ผมเปียสองข้างคลายตัวเล็กน้อย ทาบทับอยู่บนหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เปิดค้างอยู่ ดวงตาเล็ก ๆ ปิดสนิท ราวกับกำลังหลีกหนีจากโลกที่วุ่นวายรอบข้าง

เสียงกระซิบกระซาบของเพื่อนร่วมชั้น เสียงครูสอนที่หน้ากระดานดำ ราวกับอยู่ไกลแสนไกล ชอล์กสีขาวแท่งนั้นกลิ้งหลุน ๆ ตกจากขอบโต๊ะไปกระแทกกับพื้นไม้

"เสิ่นเมี่ยว!" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นอย่างไม่พอใจหลังจากเขาส่งชอล์กในมือออกไปก่อนล่วงหน้า

เด็กหญิงเจ้าของชื่อสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตยังคงงัวเงียเล็กน้อย มองไปยังครูสอนคณิตศาสตร์ที่ยืนเท้าเอวมองมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ

"นี่เธอ! หลับในชั่วโมงเรียนอีกแล้วนะนักเรียนเสิ่นเมี่ยว" ครูหวังเอ่ยเสียงเข้ม ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมมากกว่าปกติชอล์กสีขาวอีกแท่งในมือถูกเคาะเบา ๆ กับฝ่ามือ

เสิ่นเมี่ยวขยี้ตาเล็กน้อยมองไปรอบห้อง เพื่อน ๆ ต่างหันมามองเธอด้วยความตกใจบ้าง ขำขันบ้าง แทนที่เธอจะรู้สึกเขินแต่ทว่ากลับกลายเป็นตกใจแทนเสียอย่างนั้น

มือเล็ก ๆ ของเสิ่นเมี่ยวยกขึ้นกุมหน้าอกแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวจะทะลุออกจากอก ดวงตากลมโตเบิกกว้าง มองสำรวจไปรอบห้องอย่างตื่นตระหนก

'นี่มัน…อะไรกัน?' ความคิดสับสนวุ่นวายอยู่ในหัว ภาพกองขยะ สายฝน ความเจ็บปวดจากคมมีดยังคงติดตรึงราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่

แล้วที่นี่…ห้องเรียน? โต๊ะไม้เก่าเก้าอี้ตัวเล็กเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังมองมาด้วยความสงสัย ครูหวังที่ยืนเท้าเอวมองเธอด้วยสีหน้าไม่พอใจ

'ฉันตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?' ความทรงจำสุดท้ายคือความเย็นเยียบที่ลามเลียไปทั่วสรรพางค์กายและเสียงของระบบเอไอที่ชวนให้เริ่มต้นใหม่ แล้วนี่คืออะไร? โลกหลังความตายเป็นแบบนี้หรือ? หรือว่า…ทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน? ฝันที่สมจริงจนน่าตกใจ

เสิ่นเมี่ยวก้มลงมองมือตัวเอง มือเล็กแสนบอบบาง มือของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ ไม่ใช่มือที่กร้านจากการทำงานหนักในภพก่อน ไม่ใช่มือที่กำมีดแน่นเพื่อหวังจะแก้แค้น

'นี่ฉัน…กลับมาเป็นเด็กอีกครั้งจริง ๆ เหรอ?' ความตกใจแล่นริ้วไปทั่วร่าง ราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต วิญญาณของเธอ…จากร่างที่กำลังจะดับสูญ กลับมาอยู่ในร่างเล็ก ๆ ในห้องเรียนนี้ได้อย่างไร? มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เกินกว่าที่เธอจะเข้าใจ

"เสิ่นเมี่ยว! ครูถามว่าเธอเป็นอะไร ทำไมถึงทำหน้าตกใจแบบนั้น?" เสียงครูหวังดังขึ้นอีกครั้ง ดึงสติของเสิ่นเมี่ยว ให้กลับมา

เด็กหญิงเงยหน้ามองครูวัยกลางคน ดวงตาของเธอยังคงเต็มไปด้วยความสับสนและความไม่เชื่อ

"ครูคะ…ตอนนี้ปีอะไรวันที่เท่าไหร่หรือคะ" คำถามนี้ทำให้หวังเหว่ยมองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

"นักเรียนเสิ่นเมี่ยว หลังเลิกเรียนเธอไปพบครูที่ห้องพักด้วยนะ" สิ้นเสียงของเขาสัญญาณบอกเวลาเลิกเรียนก็ดังขึ้น

และในขณะที่เสิ่นเมี่ยวยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่นั้น เสียงเล็ก ๆ ของเอไอที่เธอไม่เคยลืมก็ได้ดังขึ้นในหัวของเธออีกครั้ง

โฮสต์ คุณพอใจไหม

เสียงออดบอกเวลาเลิกเรียนยังคงดังสนั่น แต่เสิ่นเมี่ยวยังคงยืนงงงันอยู่กับที่ ความสับสนในหัวยังคงตีรวนราวกับพายุ อีกทั้งเสียงเอไอที่เธอยังไม่ได้ตอบคำถามก็ยังคงดังขึ้นอีกอย่างต้องการคำตอบ

พอใจมาก แต่นี่มันเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ เธอยังคงครุ่นคิดตลอดการเดินไปที่ห้องพักครู

หวังเหว่ยกำลังนั่งดื่มชาอยู่ที่โต๊ะ ใบหน้าของเขายังคงฉายแววไม่พอใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ของเด็กหญิงตรงหน้าที่กำลังเดินมาหาตน

"เสิ่นเมี่ยว แม้ว่าเธอจะไม่ตั้งใจเรียน แต่การที่เธอถามครูว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ มันไม่เกินไปหน่อยหรือ " น้ำเสียงของเขาบ่งบอกว่ารู้สึกไม่ดีเป็นอย่างมาก

เสิ่นเมี่ยวเงยหน้ามองครูหวัง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและ…ความหวังเล็ก ๆ หากสิ่งที่เธอคิดเป็นจริง ปีนี้ย่อมเป็นปี1980 เป็นปีที่ทุกอย่างยังไม่สายเกินไป

"หนู…หนูแค่ไม่ค่อยสบายค่ะคุณครู หนูจำอะไรไม่ค่อยได้" เสิ่นเมี่ยวโกหกออกไปอย่างไม่เต็มเสียงนัก

ครูหวังถอนหายใจ "ไม่สบายก็ต้องบอกครูสิ นี่เล่นหลับในชั่วโมงเรียน แถมยังถามอะไรแปลก ๆ อีก พรุ่งนี้เช้าให้ผู้ปกครองของเธอมาพบครูที่ห้องพักด้วยนะ มีเรื่องต้องคุยกัน"

คำว่าผู้ปกครองราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจเสิ่นเมี่ยว น้ำตาร้อนผ่าวเอ่อล้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ภาพใบหน้าของพ่อและแม่ในภพก่อนผุดขึ้นมาในความคิด ความสูญเสียที่เธอต้องเผชิญเมื่ออายุสิบเจ็ดปี ความเหงาและความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจ

หยาดน้ำตาหยดแรกร่วงหล่นจากดวงตาสัมผัสแก้มใสราวกับหยาดฝน ครูหวังชะงักไป มองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยความคาดไม่ถึง

"นักเรียนเสิ่นเมี่ยว! เธอเป็นอะไร ร้องไห้ทำไม?" หวังเหว่ยถามด้วยความตกใจระคนมึนงง น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนถูกความกังวลเข้าแทนที่

เสิ่นเมี่ยวไม่ตอบ เพียงสะอื้นออกมาเบา ๆ ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาในจิตใจ ทั้งความสับสน ความหวัง และความเศร้าโศกที่ฝังลึก

"นักเรียนเสิ่นเมี่ยว เธอหยุดร้องก่อน" ครูวัยกลางคนรีบปลอบประโลมเด็กหญิงตัวเล็กที่ยังคงน้ำตาไหลอาบแก้ม

"ครูไม่ได้ตั้งใจจะเรียกผู้ปกครองของเธอมาเพื่อตำหนินะ แต่จะเรียกมาชมเชยต่างหาก" คำพูดของครูตรงหน้าทำให้น้ำตาของเด็กหญิงหยุดลงคงเหลือเพียงเสียงสะอื้นแผ่วเบา

"เรื่องอะไรหรือคะ" น้ำเสียงกระท่อนกระแท่นเอ่ยถาม เสิ่นเมี่ยวนึกไม่ออกว่าในช่วงเวลานี้เธอมีเรื่องดี ดี ใดให้ครูคนนี้กล่าวชมกัน

"เรื่องที่เธอเก็บห่อเงินได้ยังไงล่ะ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งคนมาแจ้งกับครูใหญ่เมื่อสักพักนี่เอง" หวังเหว่ยรีบเปลี่ยนเรื่องทั้งที่ความจริงเจ้าตัวก็อยากจะตำหนิเด็กหญิงอีกสักสองสามประโยค แต่เมื่อเห็นว่าเธอมีสภาพแบบนี้กอปรกับเรื่องการทำความดีของเธอทำให้โรงเรียนมีชื่อเสียงดังนั้นเขาจะทำเป็นปิดตาข้างลืมตาข้างก็แล้วกัน เจ้าตัวคิด

ในระหว่างนี้ น้ำตาที่ไหลอาบแก้มของเสิ่นเมี่ยวค่อย ๆ แห้งเหือดไป เพราะได้ถูกความงุนงงเข้ามาแทน เธอพยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ที่ครูหวังกล่าวถึง ห่อเงิน…เรื่องอะไรกัน? ความทรงจำในตอนนั้นของเธอเลือนรางราวกับภาพวาดสีจาง

เด็กหญิงพยายามนึกก่อนที่จะมีภาพในอดีตค่อย ๆ ผุดขึ้นมาอย่างไม่ชัดเจนนัก…เหมือนจะมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นจริง ในตอนนั้นเธอจำได้ว่ามีคนทำเงินหล่นหาย และมีคนเก็บได้…ใช่แล้ว! เป็นเธอที่เก็บได้!

ความทรงจำเริ่มชัดเจนขึ้นเล็กน้อย เธอยังจำความรู้สึกตอนที่เจอห่อเงินตกอยู่บนพื้น จำความตกใจและความไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่ที่จำได้แม่นยำกว่านั้นคือ…หลังจากครูบอกกับคนที่บ้าน

เป็นย่า! ย่าที่เข้ามาจัดการเรื่องนี้ และสุดท้ายคำชมเชยจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงอย่างเด่นชัดและชาวบ้านทั้งหมด รวมถึงเกียรติบัตรที่โรงเรียนมอบให้ กลับตกเป็นของเสิ่นหนาน ลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่าเธอหนึ่งปี

ความรู้สึกไม่ยุติธรรมแล่นปราดเข้ามาในหัวใจดวงน้อยในทันที ในภพก่อน เธอเป็นเด็กที่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเรียกร้องอะไร ได้แต่เก็บความน้อยใจไว้ในอก แต่ครั้งนี้…มันจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

เพราะในยุคนี้ใบประกาศเกียรติคุณไม่ได้เป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว แต่ทว่ามันคือเครื่องการันตีความดี ความประพฤติและยังเป็นใบเบิกทางในการเข้าศึกษาต่อ หรือแม้กระทั่งโอกาสการทำงานในอนาคต เธอจะไม่ยอมให้ใครมาฉกฉวยความดีความชอบของเธอไปง่าย ๆ อีกแล้ว

"ครูหวังคะ…" เสิ่นเมี่ยวเงยหน้ามองครูวัยกลางคน ดวงตาเล็ก ๆ แน่วแน่ขึ้น "หนู…หนูเป็นคนเก็บห่อเงินนั้นได้จริง ๆ ค่ะ"

น้ำเสียงของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความหนักแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้หวังเหว่ยเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

"ครูรู้ เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าคนที่นำไปส่งมอบเป็นเธอไม่อย่างนั้นครูจะเรียกเธอมาและให้ไปบอกผู้ปกครองทำไม ว่าแต่ทำไมเธอต้องดูกังวลมากขนาดนั้น" หวังเหว่ยแสดงออกถึงความสงสัยระคนขบขัน

"คือ…คือว่าตอนที่หนูเก็บได้นั้นเสิ่นหนานเองก็เห็นค่ะ" เสิ่นเมี่ยวพยายามเกริ่นเข้าเรื่อง หากเป็นเมื่อชาติก่อนหลังจากกลับบ้านพอเธอพูดเรื่องนี้ออกไป

เสิ่นหนาน เจ้าเด็กคนนั้นก็โพล่งว่าตนเองก็อยู่ด้วยดังนั้นย่าผู้มีใจลำเอียงรักบ้านของบุตรชายคนโตก็เลยจัดการเปลี่ยนแปลงความดีของเธอยกให้คนอื่น เสิ่นเมี่ยวยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดจนแน่นหน้าอกไปหมด

'โชคดีที่ตอนนี้ฉันได้มีโอกาสกลับมา ฉันจะไม่ยอมให้เหตุการณ์ร้ายซ้ำรอยเดิมอีกแล้ว…ไม่มีวัน' เธอเอ่ยสาบานเงียบ ๆ ในใจ

หาวิธีรับมือ

"นักเรียนเสิ่นเมี่ยว!" หวังเหว่ยส่งเสียงเรียกนักเรียนในปกครองของตนอีกครั้งอย่างสงสัยว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับลูกศิษย์ตัวน้อยของตนกัน เหตุใดเธอจึงดูเหมือนคนใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเช่นกัน

"หนูขอโทษค่ะ ครู" เสิ่นเมี่ยวเอ่ยเสียงเศร้าหล่อนแสร้งก้มหน้าลงทำตัวสั่นคล้ายหวาดกลัวกับอะไรบางสิ่ง

"เธอเป็นอะไร! ครูแค่ถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเสิ่นหนานแค่นั้นเอง ยังไม่ได้ดุเธอเลย…แล้วทำไมเธอจะต้องตัวสั่นแบบนี้ด้วย" หวังเหว่ยขมวดคิ้ว มองท่าทางหวาดกลัวเกินจริงของเด็กหญิงตรงหน้าอย่างพิจารณา

เสิ่นเมี่ยวเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตากลมโตที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาหมาด ๆ เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง ปลายเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าอย่างยากลำบาก

"ก็…ก็เรื่องนี้หากว่าย่าของหนูรู้" เธอเริ่มพูด แต่แล้วก็เหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ที่คอ ทำให้พูดต่อไม่ออก ได้แต่ก้มหน้างุด มองปลายนิ้วเท้าตัวเองที่อยู่ในรองเท้าแตะคู่เก่าขยับไปมา

หวังเหว่ยถอนหายใจแผ่วเบา น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยถามต่ออย่างใจเย็น

"ย่าของเธอทำไม? ครูคิดว่าย่าของเธอน่าจะดีใจสิที่เห็นว่าหลานทำความดี" หวังเหว่ยเอ่ยตามความคิดตน

เสิ่นเมี่ยวอยากจะส่ายหน้าแรง ๆ แต่ทว่าเธอไม่อาจทำได้ดังนั้นจึงได้ หลุบตามองพื้นรองเท้าแตะของตนต่อไป

ดีใจน่ะหรือ? หึ ถ้าเป็นเสิ่นหนานทำสิ ย่าคงป่าวประกาศไปทั่วหมู่บ้านแล้ว เธอคิดอย่างขมขื่นในใจ แต่สิ่งที่แสดงออกไปยังคงเป็นเด็กน้อยที่หวาดกลัว

"หนู…หนูไม่แน่ใจค่ะครู…" เสียงของเธอยังคงแผ่วเบา "บางที…ย่าอาจจะคิดว่าหนูทำเรื่องยุ่งยากให้ผู้ใหญ่…"

เธอกลั้นใจ เงยหน้าขึ้นสบตาครูหวังอย่างแน่วแน่ แม้จะมีหยาดน้ำตาคลอหน่วยอยู่ก็ตาม ดวงตาคู่นั้นฉายแววของความมุ่งมั่นที่ขัดแย้งกับท่าทีหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด

"แต่…แต่หนูพูดความจริงนะคะ! หนูขอยืนยันอีกครั้ง ว่าหนูเป็นคนเจอห่อเงินนั่นจริง ๆ ในตอนนั้นหนูกลัวมาก ไม่รู้จะทำยังไง พอดีเจอคุณตำรวจเดินผ่านมา หนูก็เลยเอาไปส่งให้กับคุณตำรวจคนนั้น…เองกับมือเลยค่ะ!" น้ำเสียงของเธอหนักแน่นขึ้นในประโยคสุดท้าย ย้ำคำว่าเองกับมืออย่างชัดเจน

แววตาของครูหวังฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยที่เด็กหญิงยืนยันแบบนี้ (บางทีเด็กคนนี้อาจจะอยากให้เขารู้ว่าเป็นเธอที่เก็บได้มั้ง) เจ้าตัวคิดก่อนปล่อยผ่าน

เสิ่นเมี่ยวเห็นครูหวังนิ่งไป จึงรีบพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือมากกว่าเดิมซึ่งคราวนี้เป็นความสั่นเครือที่เกิดจากความหวังและความกลัวระคนกัน

"คุณครู…คุณครูเชื่อหนูใช่ไหมคะ? ถ้า…ถ้าอย่างนั้น คุณครูช่วยเป็นพยานให้หนูได้ไหมคะ?"

เธอกำชายเสื้อนักเรียนเก่าต่อจากญาติผู้พี่ของตัวเองแน่น มองครูหวังด้วยแววตาอ้อนวอน

"แล้วก็…ถ้าเป็นไปได้…คุณครูช่วยตามคุณตำรวจคนที่รับห่อเงินจากหนูเมื่อวาน…ให้เขามายืนยันได้ไหมคะว่าหนูเป็นคนเอาไปให้จริง ๆ ไม่ใช่พี่เสิ่นหนาน"

งานนี้คงต้องวัดใจครูหวังแล้วล่ะ ถ้าครูยอมช่วยตามพยานคนสำคัญมา เรื่องทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่…ฉันคงต้องหาวิธีอื่น แต่ยังไงฉันก็จะไม่ยอมให้ไอ้เสิ่นหนานนั้นได้ประโยชน์อย่างเด็ดขาด เธอคิดพลางจ้องมองปฏิกิริยาของครูประจำชั้น

หวังเหว่ยเลิกคิ้วสูงขึ้นอย่างประหลาดใจ ไม่ใช่แค่การยืนกราน แต่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้กลับกล้าเสนอให้หาพยานบุคคลมายืนยันความจริง นี่ไม่ใช่เรื่องที่เด็กขี้กลัวหรือเด็กที่โกหกจะกล้าพูดออกมา

"เธอบอกครูได้ไหมว่าทำไมต้องพูดถึงเสิ่นหนาน จะว่าไปเขาก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้" หวังเหว่ยรู้สึกกังขาดังนั้นเจ้าตัวจึงได้เอ่ยถามออกมาทันที

"ครูคะ เอาไว้ครูทำตามที่หนูบอกครูก็จะรู้เองค่ะ เรื่องในบ้านบางครั้งหนูก็พูดมากไม่ได้ แต่หนูรับรองได้ว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้ครูก็จะเข้าใจทั้งหมดเอง" เสิ่นเมี่ยวตอบคำถามโดยไม่หลบเลี่ยงสายตาของครูที่กำลังมองเธอด้วยท่าทางเด็ดเดี่ยวผิดแผกจากทุกครั้ง

หวังเหว่ยถอนหายใจยาว มองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อน แต่กระนั้นเขาก็รับปากเพราะถึงอย่างไรเสิ่นเมี่ยวก็เป็นนักเรียนของตน

"เอาล่ะ…ครูจะลองสอบถามไปทางสถานีตำรวจดูว่าใครเป็นคนเข้ารับแจ้งเรื่องนี้เมื่อวาน แล้วจะลองเชิญเขามาที่โรงเรียนเพื่อยืนยันเรื่องนี้อีกที"

รอยยิ้มกว้างอย่างแท้จริงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเสิ่นเมี่ยวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เธอฟื้นคืนสติขึ้นมา

"ขอบคุณค่ะครู!" เธอประสานมือค้อมตัวลงให้ครูตรงหน้าอย่างนอบน้อมซ้ำ ๆ ด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด

"อืม ๆ กลับบ้านไปได้แล้วและอย่าลืมทำการบ้านด้วยล่ะ" หวังเหว่ยบอก แม้จะยังรู้สึกมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเล็กน้อยก็ตาม

"ค่ะ! ลาก่อนค่ะครูหวัง" เสิ่นเมี่ยวตอบรับเสียงใส ก่อนจะวิ่งออกจากห้องพักครูไปด้วยหัวใจพองโต…ก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!

หวังว่าแผนการของฉันจะสำเร็จไปด้วยดี เธอคิดอย่างร่าเริงพลางวิ่งไปตามโถงทางเดินและมุ่งไปทางประตูโรงเรียนด้วยหัวใจเปี่ยมสุขระคนคาดหวัง

ในระหว่างที่เธอกำลังวิ่งโดยไม่ได้มองใครอยู่นั้นเพราะใจของเธอกำลังจดจ่ออยู่กับการกลับบ้าน บ้านที่มีพ่อแม่และพี่ชายแม้ว่าบ้านหลังนั้นจะเปรียบดั่งรังงู ถ้ำหมาป่าก็ตาม

"น้องสาว!" เสียงเรียกนี้ทำให้เท้าของเสิ่นเมี่ยวชะงักงันอยู่กับที่ หัวใจดวงน้อยที่กำลังเต้นรัวด้วยความสุขและความหวัง กระตุกวูบอย่างรุนแรง

เสียงทุ้มนุ่มอันคุ้นเคยที่แฝงความอ่อนโยนนั้น… เสียงที่เธอคิดว่าจะไม่มีวันได้ยินอีกแล้วในชีวิตนี้… เสียงของพี่ชายที่เธอรักสุดหัวใจ

ราวกับต้องมนตร์สะกด ร่างเล็ก ๆ ของเธอแข็งค้างอยู่กับที่ ความร่าเริงก่อนหน้าจางหายไปทันที ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาจนจุกอก ทั้งตกใจ ดีใจเหลือล้น และไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียกเพราะกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงภาพลวงตาการกระทำของเธอคล้ายเนิ่นนานราวกับเวลาทั้งโลกหยุดหมุน ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างเมื่อเธอเห็นใครคนหนึ่งห่างออกไปไม่ไกลนัก

ใต้ร่มเงาของต้นแปะก๊วยใหญ่หน้าประตูโรงเรียน ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวซีดจางแต่สะอาดสะอ้านกับกางเกงขายาวสีดำกำลังยืนโดดเด่นอยู่ตรงนั้น

ใบหน้าหล่อเหลาที่ยังเจือเค้าความเยาว์วัย แต่แฝงแววสุขุมและอบอุ่นเกินตัว กำลังประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง…รอยยิ้มที่เหมือนแสงตะวันในวันที่มืดมนที่สุด รอยยิ้มที่เธอจดจำได้ทุกรายละเอียด…รอยยิ้มของเสิ่นหยวนพี่ชายบุญธรรมของเธอ

มือข้างหนึ่งของเขากำลังโบกให้เธอ อย่างที่ชอบทำ ดวงตาเรียวคมทอประกายอ่อนโยนและเอ็นดูอย่างเต็มเปี่ยม

"หยวนเกอ!" เสียงที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากเล็ก ๆ นั้นแทบจะไร้สุ้มเสียง มันสั่นเครือและแผ่วเบาราวกระซิบ กำแพงความอดทนและความเข้มแข็งที่เธอพยายามก่อขึ้นพังทลายลงในเสี้ยววินาที

หยาดน้ำใสเอ่อรื้นขึ้นมาในดวงตาอีกครั้ง บดบังภาพตรงหน้าจนพร่ามัว ไม่ใช่ความฝัน! หยวนเกอยังอยู่! เขายังมีชีวิต! เขายืนยิ้มรอเธออยู่ตรงนั้น

ความตื้นตันใจอย่างสุดซึ้ง ความโล่งอกอย่างมหาศาล พุ่งเข้ากระแทกหัวใจดวงน้อยอย่างรุนแรง ขาของเธอออกตัววิ่งสุดฝีเท้า พุ่งตรงไปยังร่างสูงโปร่งที่เปรียบเสมือนหลักยึดเพียงหนึ่งเดียวในความทรงจำอันแสนโหดร้ายหลังจากการลาจากของพ่อแม่

"พี่!"

เสียงตะโกนดังลั่นออกมาจากลำคอพร้อมกับน้ำตาที่ทะลักราวกับทำนบแตก ร่างเล็ก ๆ พุ่งเข้าปะทะอกของเสิ่นหยวนอย่างแรงจนเขาส่งเสียงร้อง "โอ๊ะ!" ออกมาและเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

สองแขนสั้น ๆ ของเสิ่นเมี่ยวโอบกอดรอบเอวสอบของพี่ชายไว้แน่นเท่าที่จะทำได้ พลางซบใบหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาและน้ำมูกลงบนเสื้อของเขาอย่างไม่คิดจะอายใคร เสียงสะอื้นไห้ดังระงมจนตัวสั่นโยน

เสิ่นหยวนตกใจกับท่าทีที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของน้องสาว เขายืนนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนที่วงแขนแข็งแรงจะโอบกอดร่างของเธอที่สั่นเทานั้นเอาไว้แน่น ลูบแผ่นหลังบางอย่างอ่อนโยนและปลอบประโลม

"เมี่ยวเมี่ยว! ใจเย็น ๆ ก่อน เป็นอะไรไป? เกิดอะไรขึ้นหรือโดนใครรังแกรีบบอกพี่มา" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตกใจระคนเป็นห่วงอย่างแท้จริง

เสิ่นเมี่ยวไม่ได้ตอบ เธอทำเพียงแค่กอดเขาแน่นขึ้นไปอีก สูดดมกลิ่นกายอันคุ้นเคย กลิ่นแดดจาง ๆ ผสมกับกลิ่นสบู่ราคาถูกที่พี่ชายใช้เป็นประจำ…กลิ่นของความจริง กลิ่นของชีวิต กลิ่นที่ยืนยันว่าทุกอย่างยังไม่สายเกินไป

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...