ไต้หวัน ในวันเหงาๆ ลมหนาว เขื่อน และโคมไฟ
ไต้หวัน ในวันเหงาๆ ลมหนาว เขื่อน และโคมไฟ
การท่องเที่ยวไต้หวัน เชิญไปเที่ยว
แรกทีเดียวก็คิดว่า เที่ยวคือเที่ยว
แต่เอาจริงๆ คือไปทำงานค่ะ
อาจจะเป็นกุศโลบายหรืออย่างไร ที่ชวนไปเวลานี้ นั่นคือให้เห็นอะไรที่อยากเห็นแบบเต็มที่
ไม่มีนักท่องเที่ยวเลยค่ะ
ถนนหนทาง และบ้านเรือนโล่งมาก มากๆ
ไม่รู้ว่า ชาวไต้หวัน และนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ไปไหนกันหมด
บางที่ บางจุด มีแต่พวกเราเลยค่ะ พวกเราที่ว่าคือ นักข่าวที่ทางการเชิญไป
ตอนแรกอ่านในโบรชัวร์ที่ น้องอาเล็ก“อาเล็ก ธีรเดช” แบรนด์แอมบาสเดอร์ ของการท่องเที่ยวไต้หวัน บอกว่า“แอบเหงาครับมาตรงนี้ไม่มีใครอยู่เลย”
นี่แอบคิดว่า อาเล็กโม้รึเปล่า
แต่พอมาถึง เอ้าจริงซะอย่างนั้นเลย คนน้อยมาก แทบจะมีแต่เฉพาะพวกเรา คนไทย8-9 คน เดินมองหน้ากันเอง
อีกใจหนึ่งกลับแอบดีใจ ไม่ต้องแย่งเที่ยว แย่งกิน กับใคร
ตื่นเต้นตั้งแต่ออกเดินทางกันเลยเชียว เมื่อเครื่องบินขามาฝ่าอากาศแปรปรวน2 ครั้ง2 คราวด้วยกัน
ถึงกระนั้น พี่กัปตัน ก็พาเราบินถึงไต้หวันอย่างสวัสดิภาพ
ก่อนมาถึง น้องผู้ประสานงาน แจ้งแล้วว่า ฝนอาจจะตกทุกวันและอากาศหนาว อุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง10-18 องศาเซลเซียส เอาเข้าจริง น้องลืมบอกนอกจากหนาว ฝนแล้ว ยังมีลมด้วย ลมนี่ตัวดีเลย ยิ่งทำให้อากาศหนาวขึ้นไปอีก
แต่ทั้งลมทั้งฝน นี่ดีกว่าPM2.5 มากๆ เลยแอบส่องฝุ่นที่กรุงเทพฯวันเดินทาง พบว่าแดงเถือกทั้ง50 เขต
มาถึงไต้หวัน ทดสอบความอึด ทดสอบภาษาอังกฤษ ที่ไม่ได้พูดจากับใครนานมากๆ ว่ายังใช้ได้อยู่ไหม
ความอึดที่ว่าคือ เครื่องออกแต่เช้า ข้าวเช้าไม่ได้กิน ได้อเมริกาโน่ที่สนามบินไปแก้วเดียว นั่งบนเครื่อง ราว4 ชั่วโมง ไม่ได้กินอะไรลงมากินข้าวในรถค่ะ เพื่อความประหยัดเวลา
อาหารมื้อแรกเป็นไก่ทอดและบร็อกโคลีต้ม กับผัดผักอะไรไม่รู้ แต่อร่อยมาก อร่อยจริง กับไข่ต้มอีกครึ่งฟอง หมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว
ไกด์ที่ทางการท่องเที่ยวจัดให้ เป็นพี่สาวใจดี เราเรียกว่าพี่เชอรี่ก็แล้วกัน เธอสปีกอิงลีชทั้งทริปค่ะ
อิงลีชแบบไต้หวันนะคะ ดิฉัน ผู้ซึ่งห่างเหินภาษาปะกิต มานาน ฟังได้ราวๆ55% ก็ได้อยู่นะคะ
แต่ติดขัด ฟังไม่ออก ประการใด มีคุณชิดผู้ใจดี ซึ่งเป็นชาวไต้หวันที่พูดไทยได้คล่องปร๋อ มาช่วยอธิบายอีกแรง
ที่แรกที่มาเที่ยว คือ อ่างเก็บน้ำสือเหมิน ตั้งอยู่ในเขตต้าซี เมืองเถาหยวน ถือเป็นหนึ่งในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญที่สุดทางตอนเหนือของไต้หวัน มีหน้าที่หลักในการชลประทาน การจ่ายน้ำ การผลิตกระแสไฟฟ้า และการป้องกันน้ำท่วมอ่างเก็บน้ำแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1964 โดยกักเก็บน้ำจากแม่น้ำต้าฮั่น
ตามประสานักข่าวสิ่งแวดล้อม เห็นเขื่อนแล้ว อดถามไม่ได้
“ก่อนสร้าง คนไต้หวันคัดค้านกันบ้างไหมคะ”
“มีคนไม่เห็นด้วยเยอะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะนั่นมัน50 กว่าปีมาแล้ว เขาอยากสร้างก็สร้าง แต่มาวันนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ซึ่งทุกวันนี้ชาวบ้านเขาโอเคกับเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำที่นี่มาก วันนี้วันธรรมดาไม่ค่อยมีคนมาเที่ยว แต่ถ้าวันหยุดคนเต็มเลย” คุณชิด คนไต้หวันอธิบาย
จากอ่างเก็บน้ำสือเหมิน มาถึง หมู่บ้านมาจู่ซินชุน ตั้งอยู่ในเขตจงลี่ เมืองเถาหยวน ที่นี่เป็นหมู่บ้านทหารผ่านศึกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี
คุณชิด และพี่เชอรี่ ช่วยกันเล่าว่า หมู่บ้านนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1957 เพื่อรองรับครอบครัวของทหารจากกองทัพบกที่ประจำการบนเกาะมัตสึ
ชื่อหมู่บ้านนี้ได้มาจากข้อเสนอของซ่งเหม่ยหลิง ซึ่งเป็นภรรยาของท่าน อดีตประธานาธิบดีเจียง ไคเช็ค ผู้นำของไต้หวัน
ตอนนี้ จู่ซินชุน หลังจากได้รับพัฒนาฟื้นฟูให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผสมผสานประวัติศาสตร์และศิลปะร่วมสมัย มีทั้ง อาคารโบราณและนิทรรศการบ้านพักทหารผ่านศึกจำนวน44 หลังได้รับการอนุรักษ์ไว้ และมีพื้นที่จัดแสดง เช่น ห้องสมุดหมู่บ้าน
บ้านและอาคารแต่ละหลังตกแต่งแบบวินเทจไต้หวัน อย่างเช่น ห้องเรียน ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า มีคาเฟ่น่ารักๆ สำหรับนั่งพัก จิบชา
นั่งนิ่งๆ ดื่มด่ำบรรยากาศรอบๆ อากาศเย็นๆ12 องศาเซลเซียส
กับเสื้อไม่ได้หนามากที่ใส่ไปจากเมืองไทย ทำให้การจิบชาดอกไม้อุ่นๆ มันฟินมากจริงๆ
เดินออกมาจากจู่ซินชุน ยังมีตลาดคนเดิน ซึ่งเดินกันน้อยมาก ร้านรวง ก็ยังเปิดไม่หมด
แต่พอจะนึกภาพออกว่า ถ้าเป็นฤดูท่องเที่ยวที่นี่จะครึกครื้นแค่ไหน
มีอาหารหน้าตาแปลกๆ และแปลก มากๆ จนบางทีมากจนเราไม่คิดว่า ทำได้จริงหรือ
เริ่มจากอาหารขึ้นชื่อของเขาก่อน เป็นเต้าหู้ต้มพะโล้ ชิมแล้ว อร่อยจริง ถึงเครื่องถึงรส
นอกจากนี้ก็มีพวกขนม อบเตาถ่าน คล้ายๆ ขนมไข่บ้านเรา ไอติมทำมือ สองอย่างหลังไม่ได้กินค่ะ คือ ในกระเป๋าแลกเงินมามีแต่แบงก์พัน ขนมราคาน่าจะอยู่ที่30 หรือไม่เกิน50 บาท ซื้อไปเกรงว่าจะโดนด่าเอา(ไม่รู้ว่าคนไต้หวันเขาจะด่าหรือเปล่านะ แต่ถ้าเมืองไทยเปิดร้านมา คนซื้อขนม1 ชิ้นแล้วให้แบงก์พัน โดนแน่ๆ) เลยได้แต่ยืนมอง
ส่วนเต้าหู้พะโล้ที่กล้ายืนยันว่าอร่อย เพราะคนอื่นซื้อแล้วชวนกิน อร่อยถึงน้ำพะโล้ แต่ไม่ใช่พะโล้แบบเมืองไทยนะ พะโล้แบบไต้หวันหวานนิดๆ หอมกลิ่นอะไรบางอย่าง เหมือนจะเป็นเครื่องเทศของจีน
มาถึงของแปลกค่ะ ไม่รู้ว่ามันชื่ออะไรเหมือนกัน ยืนมองอยู่นานเลย
เป็นถั่วผสมน้ำตาลอัดแข็งๆ คล้ายถั่วตัดบ้านเรา แล้วป้าคนขายก็จะขูดเอาถั่วออก เอาไปโรยบนแผ่นแป้ง คล้ายแผ่นแป้งโรตี แล้วก็ตักไอติมที่ทำเองสองช้อน
มันจะไม่แปลกเลยถ้าไม่มีขั้นตอนนี้
ป้าคีบผักชีใส่ไปในไอติมด้วย2 คีบค่ะ แล้วก็บรรจงห่อไอติมถั่วตัดผักชีดังกล่าวใส่ลงในถุง
ชายหนุ่มที่มาซื้อ เดาว่าน่าจะบ้านอยู่แถวนั้น รับแล้วจ่ายเงินไป ราคาอยู่ที่50 ดอลลาร์ไต้หวัน(ประมาณ50 บาทไทย) แล้วก็เปิดกินอย่างอร่อยทันที
ส่วนตัวเองแล้ว ทุกอย่างดูโอเค เข้ากันดี ยกเว้นผักชี
อดถามตัวเองไม่ได้ว่าใส่ไปทำไม แต่ได้ยินคนเขาพูดกันว่า ใครไม่อยากได้ผักชีไม่ต้องใส่ก็ได้ แต่ป้าคนขายบอกว่า ร้อยทั้งร้อย มีแค่คนเดียวที่ไม่เอาผักชี(ถ้าเราซื้อก็คงเป็น1 ในร้อยของคนเหล่านั้น)
แล้วมาถึงไฮไลต์ ของการเดินทางมาไต้หวันในคราวนี้ นั่นคือ งานเทศกาลโคมไฟ ซึ่งเป็นงานที่ไต้หวันจัดขึ้นทุกปี โดยวนไปตามเมืองต่างๆ
ปีนี้ เวียนมาจัดขึ้นที่เมืองเถาหยวน งานจะมีขึ้นระหว่างวันที่12-23 กุมภาพันธ์ โดยสำนักงานการท่องเที่ยว กระทรวงคมนาคม
ช่วงกลางวันก่อนที่งานจะเริ่มนั้น เราแวะไปทำความเคารพ ผู้ก่อตั้งไต้หวัน หรืออดีตประธานาธิบดีเจียง ไคเช็ค ที่เมืองซือหูกันก่อน
กลางวันฝนตกปรอยๆ เหมาะแก่การเดินดูสุสานแห่งนี้ ซึ่งอยู่ติดทะเลสาบเป็นอย่างยิ่ง
ตามข้อมูลคุณชิดอธิบายว่า หากประเทศไทยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงเมืองภาคกลาง ไต้หวันก็มี ทะเลสาบซือหูเป็นจุดโดดเด่นของเมืองนี้เช่นเดียวกัน
เดิมที ที่แห่งนี้ อดีตประธานาธิบดีเจียง ไคเช็ค สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักผ่อน ว่ากันว่าท่านชอบตรงที่อยู่ติดทะเลสาบนั่นเอง
ทะเลสาบซือหูสวยสมดังคำร่ำลืออาจจะเป็นเพราะมองเห็นน้ำแล้วทำให้จิตใจคนมองสงบเยือกเย็นขึ้น
หงส์ดำคู่
ยิ่งมองเห็นหงส์ดำคู่หนึ่ง ว่ายน้ำเคียงกันมาแล้ว ไม่อยากเดินไปตรงอื่นๆ อีกเลย เหมือนถูกสะกดเอาไว้
อ่านในแผ่นพับเขาระบุว่าซือหูวิลล่า ถูกสร้างขึ้นในปี1959 สำหรับอดีตประธานาธิบดีเจียง ไคเช็ค แต่หลังจากที่ท่านเสียชีวิตลง ซือหูวิลล่าถูกเปลี่ยนชื่อเป็น“สุสานอดีตประธานาธิบดีเจียง ไคเช็ค”
โดยสุสานอิฐของท่านตั้งหันหน้าไปทางใต้เข้าหาแม่น้ำ สร้างขึ้นตามรูปแบบของฝูเจี้ยนทางตอนใต้
สะกดใจให้ผละจากทะเลสาบซือหูได้ ก็เดินตากฝนไปเรื่อยๆ ภายในสถานที่นั้น ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยรูปปั้นของท่านอดีตประธานาธิบดีเจียง ไคเช็ค อยู่มากมาย รวมทั้งลายเซ็นของท่าน ทั้งของจริงและที่ทำขึ้นใหม่
หลังจากเดินจนทั่วแล้ว ขึ้นมานั่งบนรถ เพื่อเตรียมตัวสำหรับไปงานโคมไฟ มีคำเตือนจากพี่เชอรี่ ไกด์ประจำทริปของเราว่า เราอาจจะต้องเจอฝนหนักๆ และลมหนาวกว่านี้ อุณหภูมิน่าจะอยู่ที่ประมาณ12-16 องศาเซลเซียส
อันที่จริง หลายๆ คนก็ทำใจเอาไว้บ้างแล้ว เพราะวันนั้นฝนตกตั้งแต่ตอนเช้า ตกแบบตกๆ หยุดๆ เหมือนแกล้งไม่อยากให้เราไปเที่ยวไหน
แต่ฝนหรือจะทำอะไรเราได้ มีฝนได้ ก็กางร่มได้ หรือตกหนักมาก เราก็มีเสื้อกันฝน
คุณชิดยังใจดี ซื้อถุงประคบร้อนแบบพกพาให้พวกเราคนละ2 ถุง
มีอะไรบางอย่างในถุงนั้น วิธีการใช้คือ ให้เราเอาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ หรือกระเป๋ากางเกง แล้วเอามือขยี้ๆ ถุงก็จะเกิดความอบอุ่นขึ้นมาราวๆ2 องศาเซลเซียส
ช่วยได้เยอะเหมือนกัน เพราะพลบค่ำวันนั้นฝนตกหนักเลย ร่มเอาไม่อยู่ เราต้องใส่เสื้อกันฝน ฝ่าความหนาวเดินเข้างาน
งานเทศกาลโคมไฟไต้หวันเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1990 และจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลหยวนเซียวหรือ วันขึ้น15 ค่ำ เดือน1 ตามปฏิทินจันทรคติถือเป็นหนึ่งในเทศกาลดั้งเดิมที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน
ในปีนี้ งานจัดขึ้นภายใต้ธีม“แสงแห่งเถาหยวน เชื่อมโยงทุกพื้นที่”
ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิทัศน์สระน้ำของเถาหยวน และจะสร้างสรรค์เมืองแห่งแสงและเงาที่อบอุ่น สวยงาม
ช่วงที่ฝนซา เราได้เดินเก็บภาพ โคมไฟรูปต่างๆ ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น โคมไฟมังกร และรูปสัตว์ต่างๆ เช่น เต่า นอกจากนี้ก็มีรูปต้นไม้ การ์ตูน ดูละลานตาไปหมด ฝนและลมหนาว ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับการเดินดูโคมไฟสวยๆ เหล่านี้ และดูเหมือนว่านักท่องเที่ยวหลายๆ ชาติ รวมทั้งคนไต้หวันเอง ก็ยังตื่นตะลึงไปกับความงามของโคมไฟเหล่านี้ไม่ต่างไปจากพวกเราเลย
ถามว่าในปีต่อไป หากไต้หวันจัดงานเทศกาลโคมไฟขึ้นอีกจะไปอีกไหม
แน่นอนว่า ไต้หวันได้ถูกเก็บไว้ในใจ สำหรับเมืองน่าเที่ยว และผู้คนน่ารักของเราเรียบร้อยแล้ว
จึงเป็นคำตอบแล้วว่า ถ้ามีโอกาส จะแวะไปเที่ยวอีกหรือไม่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไต้หวัน ในวันเหงาๆ ลมหนาว เขื่อน และโคมไฟ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th