โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 06 พ.ย. 2566 เวลา 03.11 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2566 เวลา 03.11 น. • วริษา Alone
“ลืมตาอีกทีฉันดันทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยงจอมโหดซะงั้น”

ข้อมูลเบื้องต้น

"จิวฉิง" หญิงสาวที่ต้องดิ้นรนหาเงินเพื่อการดำรงชีวิตให้ผ่านไปได้แต่ละวันก็ต้องมาพบเจอเรื่องที่ไม่คาดคิด เมื่อนางได้ทะลุมิติไปอยู่ในร่างของฮูหยินผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยงโหดร้าย เพราะนางได้เลี้ยงดูแลบุตรแฝดของบุรุษที่นางรัก แถมเด็กๆนั้นก็เป็นบุตรของเพื่อนรักของนางเช่นกัน แต่เมื่อนางทำเช่นไรก็ไม่เคยได้หัวใจของเขานางจึงได้ทำร้ายรังแกเด็กเพราะเวลาเห็นใบหน้าของเด็กๆนั้นก็พลอยให้นางได้เห็นเพื่อนรักของนางเช่นกัน

แต่เมื่อจิวฉิงเข้ามาอยู่ในร่างของหานเสี่ยว์ นางจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างนางจะเป็นมารดาที่ดีรักและดูแลเด็กๆอย่างดี จุดประสงค์ที่นางทำเช่นนั้นเพราะต้องรอคอยเวลากลับโลกของตนเอง เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลินางจะได้หวนกลับอีกครั้ง จากนี้ไปนางจึงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่ทว่าก็ไม่ได้เป็นเช่นดั่งที่นางคาดหวังเพราะ สตรีอีกนางที่แอบรักเหิงเยว์ได้เข้ามาก่อกวนเพื่อกำจัดนาง เรื่องราวจะเป็นอย่างไรติดตามต่อได้นะคะ

ฝากกดติดตาม + กดหัวใจ + เข้าชั้น เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยนะคะ

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้แต่งตามความเข้าใจของนักเขียนเท่านั้น ไม่ได้อิงตามประวัติศาตร์อาจจะมีบางช่วงบางตอนที่ไม่สมเหตุสมผล

ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ทะลุมิติ

บทที่ 1 ทะลุมิติ

ในฤดูใบไม้ผลิหญิงสาวคนหนึ่งก็ยังคงจะไปทำงานตามหน้าที่ของตนเอง แถมช่วงนี้ร่างกายของเธอก็ไม่ค่อยแข็งแรงเนื่องจากทำงานอย่างหนักเพื่อเก็บเงินไว้ใช้จ่าย ตั้งแต่เล็กจนโตเธอไม่เคยสุขสบายสักวันเพราะฐานะที่ยากจนทำให้เธอต้องขยันมากกว่าคนอื่นๆ จนตอนนี้เธออายุ 28 ปีมีงานประจำที่เงินน้อยนิดหักค่าห้องค่าใช้ส่วนตัวแถมยังต้องส่งไปให้ย่าที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอได้หางานเสริมทำเพื่อื่เพิ่มรายได้ ยิ่งตอนนี้ย่าไม่ค่อยสบายเพราะเริ่มอายุเยอะเธอจึงต้องหาเงินให้มากๆ เพื่อให้ย่าได้ซื้อยากิน โดยไม่สนเลยว่าตนเองนั้นแทบจะไม่ได้พักผ่อนด้วยซ้ำ

“นี่เธอมาทำงานทำไมไม่ดูเวลาบ้าง มาทำงานทีหลังคนอื่นแถมยังมาสายบ่อยๆ อย่างนี่ฉันจะแจ้งที่ทำงานของเธอให้จัดการไล่เธอออก” เจ้าของห้องที่ว่าจ้างเธอได้ดุด่าเพราะวันนี้เธอได้มาสายเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เธอทำได้เพียงก้มหัวลงเพื่อขอโทษ

“ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะที่มาเข้างานสาย ต่อจากนี้ฉันจะไม่มาสายอีก อย่าแจ้งเจ้านายฉันเลยนะคะ วันนี้ฉันจะทำงานล่วงเวลาที่คุณจ่ายให้นะคะ” เจ้าของห้องเมื่อได้ยินว่าไม่ต้องจ่ายเพิ่มหากทำงานเลยเวลาทำให้เธอยิ้มดีใจและไม่ว่าอะไรเธอต่ออีก

“ก็ได้ๆ ฉันเห็นว่าเธอขอร้องหรอกนะ แต่ถ้ามีครั้งหน้าฉันจะโทรไปหาเจ้านายเธอทันที รีบเข้าไปทำสิวันนี้ฉันจะออกไปข้างนอกหวังว่ากลับมาห้องของฉันจะสะอาดนะอย่าลืมเอาขยะไปทิ้งให้ด้วย” พูดจบเธอก็ได้เดินออกไป ส่วนหญิงสาวก็ได้เดินเข้าไปทำงานของเธอด้วยความชินชา ทำงานเสร็จเธอก็หอบร่างกายที่เหนื่อยล้ากลับห้องพัก

“เฮ้อ! เมื่อไหร่ชีวิตฉันจะสบายเสียที” เธอบ่นพึมพำอย่างที่เคยพูดให้ทุกๆ วัน ก่อนจะยกถุงขยะทิ้งใส่ถังขยะข้างทาง เดินร่องรอยไปเรื่อย ๆ ตามถนน จนกระทั่งเธอเห็นสะพานข้ามแม่น้ำด้านหน้ามีงานเทศกาลเธอจึงได้ตัดสินใจไปดูก่อนที่จะกลับห้อง เธอเดินมาใกล้ๆ ก็เห็นการแสดงมากมายของขายตามข้างทางก็เยอะมากๆ

เป็นเทศกาลปล่อยโคมไฟที่ชาวเมืองนี้มักจะมาร่วมเทศกาลนี้อย่างคึกคื้น เธอได้ซื้อโคมไฟมาลอยเพื่อขอพรต่อสวรรค์ให้นางพบเจอชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อเธอปล่อยโคมไฟก็ได้ยืนดูโคมไฟที่กำลังลอยขึ้นบนฟ้าอย่างช้าๆ แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อมีเด็กวัยรุ่นกำลังหยอกล้อกัน จนชนเข้าที่หลังของเธอทำให้เธอพลัดตกจากสะพานสู่แม่น้ำ

เธอตะโกนร้องขอความช่วยเหลือสุดเสียงแต่ทว่าไม่มีใครช่วยเหลือเธอแม้สักคน ชีวิตของเธอช่างน่าอนาจแม้กระทั่งเธอกำลังตกอยู่ในช่วงที่อันตรายของชีวิตกลับไม่มีใครช่วยเธอเลย เธอจึงหลับตายอมรับความตายหากนี่เป็นสิ่งที่สวรรค์ลิขิตมา

ภายในห้องที่กว้างใหญ่ มีเสียงเด็กๆ ทั้งสองคนส่งเสียงเจี้ยวจ้าว จ้องมองร่างที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้นางต้องมานอนอยู่เช่นนี้

“ท่านพี่ ท่านพี่นางจะเป็นอันใดหรือไม่ “เสียงเล็กแหลมเอ่ยถามเด็กชายที่สูงกว่าตนเองเล็กน้อย

“ท่านพ่อบอกว่านางไม่เป็นอันใด เจ้าอย่าได้กลัวไปเลยหากนางฟื้นขึ้นมาข้าจะเป็นผู้รับผิดเพียงผู้เดียว ” เด็กชายตัวเล็บจับน้องสาวเข้ามาโอบกอดเพราะตอนนี้ร่างของนางสั่นกลัวจนเห็นได้ชัด เขาเองก็หวาดกลัวสตรีที่นอนอยู่บนเตียงเช่นกันเพราะนางเป็นแม่เลี้ยงโหดร้ายชอบรังแกเฆี่ยนตีทั้งสองเรื่อยมา จนวันนี้ที่ทั้งสองมิอาจทนให้นางรังแกได้ ด้วยความที่ทั้งสองยังเป็นเด็กความคิดของทั้งคู่มีเพียงอยากทำให้นางเลิกหยุดรังแก จึงได้พานางไปที่ริมบึงเพื่อดูดอกบัวทั้งสองจึงได้ผลักนางตกลงไป ไม่คิดว่านางจะว่ายน้ำไม่เป็นแต่ทว่าท่านพ่อของทั้งคู่มาเห็นเขาจึงได้เข้าไปช่วยไว้ทัน สตรีที่เด็กทั้งสองหวาดกลัวนั้นคือแม่เลี้ยงของพวกเขา

‘หานเสี่ยว์ บุตรสาวของท่านเสนาบดีขั้นสูงเป็นสตรีที่งดงามราวกับเทพธิดาหากแต่ว่านิสัยของนางไม่ต่างจากนางมารร้าย เพราะนางเป็นบุตรสาวเพียงผู้เดียวของใต้เท้าจึงได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี หากไม่พอใจนางจะสั่งจัดการทันที อยู่มาวันหนึ่งนางได้ออกมาเที่ยวเล่นกับสหายเป็นบุตรสาวของใต้เท้าที่สนิทกับท่านพ่อ นางมีนามว่าซู่ซ่าน ที่มีนิสัยแตกต่างกันอย่างมากแต่ก็เป็นสหายที่รักกันมากๆ และแล้วนางก็ได้พบกับเหิงเยว์ บุตรชายของท่านเจ้าเมืองนามของคุณชายผู้นี้เปรียบประดุจอสนีบาตก้องหูพ่อแม่ที่มีบุตรสาว เมื่อแรกพบเห็นใบหน้าที่งดงามทำให้หานเสี่ยว์นั้นได้ตกหลุมรักและต้องการชายผู้น้มาเป็นสามีของตนเอง แต่แล้วก็เหมือนความคิดของนางต้องหยุดลงเมื่อชายผู้นั้นได้เดินเข้ามาหาซู่ซ่าน และแนะนำตัวว่าเป็นคนรักกัน ทำให้นางเจ็บกับความรู้สึกนี้ นางทำอะไรไม่ได้นอกจากจำยอม จากสหายรักกลายเป็นนางมักจะกลั่นแกล้งซู่ซ่าน จนทั้งคู่ได้แต่งงานกัน หานเสี่ยว์ยังคงตัดใจไม่ได้ นางรู้ว่าสหายของตนเองได้ตั้งภรรค์ นางนำยาที่ดีไปมอบให้แก่ซู่ซ่าน แต่หารู้ไม่ว่ายานั้นไม่ได้เป็นยาบำรุงแต่เป็นยาที่จะขับเด็กออกต่างหาก แต่ทว่าเหมือนฟ้าดินรับรู้เด็กในท้องของซู่ซ่านกำจัดยาก จนนางหมดหนทาง และแล้ววันที่นางได้รับข่าวดีก็มาถึง วันที่ซู่ซ่านได้คลอดบุตรแฝดทั้งสองออกมา นางไม่มีเรี่ยวแรงเมื่อหมดแรงกับการเบ่งคลอดทำให้เสียเลือดมากยาของหานเสี่ยว์ที่กินเข้าไปก็ได้มีผลสัมฤทธิ์ทำให้นางคลอดบุตรออกมาอย่างยากเข็น เป็นผลให้นางได้สิ้นลมเมื่อคลอดบุตรที่น่ารักออกมา เมื่อหานเสี่ยว์รับรู้นางจึงรีบเข้าไปหาที่เรือนของเหิงเยว์ เขายังคงอยู่ในอาการซึมเศร้า หานเสี่ยว์แสร้งร้องไห้เห็นใจ และบอกกับเหิงเยว์ว่านางจะรับเด็กทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรมของนาง นางจะเป็นแม่เลี้ยงของเด็กทั้งสองนี้เอง เหิงเยว์ที่กำลังโศกเศร้าเสียใจเขาเองก็ไม่อยากให้ลูกๆ ออกมาไม่มีแม่คอยเลี้ยงดูจึงได้ซึ้งน้ำใจหานเสี่ยว์ยิ่งนัก และคิดว่านางนั้นรักสหายของนางมากจนยอมเป็นแม่เลี้ยงของลูกๆ เขา เขาไม่รู้เลยว่านางนั้นเองที่เป็นผู้จะฆ่าเด็กๆ ทั้งสอง

จนตอนนี้เด็กๆ เองก็มีอายุ5ปีแล้ว นางยังไม่เคยได้รับความรักจากเหิงเยว์แม้แต่น้อย เขายังคงคอยคิดถึงซู่ซ่านอยู่ตลอด นางจึงได้เก็บความโมโหมาลงที่เด็กทั้งสอง จนนางกลายเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย

แม่เลี้ยงใจร้าย

บทที่ 2 แม่เลี้ยงใจร้าย

“เจ้าหยุดตื่นกลัวเถิด ข้าเองก็ไม่ได้ต้องการให้เป็นเช่นนี้แม้ว่าจะโกรธที่นางคอยตบตีเรา แต่ข้าก็ไม่เคยคิดอยากให้เรื่องมันเกิดขึ้นเช่นนี้สักหน่อย” เด็กชายได้ปลอบน้องสาวของตน

“เฮือก! .” เสียงหายใจเฮือกใหญ่ทำให้ทั้งสองพี่น้องต้องหันไปมองด้วยความเร็ว

“ท่านพี่นางฟื้นแล้ว”

“เดี๋ยวข้าจะไปตามท่านพ่อเจ้าอยู่ที่นี่”เด็กชายได้เอ่ยบอกน้องสาวของตนแล้ววิ่งออกไป เด็กหญิงตัวเล็กจ้องมองร่างที่นอนอยู่บนเตียง

จิวฉิงลืมตาขึ้นมากวาดตามองไปรอบๆ ก็ไม่คุ้นเคยกับสถานที่ที่ตัวเองอยู่ในตอนนี้นัก จำได้ว่าตัวเองนั้นตกลงสู่แม่น้ำหรือที่นี่คือสวรรค์ แต่แล้วเธอก็หันไปสบตากับเด็กหญิงตัวเล็กที่ยืนจ้องเธออยู่ข้างเตียง

“นี่หนู ที่นี่ที่ไหน” จิงฉิงได้เอ่ยถามเด็กคนนั้นพร้อมลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอน เด็กน้อยที่กลัวแม่เลี้ยงผู้นี้อยู่แล้วรีบตอบกลับมาอย่างสั่นกลัว

“ท่านแม่ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจท่านแม่อย่าลงโทษท่านพี่นะเจ้าคะข้าเป็นคนทำทั้งหมด” เด็กหญิงตัวเล็กพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ราวกับว่านางไปทำอันใดให้เด็กคนนี้กวาดกลัวกัน จิวฉิงเลยลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะใช้มือจับที่แขนของเด็กหญิง

“ทำไมต้องกลัวฉันด้วยล่ะ ฉันแค่ถามเท่านั้นแต่หนูทำเหมือนฉันเป็นนางยักษ์ไปได้” แต่ทว่าเด็กกลัวเธอมากๆ จนน้ำตาใสๆ ไหลออกมาจากดวงตากลมโต

“เจ้าจะทำอันใดลู่เอ๋อร์ปล่อยนางเดี๋ยวนี้” เสียงเย็นยะเยือกได้เอ่ยขึ้นมาทำให้จิวฉิงรีบหันไปมองผู้ที่กำลังย่างกรายเข้ามา แววตาดำสนิทราวกับหมึกดำแผ่ซ่านความอำมหิต เธอก็รีบปล่อยมือจากเด็กนั้นทันที

“ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าเองก็คิดว่าเจ้าเป็นสหายที่ดีของซู่ซ่าน และรักเอ็นดูลูกๆ ของข้าแต่ทว่าเจ้ากลับมีจิตใจที่โหดเหี้ยมรังแกบุตรของข้าเสมอมา ต่อจากนี้ข้าจะไม่ใยดีกับเจ้า และไม่เกรงกลัวแม้ว่าเจ้าตระกูลของเจ้าจะมีอำนาจเพียงใดหากเจ้ากล้าลงมือกับบุตรทั้งสองของข้าอีกข้าจะอยู่เฉยๆ แน่ ลู่เอ๋อร์ เลี่ยงเฟิงกลับไปที่ห้องของพวกเจ้าหากนางรักแกเจ้าอีกแจ้งข้าทันที ” ชายที่ยืนอยู่ต่อหน้าจิวฉิงได้ต่อว่านางและหันไปบอกกับลูกให้กลับห้องของตน

“เดี๋ยวสิ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ฉันแค่ถามเท่านั้นเองว่าที่นี่ที่ไหน ” จิวฉิงรีบอธิบายให้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้ฟัง

“เจ้าจะเสแสร้งอันใดอีกข้าจะไม่หลงกลเจ้าอีกต่อไป” เขาพูดจบก็ได้ออกไปปล่อยให้จิวฉิงงงงวยกับเรื่องที่เกิดขึ้น เธอจำได้ว่าเธอตกลงสู่แม่น้ำแล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ในสถานที่ที่ไม่เคยมาเช่นนี้

เมื่อทั้งหมดออกไปด้านนอกจิวฉิงเองก็ได้รีบหาคันฉ่องมาดูใบหน้าของตนเองตอนนี้ พบว่านี่ไม่ใช่ตัวของเธอแถมร่างนี้ช่างสวยงามอย่างมาก จิวฉิงตกใจจนทำให้คันฉ่องหล่นลงจากมือตนเองลงบนพื้นทำให้สาวใช้ที่อยู่ด้านนอกรีบเข้ามาดู

“คุณหนูเกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ ” เข่อซิงหญิงสาวใช้ที่ติดตามเจ้าของร่างนี้มาตั้งแต่เด็กได้เข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง

“ฉันไม่ได้เป็นอะไร ว่าแต่ที่นี่ที่ไหน ฉันจะกลับบ้านพาฉันกลับบ้านที ” จิวฉิงเริ่มกลัวจนเกิดความประหม่าที่ไม่รู้ว่าที่ตัวเองอยู่ตอนนี้คือที่ไหน

“โธ่ คุณหนูท่านตกน้ำทำให้ความทรงจำของท่านหายไปเลยหรือเจ้าคะ คุณหนูเป็นบุตรสาวของท่านเสนาบดีห่าวอู๋นามว่าหานเสี่ยว์ และตอนนี้คุณหนูก็ได้มาเป็นฮูหยินของคุณชายเหิงเยว์เจ้าค่ะ” เข่อซิงอธิบายให้จิวฉิงฟัง

“แล้วเด็กทั้งสองเป็นลูกของฉันด้วยเหรอ” จิวฉงพยายามลำดับเหตุการณ์เด็กทั้งสองเมื่อครู่เรียกตนเองว่าท่านแม่หรือว่าจะเป็นลูกของเจ้าของร่างนี้

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ เด็กสองคนนั้นเป็นบุตรของสหายของท่านอย่างไรเจ้าคะ หรือว่าคุณหนูจำอันใดไม่ได้เลยงั้นหรือ ข้าจะ ไปตามท่านหมอมาตรวจดูอาการของท่านนะเจ้าคะ" เข่อซิงเงยหน้ามองเจ้านายของตนอย่างสงสัย

"ไม่ต้องข้าไม่ได้เป็นอะไรอาจจะแค่ความทรงจำขาดหายชั่วคราวไม่นานความทรงจำอาจจะกลับมาในเร็ววัน"จิวฉิงรีบบอกกับสาวใช้ เข่อซิงจึงได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับร่างนี้ให้ฟัง ทำให้จิวฉิงถึงกับเอามือทาบอกไม่คิดเลยว่าคนที่มีหน้าตางดงามเพียงนี้ถึงได้ใจร้ายเช่นนี้ ไม่แปลกที่ชายคนนั้นถึงได้โกรธเคืองร่างนี้ถึงเพียงนี้

“เรื่องทั้งหมดมันเป็นอย่างนี้นี่เอง อย่างนั้นวิญญาณของฉันกับเจ้าของร่างนี้คงได้ทะลุมิติสลับกันสินะ แม้จะสุขสบายที่ไม่ได้ทำงานอะไรแต่ฉันก็เป็นห่วงคุณย่าเหลือเกิน คงต้องอยู่ที่นี่จนกว่าจะหาทางกลับไปยังโลกเดิมให้ได้ ต่อจากนี้ฉันจะอยู่ที่นี่ต้องทำตัวดีๆ สะแล้วไม่อย่างนั้นคงได้ถูกคุณชายอะไรนั้นตัดคอแน่ๆ แค่เห็นแววตาก็น่ากลัวมากๆ แล้ว ฉันต้องเปลี่ยนแปลงการพูดก่อนสินะ” จิวฉิงได้ยืนขึ้นไปหันมองไปทางหน้าต่างก่อนจะพึมพำอย่างเบาๆ เพราะไม่อยากให้ใครได้ยิน

“ว่าแต่คุณชายอะไรนั้นได้ชอบหานเสี่ยร์หรือไม่” จิวฉิงอยากรู้ถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงได้เอ่ยถามเข่อซิง

“มีเพียงคุณหนูเท่านั้นเจ้าค่ะที่ชอบคุณชายเหิงเยว์ฝ่ายเดียว ตั้งแต่มาอยู่ที่เรือนนี้คุณชายไม่เคยมานอนกับคุณหนูที่ห้องเลย ข้าเองก็แปลกใจเหตุใดคุณหนูถึงไม่หย่ากับคุณชายเหิงเยว์แล้วไปหาคุณชายตระกูลอื่นแทน ทั้งๆ ที่ใบหน้าของคุณหนูก็งดงามไม่รองจากผู้ใด แถมยังต้องมาเลี้ยงเด็กแฝดทั้งสองนี่อีกด้วย ข้าเข้าใจคุณหนูนะเจ้าคะที่มักจะรังแกเด็กๆ เพราะเห็นเด็กนั้นเป็นขวากหนามคอยทิ่มแทงอก แม้บางครั้งข้าไม่เห็นด้วยก็เถิด ” เข่อซิงได้เอ่ยออกมาด้วยความอยากรู้ความคิดของนายหญิงตนเอง

“นั้นสิ แล้วทำไมต้องทำอย่างนี้ด้วยทั้งๆ ที่เขาไม่ได้รักตัวเองเลย แต่ก็ช่างเถิดในเมื่อเป็นเช่นนี้จากนี้ข้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่แต่ตอนนี้ข้าต้องกินอะไรก่อนถึงจะมีแรงเจ้าไปหาอะไรอร่อยมาให้ข้ากินที “ เข่อซิงมองนายหญิงของจนจนคิ้วขมวดเข้าหากัน

“ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไปนำอาหารมาให้คุณหนูโปรดรอสักครู่” เข่อซิงเดินออกไปด้านนอกเพื่อไปนำอาหารมาให้นางกิน จิวฉิงได้เดินดูเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องใช้แต่งกายต่างๆ มากสะจนเลือกไม่ถูกว่าจะใส่ชิ้นไหน

“เฮ้อ! โชคชะตาเล่นตลกอะไรกับฉันกัน ให้ฉันกลับไปเหน็ดเหนื่อยเหมือนเดิมจะดีกว่า คุณย่ารอฉันอยู่ฉันจะกลับไปให้ได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนนิสัย ฉันจะต้องทำดีกับเด็กให้มาก ๆ เอาล่ะหานเสี่ยว์ฉันจะขอเปลี่ยนนิสัยเธอต่อจากนี้เธอต้องเป็นแม่เลี้ยงที่ดีให้ได้ ” จิงฉิวนั่งรอไม่นานเข่อซิงก็ได้เดินเข้ามาพร้อมกับสาวใช้อีกสองคนที่ยกสำรับเข้ามา จัดแจงวางไว้บนโต๊ะอาหาร สาวใช้ที่เดินเข้ามาก็ไม่ต่างจากเด็กหญิงที่เธอเจอเมื่อตอนนี้ฟื้นเลย หายเสี่ยว์ต้องโหดร้ายแค่ไหนถึงทำให้ผู้คนหวาดกลัวได้ขนาดนี้

“อาหารมาแล้วเจ้าค่ะ” เข่อซิงได้บอกกับจิวฉิงที่ตอนนี้กำลังครุ่นคิดอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง

ท่านมีแผนอันใด

บทที่ 3 ท่านมีแผนอันใด

จิวฉิงหันมามองอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะมากมาย เธอรีบเดินมานั่งลงบนเก้าอี้พร้อมจับตะเกียบมาคีบอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย การที่ทะลุมิติในครั้งนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไปสำหรับเธอ เพราะต่อจากนี้เธอไม่ต้องตื่นเช้าหลับดึกและไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ จิวฉิงยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

เมื่อกินอาหารเสร็จแล้วเธอก็ได้เดินดูรอบๆ บริเวณเรือนของคุณชายเหิงเยว์เข่อซิงก็ได้บอกรายละเอียดว่าวันๆ เธอต้องทำอะไรบ้าง เธอต้องดูแลทุกอย่างในเรือนเพราะเป็นฮูหยินของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นข้ารับใช้หรือว่าเรื่องเบี้ยอัฐค่าใช้จ่ายทั้งหมดรายงานต่อคุณชายเหิงเยว์ได้รับรู้ในแต่ละรอบ จิวฉิงได้เรียนรู้โดยเร็วโชคดีที่เธออ่านตัวหนังสือในโลกนี้ออก จึงได้เปิดอ่านรายรับรายจ่ายของเรือนแห่งนี้ ตาเธอลุกวาวเมื่อเห็นยอดเงินมากมายหากนับว่าเป็นโลกปัจจุบันบ้านของคุณชายผู้นี้อยู่ในระดับร่ำรวยทีเดียว จิวฉิงจึงได้รีบหันไปถามเข่อซิงโดยเร็วด้วยความอยากรู้

“เข่อซิง หากนี่เป็นรายรับรายจ่ายของคุณชายเหิงเยว์เช่นนี้เท่ากับว่าตระกูลของข้าต้องมีมากกว่านี้ใช่มั้ย”

“ก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วเจ้าค่ะ ตระกูลของคุณหนูเป็นตระกูลที่ร่ำรวยแถมท่านใต้เท้ายังมีสมบัติมากมายแถมยังมากกว่าของคุณชายเหิงเยว์มากมายเท่าตัวเลยเจ้าค่ะ”

“ว๊าววว ! ที่มันสวรรค์ชัดๆ” จิวฉิงนำมือทาบอกยิ้มออกมาอย่างตื่นเต้น ในโลกปัจจุบันเธอต้องเหน็ดเหนื่อยหาเงินแสนยาก แต่ตอนนี้เธอดันทะลุมิติมาเป็นลูกสาวของใต้เท้าผู้ร่ำรวยช่างโชคดียิ่งนัก

“ออกไปเดินดูข้างนอกอีกสักหน่อยเถิด ข้ายังไม่อยากกลับห้อง” จิวฉิวได้บอกเข่อซิงและเดินนำหน้านางออกมา ตอนนี้ตะวันก็เริ่มคล้อยลงแสงแดดเริ่มเบาบางลง จิวฉิงเดินไปเรื่อยๆ จนได้ยินเสียงเด็กๆ กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน เธอก็ได้เดินเข้าไปดูก็พบว่าเด็กแฝดสองพี่น้องกำลังเล่นกันอยู่ จิวฉิงก็ได้เดินเข้าไปหาทั้งคู่

“พวกเจ้าทำอันใดกันอยู่ให้ข้าเล่นด้วยได้หรือไม่” เลี่ยงเฟิงกับลู่เอ๋อร์เมื่อได้ยินเสียงของหานเสี่ยว์ทั้งคู่ก็รีบยืนก้มหน้าตัวสั่น รอยยิ้มเสียงหัวเราะเมื่อครู่ก็ได้เงียบลงทันที

“ท่านแม่ ท่านหายดีแล้วหรือ” เลี่ยงเฟิงได้เอ่ยถามเสียงสั่น ลู่เอ๋อร์จับชายเสื้อของเขาแน่น

“ข้าไม่ได้เป็นอันใดแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องกลัวข้าหรอกและไม่ต้องกังวลว่าข้าจะต่อว่าและทุบตีพวกเจ้าอีก ลู่เอ๋อร์เจ้ามานี่สิมาหาข้าผมเผ้าของเจ้ายุ่งเหยิงข้าจะจัดแปลงผมให้เจ้าเอง .”จิวฉิงอยากให้เด็กๆ ทั้งสองเลิกกลัวตัวเองและเป็นเพื่อนคุยเวลาที่เธออยู่ในร่างนี้ เพราะหากเด็กสองคนนี้เป็นมิตรเธอก็จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างสบายใจและรอวันกลับโลกปัจจุบันของเธอ

“ท่านพี่ข้ากลัว ” เสียงเล็กแหลมได้เอ่ยบอกพี่ชายตนเองพร้อมจับมือของเลี่ยงเฟิงแน่น จิวฉิงจึงได้เดินเข้าไปหาและจับแขนของลู่เอ๋อร์มานั่งตักของตนที่เก้าอี้ในสวน

“มาเถอะข้าไม่ทำอันใดเจ้าหรอกนะเด็กน้อย” ลู่เอ๋อร์สั่นกลัวนั่งตัวเกร็งอยู่บนตักของหานเสี่ยว์

“เข่อซิงเจ้าไปนำหวีมาให้ข้าที” จิวฉิงได้สั่งสาวใช้ไปนำของมาให้นาง

“ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านโมโหที่ข้ากับลู่เอ๋อร์ทำเช่นนั้น แต่ท่านอย่าได้ทำอันใดลู่เอ๋อร์เลยหากจะลงโทษให้ลงโทษข้าเพียงผู้เดียว” เลี่ยงเฟิงเห็นว่าน้องสาวของตนเองนั่งสั่นกลัวและคิดว่านางต้องลงโทษลู่เอ๋อร์เป็นแน่ จึงได้เอ่ยให้ลงโทษตนเอง

“เจ้าคงเห็นว่าข้าเป็นนางมารร้ายสินะ หรือว่าเห็นข้าเป็นปีศาจต่อจากนี้ข้าไม่มีวันทำเช่นนั้นกับพวกเจ้าแน่ๆ เจ้าวางใจเถิดเจ้าเองก็มานั่งลงที่เก้าอี้และเลิกก้มหน้าเสียที ข้าไม่จับเจ้ากินหรอก” เธอพยายามให้เด็กทั้งสองเปิดใจให้เธอได้แสดงความดีกับทั้งสองแต่ไม่รู้เลยว่าอดีตทั้งคู่พบเจออะไรมาบ้าง หานเสี่ยว์คงจะโหดร้ายกับทั้งสองมากๆ ถึงได้กลัวจนไม่กล้าเงยหน้ามองเลยแม้แต่น้อย

แต่แล้วเสี่ยงเฟิงก็ยอมไปนั่งที่เก้าตามที่จิวฉิงบอก ไม่นานเข่อซิงก็ได้กลับมาพร้อมกับหวีไม้แกะสลักอย่างสวยงาม จิวฉิงได้จัดการสางผมของลู่เอ๋อร์ออกจากกันและหวีอย่างบรรจงเบามือกลัวว่าลู่เอ๋อร์นั้นจะเจ็บเอาได้ เลี่ยงเฟิงกลั้นใจตัดสินใจมองดูว่าแม่เลี้ยงใจร้ายจะทำร้ายร่างกายลู่เอ๋อร์หรือไม่ แต่ทว่าเขากลับพบว่าตอนนี้หานเสี่ยว์ได้เปลี่ยนไปแววตาที่เคยแข็งกระด่างได้อ่อนโยนมองลู่เอ๋อร์ด้วยความเอ็นดู ทำให้เลี่ยงเฟิงแปลกใจเป็นอย่างมากแต่ก็ยังไม่ไว้ใจนางอยู่ดีไม่แน่นางอาจจะมีแผนอันใดอีกก็ได้

“ฮื้ม เสร็จแล้วช่างเข้ากับใบของเจ้ายิ่งนัก ไหนยืนให้ข้าดูสิ” จิวฉิงได้เชยชม ลู่เอ๋อร์ยังกล้าๆ กลัวๆ ก็ได้ลุกขึ้นยืนให้จิวฉิงได้ดู

“โตขึ้นเจ้าคงจะงดงามมากแน่ๆ ขนาดเจ้าตัวเท่านี้ยังส่องประกายได้ขนาดนี้ เอาล่ะตอนนี้ก็เย็นแล้วพวกเจ้าไปล้างไม้ล้างมือเถิดจะได้ไปกินอาหารเย็นกับข้า” จิวฉิงลุกขึ้นยืนจะพาเด็กไปที่ห้องโถงแต่ทว่าเลี่ยงเฟิงก็ต้องดึงน้องสาวตนเองมาไว้ด้านหลัง

“นี่ท่านแม่ ท่านแม่แผนดันใดมาทำดีกับข้าทั้งสองคนแล้วจะให้ข้าไปกินยาพิษที่ท่านผสมไว้ในอาหารใช่หรือไม่” จิวฉิงถึงกับหัวเราะเมื่อเลี่ยงเฟิงคิดอะไรไปไกลขนาดนั้น

“ฮ่า ฮ่า เจ้านี่ตลกเสียจริงข้าบอกแล้วไงว่าข้าจะไม่ทำร้ายพวกเจ้าอีก หากเจ้ากลัวว่าข้าจะใส่ยาพิษงั้นข้าจะเป็นผู้กินอาหารบนโต๊ะทั้งหมดก่อนพวกเจ้าแล้วค่อยกิน มาเถิดหากเลยเวลาไปกว่านี้จะเจ็บท้องได้” เธอได้จับมือเด็กทั้งสองให้เดินตามเธอไป เข่อซิงสับสนงงงวยที่เห็นนายหญิงของตนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนหรือว่านี่มิใช่นายหญิงของตน แต่นางเองก็ชอบที่นายหญิงของนางเปลี่ยนไปเช่นนี้เหมือนกัน หากเป็นเช่นแต่ก่อนวันๆ นางคงถูกต่อว่าทุบตีเช่นเดียวกัน แต่เพราะตระกูลของหานเสี่ยว์เป็นผู้มีพระคุณนางจึงยอมอยู่รับใช้จนอยู่ถึงทุกวันนี้ด้วยใจที่จงรักภักดี

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...