โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Power of Repetition เปลี่ยนอนาคตให้ดีขึ้น ด้วยพลังของการทำซ้ำๆ

Mission To The Moon

เผยแพร่ 18 มี.ค. 2567 เวลา 11.00 น. • Mission To The Moon Media

คุณเคยมีความรู้สึกที่อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น แต่ไม่แน่ใจว่าผลลัพธ์ของการกระทำนั้นจะดีจริงๆ หรือไม่? หากคุณเคยมีความรู้สึกแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก เพราะ “อนาคต” เป็นสิ่งที่หลายคนกังวลและไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ จนทำให้ไม่มีแรงจูงใจที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตและโลกทั้งใบของตัวเอง
.
แต่มีแนวคิดบางอย่างที่น่าสนใจและอาจจะทำให้เรามีความกล้าในการลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ๆ โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปในอนาคต ซึ่งแนวคิดนี้เรียกว่า The Power of Repetition หรือพลังของการทำบางอย่างซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวเราจนต้องทำในทุกวันแบบขาดไม่ได้
.
“คุณเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณทำซ้ำๆ” คำกล่าวนี้มาจาก Will Durant (วิล ดูแรนท์) นักปรัชญาชาวอเมริกันที่สะท้อนให้เห็นว่าอนาคตของเราไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมาโดยโชคลางหรือความบังเอิญที่เข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว แต่กลับมาจากนิสัยที่เราทำทุกวันแบบซ้ำๆ จนกลายเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราเป็นและกำหนดสิ่งที่จะผ่านเข้ามาหาตัวเราในอนาคต
.
หากยังมองไม่เห็นภาพ ให้ลองนึกถึงการพูดนำเสนองานต่อหน้าคนหมู่มาก ซึ่งต้องใช้ทักษะ ความกล้าหาญและความเชี่ยวชาญในการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า และทั้งหมดนี้ไม่ได้สำเร็จไปได้ด้วยความโชคดีของเรา แต่มาจากการฝึกซ้อมซ้ำๆ ทุกวันจนกลายเป็นความคุ้นชิน มีสมาธิ สามารถจัดการกับความวิตกกังวลและรู้สึกมั่นใจที่จะอยู่ต่อหน้าคนหมู่มากมากขึ้น
.
.
การทำซ้ำๆ ช่วยเปลี่ยนเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องถนัด
.
มนุษย์ทุกคนมีทั้งเรื่องที่ถนัดและไม่ถนัด และความจริงก็คือเราจะชอบทำเรื่องที่ถนัดอยู่แล้วจนกลายเป็นจุดแข็งของตัวเอง ส่วนเรื่องที่ไม่ถนัดก็มักจะถูกวางเอาไว้ไกลๆ และไม่ไปยุ่งกับมันอีกต่อไป
.
แน่นอนว่าโลกนี้ไม่ได้มอบบททดสอบในเรื่องที่เราถนัดและสามารถรับมือได้เสมอไป เพราะเหตุการณ์บางอย่างในชีวิตก็ทำให้เรามีโอกาสในการทำสิ่งที่ไม่ถนัดอีกครั้ง ซึ่งวิธีการที่ทำให้เราเปลี่ยนเรื่องยากที่ไม่ถนัด ให้กลายเป็นเรื่องง่ายที่ถนัดได้ก็คือ “การฝึกฝนซ้ำๆ” ตามคำกล่าวที่ว่า “การฝึกฝนทำให้เราสมบูรณ์แบบ” หรือ Practice makes perfect. เพราะการทำซ้ำๆ จะช่วยให้เราคุ้นชินกับเรื่องที่เราฝึกฝนได้ในทุกวัน ช่วยสร้างความมั่นใจ และสร้างนิสัยของการมีวินัยให้เกิดขึ้นจนกลายเป็นนิสัยด้านดีที่ทำให้เราประสบความสำเร็จกับทุกเรื่อง
.
แต่ในโลกความเป็นจริงนั้น การฝึกฝนซ้ำๆ เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ความสมบูรณ์แบบเกิดขึ้นได้ แต่ “การฝึกฝนที่สมบูรณ์แบบต่างหาก ที่ทำให้เราสมบูรณ์แบบ” (Perfect practice makes perfect.) ตามใจความที่กล่าวไว้ในหนังสือ Practice Perfect: 42 Rules for Getting Better at Getting Better. ว่าเราควรออกแบบการฝึกฝนให้ตรงกับจุดอ่อนจุดแข็งและเป้าหมายของตัวเอง รวมถึงต้องพยายามไตร่ตรองความผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึกฝน เพื่อนำไปพัฒนาการฝึกฝนให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น จนสุดท้ายเราก็จะสามารถเชี่ยวชาญในด้านที่ไม่ถนัดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
.
.
กฎเหล็ก 6 ข้อของการเก่งขึ้นด้วยการทำซ้ำๆ
.
แล้วถ้าเราอยากเก่งขึ้นจากการทำซ้ำๆ โดยที่การทำซ้ำๆ นั่นต้องไม่ใช่การฝึกฝนอย่างเลื่อนลอยล่ะ เราควรรู้จักกฎเหล็กอะไรบ้าง? ในหนังสือ Practice Perfect: 42 Rules for Getting Better at Getting Better. ก็ได้กล่าวถึงวิธีการในการฝึกฝนตัวเองแบบซ้ำๆ ด้วยวิธีการต่างๆ ถึง 42 ข้อด้วยกัน ซึ่งเราจะขอสรุปเป็นกฎเหล็ก 6 ข้อที่สำคัญที่สุดในการฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
กฎเหล็กข้อที่ 1: “ตั้งเป้าหมายความสำเร็จ”
.
กฎข้อแรกนี้สำคัญมาก เพราะไม่ว่าเราจะต้องการทำอะไรให้สำเร็จ สิ่งแรกที่เราควรรู้ก็คือ “เป้าหมายของเรา” เป้าหมายเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีคำมั่นสัญญากับตัวเองได้โดยอัตโนมัติ และเป็นกุญแจดอกแรกที่ทำให้เราได้เข้าใกล้ความสำเร็จของตัวเอง
.
ซึ่งการตั้งเป้าหมายนั้นก็ไม่มีวิธีการที่ตายตัว เราอาจจะตั้งจากสิ่งที่เราต้องการหรือจุดที่เราอยากไปให้ถึงในอนาคตเช่น อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง, อยากเป็นนักพูดที่ได้รับความนิยม เป็นต้น
.
กฎเหล็กข้อที่ 2: “ประเมินทักษะที่ต้องใช้ แล้วแบ่งทักษะออกเป็นทักษะย่อย”
.
เพราะสุดท้ายแล้วการไปให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการนั้น มักจะไม่ได้ใช้ทักษะเพียง 1-2 ทักษะ แต่อาจจะต้องใช้ทักษะที่หลากหลาย มีทั้งเรื่องที่เราถนัด ไม่ถนัด หรือเรื่องที่เคยถนัดแต่ไม่ได้ใช้เป็นเวลานาน ซึ่งแต่ละทักษะก็มีลำดับความสำคัญ รวมถึงความยากง่ายในการฝึกฝนที่ต่างกัน
.
ดังนั้นเราจึงควรประเมินทักษะที่ต้องใช้ในการไปถึงเป้าหมายนั้น แล้วแบ่งทักษะย่อยๆ เพื่อเริ่มต้นฝึกฝนในรูปแบบที่ง่ายที่สุดก่อน
[ ] ให้ความสำคัญกับทักษะที่ไม่ถนัดแต่สำคัญ เป็นอันดับแรก
[ ] พยายามกลับมาทบทวนและฝึกฝนทักษะที่เคยถนัด แต่ไม่ได้ใช้เป็นเวลานาน เพื่อไม่ให้ลืมทักษะนั้นและสามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างมืออาชีพ
[ ] ส่วนทักษะที่ถนัดอยู่แล้วก็ไม่ควรทิ้งไป แต่ให้ใช้เวลาที่เหลือจากการฝึกฝนในทักษะ 2 แบบข้างต้นในการฝึกฝนทักษะที่ถนัดให้เกิดเป็นเชี่ยวชาญแบบหาตัวจับยาก
.
กฎเหล็กข้อที่ 3: “สร้างเหตุการณ์จำลอง”
.
ข้อนี้ในหนังสือจะใช้คำว่า Model and Describe ซึ่งหมายถึงการสร้างสถานการณ์จำลองในการใช้ทักษะต่างๆ ในเหตุการณ์จริง เพื่อให้เราสามารถฝึกฝนทักษะนั้นและทำซ้ำได้ เช่น
[ ] ฝึกพูดภาษาอังกฤษจากประโยคหรือบทพูดซ้ำๆ เพื่อให้เกิดคลังประโยคที่สามารถหยิบมาใช้ได้
[ ] ฝึกซ้อมกีฬาให้คล้ายกับการแข่งจริง โดยอาจจะซ้อมแข่งแบบนับคะแนนจริง ใช้กฎกติกาในการแข่งขันจริง เพื่อให้เคยชินกับสนามแข่ง
[ ] ฝึกทำข้อสอบยากๆ และจับเวลาสอบจริง เพื่อให้สามารถทำข้อสอบได้เสร็จตามเวลา
.
เมื่อเราได้ทดลองฝึกฝนในเหตุการณ์ที่จำลองจากเหตุการณ์จริง ก็จะทำให้เราได้หยิบเอาทักษะที่เคยฝึกฝนมาใช้และเกิดความคุ้นชินในที่สุด
.
กฎเหล็กข้อที่ 4: “เติมเชื้อเพลงของการทำซ้ำๆ ด้วยคำติชม”
.
เรามักจะคิดว่าหัวใจของการทำซ้ำๆ ได้คือวินัย แต่ในความเป็นจริงมนุษย์ทุกคนไม่สามารถรักษาวินัยได้เลยหากทำสิ่งเดิมซ้ำๆ จนเบื่อและไร้แรงจูงใจ ซึ่ง “คำติชม” จากคนรอบข้างนี้เองที่สามารถเป็นเชื้อเพลิงให้เราเรียนรู้การฝึกฝนในแง่มุมใหม่ ผ่านการสร้าง Learning Curve ที่มีความท้าทายมากขึ้น จากการพัฒนาสิ่งที่ขาดจากคำติ และมีกำลังใจที่หล่อเลี้ยงตัวเองได้จากคำชม
.
เมื่อไหร่ก็ตามหากคุณกำลังรู้สึกเบื่อหรือไม่แน่ใจว่าการฝึกฝนนั้นกำลังมาถูกทางหรือไม่ ให้ลองเปิดรับคำติชมจากคนรอบข้าง รับฟังอย่างเปิดใจและนำคำติชมนั้นมาพัฒนาการฝึกฝนของตัวเอง
.
กฎเหล็กข้อที่ 5: “ทำให้ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ”
.
คนส่วนใหญ่มักจะมีอาการท้อเมื่อทำผิดพลาดซ้ำๆ แต่เราต้องเข้าใจก่อนว่าการพัฒนาตัวเองจากเรื่องที่ไม่ถนัดให้กลายเป็นเรื่องถนัดนั้นมีความยากมากกว่าปกติ เราสามารถสร้างความผิดพลาดได้เยอะมากและเราควรมองความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติที่สามารถทำผิดได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.
ช่วงแรกที่เริ่มฝึกฝนให้เปิดโอกาสให้ตัวเองทำผิดพลาดให้ได้ตามที่เราต้องการ และอย่าลืมเก็บข้อมูลความผิดพลาดนั้นเอาไว้ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปเราจะสามารถใช้จำนวนความผิดพลาดในช่วงเริ่มต้นเป็นเกณฑ์ชี้วัดพัฒนาการของตัวเอง ผ่านความผิดพลาดที่น้อยลงเรื่อยๆ
.
“การฝึกฝนไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่สุญญากาศที่ไร้ความท้าทาย” เพราะฉะนั้นความล้มเหลวและความสำเร็จจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เราจะสามารถตกลงไปในหลุมของความผิดพลาดและกระโดดสูงขึ้นไปบนความสำเร็จได้เช่นกัน แต่แทนที่จะท้อและถอยหลัง ให้มองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือโอกาสในการเรียนรู้และเป็นเหมือนเกมแต่ละด่านที่เราต้องฝ่าฟันไปให้ได้
.
กฎเหล็กข้อที่ 6: “วัดความสำเร็จของตัวเอง”
.
โค้ชทีมกีฬาที่ดีต้องมีการประเมินการแข่งของลูกทีมแต่ละคน และที่สำคัญไปว่านั้นคือต้อง “ประเมินสถานการณ์การแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้น” เพื่อให้รู้เท่าทันว่าทีมควรเล่นอย่างไร ควรฝึกอย่างไร และควรเติมสิ่งที่ขาดได้อย่างไรเพื่อให้ชนะการแข่งขันนั้นๆ
.
เช่นเดียวกับการฝึกฝนทักษะของตัวเอง เราควรมีการชี้วัดความสำเร็จหรือความคืบหน้าของเป้าหมาย พร้อมทั้งประเมินตัวเราเพื่อให้สามารถเข้าใกล้เป้าหมายนั้นได้
[ ] วัดความคืบหน้าว่าเรากำลังเข้าใกล้เป้าหมายนั้นหรือยัง
[ ] จุดแข็งหรือความสำเร็จอะไรที่ทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายนั้น
[ ] จุดอ่อนอะไรที่ทำให้เรายังไปไม่ถึงเป้าหมายนั้น
[ ] ทบทวนแผนการฝึกฝนของตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่ มีวิธีการอื่นๆ ที่ทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้ง่านขึ้นและเหนื่อยน้อยลงหรือไม่
[ ] ในจำนวนทักษะที่เรากำหนดไว้ตั้งแต่แรก มีทักษะไหนที่ควรเพิ่มและทักษะไหนที่ไม่จำเป็นอีกต่อไปหรือไม่
.
เมื่อเราเกิดการประเมินแล้ว เราจะเห็นลำดับความสำคัญของการฝึกฝนต่างๆ จนสามารถปรับแผนการพัฒนาตัวเองและสามารถกลับไป “ทำซ้ำๆ” ได้อย่างถูกทาง แล้วในท้ายที่สุดเราจะเข้าใกล้เป้าหมายนั้นได้เร็วมากขึ้น รวมถึงมีความเชี่ยวชาญในแบบที่เป็นประโยชน์จริงๆ ได้อีกด้วย
.
.
การทำซ้ำๆ เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ทำให้เราเปลี่ยนอนาคตที่ดูไกลเกินเอื้อม ให้กลายเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ผ่านการเรียนรู้และการเติบโตอย่างช้าๆ ของตัวเอง ไม่ว่าเราจะมีเป้าหมายที่เล็กหรือยิ่งใหญ่แค่ไหน การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เราได้ทำในสิ่งที่ไม่ถนัดจนกลายเป็นสิ่งที่ถนัดได้ และในที่สุด การประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นั้นก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
.
ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ไม่แน่ใจในอนาคต หรือไม่รู้ว่าตัวเองควรเริ่มทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ แต่อย่างน้อยก็ขอให้ลองลุกขึ้นมามองเป้าหมายนั้นด้วยความตั้งใจ แล้วเริ่มต้นใส่ใจกับเป้าหมายนั้น ลองวางแผน ค่อยๆ พัฒนาและฝึกฝนทักษะของตัวเองไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องเร่งรีบ แล้วทำสิ่งนั้นซ้ำๆ ลิ้มรสชาติของความผิดพลาดและการพัฒนาซ้ำๆ แล้วความสำเร็จก็จะสามารถเข้ามาหาตัวของเราได้โดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว
.
.
ที่มา
- The Power of Repetition, Christos Makridis, Medium- https://bit.ly/3uYVBpD
- The Power of Repetition in Learning: Unlocking Your Full Potential, Corey Butler, LinkedIn - https://bit.ly/3I3oSCw
- DOUG LEMOV, ERICA WOOLWAY, AND KATIE YEZZ. (2012). Practice Perfect: 42 Rules for Getting Better at Getting Better. Hoboken, NJ: Jossey-Bass.
.
#inspiration
#repetition
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...