โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดตัวลูกเมีย จา พนม เล่าปัญหาชีวิตรักทางไกล 13 ปี ต้องอดทน เจอกันแค่ปีละ 3 เดือน

The Bangkok Insight

อัพเดต 29 พ.ย. 2566 เวลา 05.23 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2566 เวลา 05.14 น. • The Bangkok Insight

เปิดตัวลูกเมีย จา พนม เล่าปัญหาชีวิตรักทางไกล 13 ปี ต้องอดทน เจอกันแค่ปีละ 3 เดือน พร้อมเคลียร์ข่าวเมาท์ เตรียมออกจากวงการจริงไหม?

นักแสดง นักบู๊ ที่ดังไกลถึงฮอลลีวูด จา พนม หรือ โทนี่ จา ที่วันนี้จะมาเปิดตัวภรรยาครั้งแรก บุ้งกี๋ ปิยรัตน์ พร้อมเผยเส้นทางความรักกว่า 13 ปี ชีวิตคู่เป็นรักทางไกล เจอกันแค่ปีละ 3 เดือน ถึงขั้นภรรยาต้องเอ่ยปากเป็นเมียโทนี่ จา ต้องอดทน ผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่องOne31 ที่มี หนิง ปณิตา และชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกร

ล่าสุดเพิ่งคว้า 3 รางวัลกับ 3 เวทีใหญ่ระดับโลก เห็นว่ารางวัลนี้เทียบเท่ากับออสก้าเลย ?

จา พนม : ทั้ง 3 รางวัลนี้เรามอบเป็นของขวัญให้กับคนไทย เป็นรางวัลที่ผมก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าผมจะมีโอกาสได้ไปอยู่ ณ จุดนั้น คือรางวัล สตาร์ออฟเดอะเยียร์ คือเป็นดาวเด่นแห่งปี เวทีที่ 2 จะเป็นรางวัล สตาร์เอ้าท์สแตนดิ้ง เอเซียน อาร์ทติส 2023 แล้วก็มีรางวัลที่ 3 เป็นรางวัล เดอะ บรูซ ลี อวอร์ด นี่คือสูงสุดแล้ว ถ้ามองในมุมคนทำแอคชั่น

เขาใช้เกณฑ์อะไรในการมอบรางวัล ?

จา พนม : เราคงแปลกมั้งครับ อาจจะเป็นอัตลักษณ์ของเรา ซึ่งเป็นของคนไทย

วันนั้นพี่กระทบไหล่ดาราฮอลลีวูดมากมาย โมเมนต์ไหนประทับใจที่สุด ?

จา พนม : ต้องบอกเลย ต่างภาษา ต่างเชื้อชาติ ต่างประเทศ ต่างวัฒนธรรม แต่ ณ ตรงนี้มาอยู่รวมกัน เราคือพี่น้องกัน เขามีมิตรไมตรีให้กับเรา เป็นโมเมนต์ที่เขามาแสดงความยินดีกับเรา มาพูดภาษาไทยด้วย

วันนั้นพี่ไปสร้างพลังของซอฟพาวเวอร์ ชุดไปงานก็กึ่ง ๆ มีผ้าไทย แล้วเห็นว่ามีที่ระลึกไปให้บรรดาซุป'ตาร์ที่มางานด้วย ?

จา พนม : เป็นชุดที่ภรรยาดีไซน์ให้ ต้องมีความเป็นเอกลักษณ์ของไทย มันบ่งบอกว่าเรามาจากไหน ซึ่งผมเอาพระพรหม ตะกรุด เครื่องรางของขลัง

พี่จาบอกว่ากว่าจะมีถึงวันนี้เป็นเพราะพี่เชื่อฟังภรรยา จริง ๆ พี่เกรงใจหรือกลัว ?

จา พนม : กลัวครับ กลัวเขาจะไม่สบายใจ กลัวเขาไม่มีอะไรกิน กลัวเขาจะนู้นจะนี่ กลัวเขาจะเป็นห่วง

ตอนพี่จาได้รางวัล คุณภรรยาก็บินไปให้กำลังใจถึงที่ด้วย ?

บุ้งกี๋ : ค่ะ ไปด้วยกัน ก็ดูแลแต่งหน้า ทำผม แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ เขากลัวเราจะเสียใจมากกว่า ไม่ดุค่ะ

วันนี้พอเขาทำความฝันเขาสำเร็จตามเป้าที่วางไว้ พี่บุ๋งกี๋รู้สึกยังไงบ้าง ?

บุ้งกี๋ : ภูมิใจมากค่ะ บางที บางครั้งก็ช่วยกันคิด เราก็ช่วยตัดสินใจในหลาย ๆ เรื่อง มันมีเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาเยอะนะ บางทีเราตัดสินใจคนเดียวมันอาจจะไม่ดีพอ แต่ช่วยกันคิดทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยกัน

คู่นี้แต่งงานอยู่กินกันมา 13 ปี แต่พี่จาไปทำงานต่างประเทศร่วม 10 ปีแล้ว ?

จา พนม : ร่วม 10 ปีแล้วครับ

ปีนึงจะได้เจอกับพี่บุ๋งกี๋ 3-4 เดือนเท่านั้น ?

จา พนม : ครับประมาณนั้น

ความห่างเป็นผลกับจิตใจเราบ้างไหม ?

บุ้งกี๋ : มีเหงาบ้าง คิดถึงกันบ้าง แต่ก็มีวิดีโอคอลคุยกัน แต่สำคัญเลย คือความเข้าใจ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเขาทำงาน ด้วยงานและสถานที่มันคนละเวลากัน

ตอนนั้นลูกสาวคนโต 1 ขวบ พี่จาก็ต้องบินไปทำงานนาน 3 เดือน ?

จา พนม : ใช่ครับ ถามว่าคิดถึงลูกไหม แน่นอนครับ เขากำลังน่ารัก เราอาศัยช่วงเบรกงานวิดีโอคอลมา มันก็ทำให้คลายความคิดถึงไปได้บ้าง

ณ วันที่พี่จาตัดสินใจไปทำงานที่ต่างประเทศ ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าไปแล้วมันจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า เชื่อว่ามันต้องเป็นการตัดสินใจที่หนักหน่วงที่สุด ตอนนั้นคุยกันยังไง ?

บุ๋งกี๋ : ด้วยความสามารถและด้วยโอกาสที่มันเข้ามา ก็ควรที่จะต้องตัดสินใจ ต้องไปทำตรงนั้น มันไม่ใช่ตลอดไป มันเป็นแค่ช่วงเวลานึงสั้น ๆ

ย้อนไปช่วงที่ตัดสินใจว่าจะไปแน่ ๆ ชีวิตช่วงนั้นหนักหน่วงเหมือนกัน ทั้งข่าวสารพัดอย่าง บางที่เขียนว่า เหมือนพี่อกตัญญูกับค่ายเก่า บางที่บอกว่า พี่จาติสท์ คุยลำบาก มีโลกส่วนตัวสูง แล้วบวกกับต้องไปแบบนี้ด้วย มันทำให้เกิดปัญหากับพี่ 2 คนไหมในการแก้ปัญหา ?

จา พนม : ผมโชคดีมากที่มีครอบครัวและภรรยาที่ซัพพอร์ตผม ในที่นี่เราทำคนเดียวไม่ได้ ข้างหน้าต้องซัพพอร์ต มันคือความไว้ใจเลยเกิดความมั่นใจที่จะโฟกัสเดินไปข้างหน้า เพราะเรารู้ว่าไปข้างหน้าเราทำเพื่ออะไร

คู่นี้เขาให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตอนนั้นก็มีแฟนคลับที่เป็นสาว ๆ เข้ามาหาพี่จาเยอะเหมือนกัน ?

จา พนม : ก็เป็นเรื่องธรรมดา แฟนคลับก็มี แต่เราในเรื่องของการทำงาน เรามีหน้าที่ที่ต้องทำ ผมเชื่อว่าการทำแอคชั่นมันไม่ได้ง่าย ๆ นะครับ มันต้องใช้พลังอย่างมาก และต้องทำให้คนเชื่อ โดยเฉพาะต่างประเทศเขายอมรับอะไรที่ยากมาก ๆ เราคิดว่าเราไปทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ได้ออกนอกลู่นอกทาง ด้วยสังคมมันก็มี แต่เราโฟกัสในหน้าที่การงานของเรา

เห็นบอกว่ายึดหลักธรรมะ ?

จา พนม : ก็มันเป็นกำลังใจ ไปต่างประเทศผมเอาเครื่องรางของขลังไปให้เพื่อน ทำไมเราถึงทำบุญ เพราะบุญคือกำลังใจ เราทำในสิ่งที่ดีนะ เราคิดบวกกับตรงนี้มันเลยเป็นพลังให้เรา

คือโฟกัสแต่เรื่องงาน เรื่องสาว ๆ อยู่ข้าง ๆ อย่ามายุ่งกับฉัน ?

จา พนม : แบบนั้นเราอาจจะไม่อิน

แล้วเวลาลูกถามหาพ่อ พี่บุ๋งกี๋จัดการยังไง ?

บุ้งกี๋ : ก็อธิบายด้วยเหตุผล ทุกอย่างภาพมันเห็นอยู่แล้ว คุณพ่อไปทำงานนะ เดี๋ยวเสร็จงานคุณพ่อกลับบ้าน

เคยมีจุดที่เห็นน้ำตาลูกแล้วไม่ไหว อยากกลับบ้านไหม ?

จาพนม : มีโมเมนต์ที่แบบอยากกลับบ้าน คิดถึงอาหารไทย คิดถึงลูก คิดถึงครอบครัว คิดถึงเมืองไทย มีฟีลลิ่งนี้ แต่ก็ทำไม่ได้ เราต้องโอเค เรามาทำหน้าที่ตรงนี้

คุณแม่แอบดุ ตีลูกบ้างไหม ?

บุ้งกี๋ : จริง ๆ เด็กไม่ได้เรียบร้อยตลอดเวลา เด็กก็จะมีงอแงบ้าง บางทีก็ไม่เข้าใจบ้าง ก็จะบอก มีความรู้สึกว่าเราบอกด้วยเหตุผล แต่ถ้าพูดไม่รู้เรื่องจริง ๆ ก็มีแอบตีบ้าง

พี่จาอยากให้ลูกเป็นนักบู๊เหมือนเราไหม ?

จา พนม : ผมไม่ได้คิดบังคับลูกว่าลูกต้องเป็นอะไร เมื่อเขาพร้อม เขาจะฉายแววมาเองว่าเขาชอบอะไร พร้อมที่จะสนับสนุนเขา

แล้วการดูแลภรรยา ?

จา พนม : ก็เราเป็นสามี ก็ดูว่าเขาต้องการอะไร เราพร้อมที่จะสนับสนุน มาดูว่าความต้องการขนาดไหน

พี่บุ๋งกี๋บอกว่าการเป็นภรรยา จา พนม ต้องอดทน ?

บุ้งกี๋ : เขาก็ติสต์เหมือนกันนะคะ บางทีเขาก็จะไม่พูด บางวันเขาก็เงียบไปเลยทั้งวัน แล้วเขาอยู่แต่ในห้องทำงาน ดูหนัง ทำงานแบบนั้นทั้งวันไม่ทานข้าวก็มีบ้าง

ไม่ค่อยได้คุยกันบางทีก็เดาอารมณ์ไม่ถูก ?

บุ๋งกี๋ : ใช่ บางทีลูกบ้าง จะไปรับลูกที่โรงเรียน แต่ตอนเช้าทุกวันเราจะต้องไปส่งลูกด้วยกัน แล้วเขาก็จะติสท์

แล้วพี่ทำยังไง ถ้าวันนี้ทั้งวันเขาดูหนังไม่คุยกับเรา ?

บุ้งกี๋ : เมื่อก่อนก็หงุดหงิดเหมือนกันนะ เรียกก็ไม่ทำอะไรเลย แต่พอหลัง ๆ ชิน โอเคไม่ต้องทะเลาะกัน เธอทำไป ฉันก็ไปทำหน้าที่ของฉัน

จริงไหมพี่จา ?

จา พนม : อันนี้ต้องยอมรับความจริงครับ เราเป็นคนแบบว่า ลึก ๆ เราต้องการความสงบ เพราะเราทำงานที่ค่อนข้างจะเสี่ยงสูง บางที บางอย่างมันพูดกับใครไม่ได้ บางทีเราต้องใช้การดีลีทแล้วนิ่ง ๆ คนเดียว แต่เราพยายามที่จะปรับนะให้มันลดลงมา

พี่รู้ไหมว่าภรรยาพี่แอบน้อยใจอยู่ลึก ๆ แล้วใช้วิธีเงียบไป ?

จาพนม : รู้ครับ ก็พาเขาไปช้อปปิ้ง ไปเที่ยว

เปย์เยอะไหม ?

บุ้งกี๋ : เราก็เลือกเอาที่เหมาะสม

จา พนม : การเซอร์ไพรส์ก็มีบ้าง แต่ต้องขอบคุณภรรยา เราไม่ได้เก่งไปทุกอย่าง เราโฟกัสเรื่องเดียว แต่ผู้หญิงโฟกัสหลายเรื่องได้ ดูแลแทนเราในสิ่งที่มันจุกจิก ๆ

มีช่วงนึงที่พี่หายหน้า หายตาไป คุณบุ้งกี๋ก็ติดต่อไม่ได้ ?

บุ้งกี๋ : ถ้าเป็นช่วง 10 ปีที่แล้วยังไม่ได้เจอกัน แต่จะมีช่วง 5 ปีที่แล้ว

จา พนม : ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมต้องย้ายเมือง แล้วนั่งเครื่องบินส่วนตัว เป็นเครื่องบินเล็ก ประมาณ 4-5 คนกับโปรดิวเซอร์ แล้วผมก็ไม่ได้บอกทีมงาน คลื่นมันขาดหายไปเลย ไม่มีสัญญาณ โทรศัพท์ใช้ไม่ได้ แล้วผมประสบอุบัติเหตุไม่ได้เล่า ไม่ได้บอกครอบครัว มันมีอยู่ฉากนึงที่ผมจะต้องแอคชั่นที่โขดหินในถ้ำ ผมกระโดดเตะจากที่สูง แล้วข้อเท้าเสียงดังก๊อก ทุกคนในกองได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ทุกคนตกใจมาก เราขยับขาไม่ได้ พักกอง เรียกรถพยาบาลหามผมไปที่โรงพยาบาลทั้งชุดมอนสเตอร์ฮันเตอร์ พอไปถึงโรงพยาบาล หมอก็ตกใจ ดูหน้ามีเลือดเต็มไปหมด ผมเลยบอกว่าไม่ใช่หน้าแต่บาดเจ็บที่เท้า แต่ผมไม่บอกครอบครัว

พี่จาจะออกจากวงการไหม ?

จา พนม : คงไม่ครับ ตอนนี้หลักสี่แล้ว จะสู่พระราม 5 ก็ไม่คิดว่าจะออก เพราะว่า เรามีอะไรจะต้องทำอีกเยอะ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...