โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

ทำไมเที่ยวนากาโนะกี่ครั้งไม่เคยพอ? ไป 5 Check Point สุดว้าวนี้แล้วจะรู้!

conomi

อัพเดต 21 มี.ค. 2567 เวลา 19.38 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2567 เวลา 02.00 น. • conomi.co

นากาโนะ (長野県, Nagano) จังหวัดที่หลายคนรู้จักในฐานะแหล่งของอร่อย ธรรมชาติสวยงาม และชนบทที่น่าอยู่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโตเกียวนัก ซึ่งความน่าอยู่ของจังหวัดนี้วัดได้จากการที่จังหวัดนี้ติดอันดับจังหวัดที่คนอยากอยู่อาศัยมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วหลายปีซ้อน!

แต่สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับจังหวัดนี้ดีก็อาจจะสงสัยว่าที่นี่มีอะไรให้เที่ยวบ้าง? ในบทความนี้เราจะพาไปดูจุดท่องเที่ยวเด็ด ๆ ในพื้นที่จังหวัดพร้อมรีวิวแบบไม่สปอยล์ความสนุกกัน!

1. วัดเซ็นโคจิ (善光寺) วัดพันปีแห่งนากาโนะ

วัดเซ็นโคจิในเช้าวันฝนตก

เริ่มต้นกันด้วยสถานที่ที่อยู่ในย่านศูนย์กลางของจังหวัดกัน วัดเซ็นโคจิ แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 642 และเป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 1,300 ปี ถ้าพูดถึงวัดเซ็นโคจิแล้วก็ต้องพูดถึงพระพุทธรูปซังโกคุ เด็นไร (The Image of Sangoku Denrai) ที่ประดิษฐานอยู่ กล่าวกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้ถูกขนย้ายจากอินเดียผ่านแพคเจของเกาหลีมาที่ญี่ปุ่น โดยเชื่อกันว่าการบูชาจะนำพาผู้กราบไหว้ไปสู่แดนบริสุทธิ์ได้ไม่ว่าจะวรรณะไหน ทำให้มีผู้คนเข้ามากราบไหว้กันอย่างกว้างขวาง แต่แล้วในปีค.ศ. 654 ทางวัดก็นำพระพุทธรูปไปเก็บไว้ในที่มิดชิด และตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครเห็นพระพุทธรูปองค์นี้อีกเลย

ถึงจะเป็นตอนเช้ามาก ๆ แถมฝนยังตก แต่ที่นี่ก็ยังมีผู้คนมาเยี่ยมไม่ต่างกับเวลาปกติเลย

แต่นอกจากพระพุทธรูปลึกลับที่ผู้คนศรัทธาแล้ว ที่นี่ยังมีอีกไฮไลท์หนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการหาความสงบสักครู่ นั่นคือการเดินในทางเดินมืด ๆ ณ ใต้ถุนของอุโบสถ โดยเมื่อซื้อตั๋วผ่านเข้าไปด้านในสุดของอุโบสถ จะมีบันไดเล็ก ๆ ลงไปยังทางเดินที่มืดเกือบสนิทอยู่ ในนั้นจะไม่มีอะไรเลยนอกจากความมืด ความเงียบ และโถงทางเดินโล่ง ๆ

แต่ตอนนั้นด้วยความที่เราเคยเดินอะไรทำนองนี้ในวัดที่ไทย ซึ่งจะมีหุ่นแสดงจำลองบรรยากาศนรกพร้อมไฟนีออนเขียวชมพูแป๋นกระแทกตาให้ดูน่ากลัว ๆ อยู่ เลยทำให้ติดภาพจำตรงนั้นมาว่าในนี้น่าจะมีอะไรที่น่ากลัวรออยู่หรือเปล่า แต่เราลืมไป ที่นี่ญี่ปุ่นหนิ ฮ่า ๆ ๆ คงไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกเนอะ แต่ด้วยความเป็นคนขี้ระแวงเลยยังเผื่อใจว่าอาจจะมีอะไรคาดไม่ถึงอยู่ในนั้น สุดท้ายแล้วจนแล้วจนรอด ก็ไม่มีอะไรเลยจริง ๆ สรุปแล้วได้ทำใจให้สงบบ้างไหมเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ที่สรุปได้คือคนที่กลัวว่าจะมีอะไรออกมา Jump Scare เราไหมก็ไม่ต้องกังวลไป (แต่สำหรับใครที่กลัวความมืดหรือที่แคบอาจจะต้องผ่านไปนะ) ถึงในนั้นจะมีไฟดวงเล็ก ๆ สลัว ๆ วางไว้ให้ในบางจุดที่เป็นหัวมุม แต่ข้างในก็ยังมืดจนต้องอาศัยคลำ ๆ กำแพงไปเรื่อย ๆ อยู่ดี และเป็นอีกเหตุผลที่เราเดินชนคนข้างหน้าอยู่บ่อยครั้งเพราะไม่รู้จะต้องเบรกที่ตรงไหน รู้ตัวอีกทีก็ชนเข้ากับกระเป๋าเป้แล้ว เป็นการเดินสั้น ๆ ไม่ถึง 10 นาทีที่ขอโทษขอโพยไปเยอะมาก ใครจะมาเดินกับเพื่อนร่วมทริปต้องทำใจนิดนึงเรื่องเดินชนกันนะ ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่เป็นไฮไลท์ของการเดินที่นี่คือการคลำหากุญแจที่แขวนอยู่บนผนังที่ใกล้ ๆ ทางออก ซึ่งถ้าคลำเจอล่ะก็ถือว่าจะได้รับโชคดีกลับไปด้วยนะ (ใบ้ให้นิดนึงว่ากุญแจอยู่ทางขวามือ) ส่วนเราหาไม่เจอเลยมูไม่สำเร็จ อดไป แต่สิ่งที่ได้ตอนที่เดินกลับออกมาคือความโล่งใจที่ได้อยู่ในที่สว่าง ๆ อีกครั้ง เย่

ร้านค้าที่เรียงแน่นเอี๊ยดตั้งแต่ทางเข้าจนถึงตัววัด ถ้าถึงเวลาเปิดร้านล่ะก็ที่นี่จะคึกคักมากทีเดียว

สักการะพระพุทธรูปแล้ว ไปเดินทำใจให้สงบ (มั้งนะ) ในความมืดแล้ว มาถึงวัดญี่ปุ่นทั้งทีจะไม่พูดถึงของกินและร้านค้าแถวๆ วัดได้ไง! ตั้งแต่เดินเข้าพื้นที่วัดมา เราจะเห็นร้านค้าต่าง ๆ เรียงกันเต็มสองข้างถนนคนเดินโดยมีพนักงานขายคอยเรียกลูกค้าให้เข้าไปชิมไปแวะดูกัน ในบรรดาร้านทั้งหลาย เราขอแนะนำให้แวะร้านขายโอยากิ (おやき) อาหารคล้ายซาลาเปาที่เป็นโซลฟู้ดประจำจังหวัดกันเพื่อปิดท้ายให้การมาเยี่ยมวัดที่นี่คอมพลีทยิ่งขึ้น โอยากินั้นทำจากแป้งสาลีและแป้งโซบะมีไส้ผักตามฤดูกาลเช่นมะเขือม่วง ฟักทอง และเห็ดเป็นต้น และเป็นอาหารที่เลี้ยงปากท้องคนในท้องที่จังหวัดอย่างยาวนาน ดังนั้นถ้าอยากรู้จักรสชาติที่มีทุกบ้านของจังหวัดนี้ล่ะก็ โอยากิคือเมนูหนึ่งที่หาชิมง่ายและติดใจได้ไม่ยาก แต่เสียดายที่จนตอนกลับร้านค้าที่วัดยังไม่เปิด เราเลยไม่มีโอกาสชิมโอยากิในบรรยากาศวัดเซ็นโคจิ ถ้าใครมาที่นี่ฝากชิมแทนด้วยนะ!

ร้านกาแฟ Starbucks เปิดเสิร์ฟกาแฟแต่เช้า แถมตกแต่งสวยกลมกลืนกับวัดด้วย

วัดเซ็นโคจิ (善光寺)

ที่อยู่ 491 Naganomotoyoshichō, Nagano, 380-0851, Japan. เวลาเปิด-ปิด พื้นที่วัดเปิด 24 ชั่วโมง แต่พื้นที่ใต้อุโบสถจะเข้าได้จนถึง 16.00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงของปี) ค่าเข้า (โซนอุโมงค์ใต้อุโบสถ) 600 เยน การเดินทาง จากสถานี JR Nagano นั่งรถบัส 15 นาทีลงที่ป้าย Zenkoji Daimon (善光寺大門) ค่ารถบัส 190 เยน เว็บไซต์ zenkoji.jp

2. ศาลเจ้าโฮทากะ (穂高神社) ศาลเจ้าคู่เทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น

ศาลเจ้าโฮทากะ

ศาลเจ้าโฮทากะเป็นศาลเจ้าเก่าแก่อายุกว่า 1,000 ปีที่ผูกพันอยู่กับเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นและตระกูลอาสุมะ (東家, Azuma Clan) ตระกูลนักเดินเรือที่อพยพจากคิวชูขึ้นเหนือมาตั้งรกรากที่นี่ และตั้งศาลเจ้าโฮทากะแห่งนี้เพื่อขอบคุณต่อเทพเจ้าโฮทาคามิ โนะ มิโกโตะ (穂高見命) เทพประจำเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น และเทพที่คุ้มครองการเดินเรือและการเดินทางให้ปลอดภัย ดังนั้นเครื่องรางที่นี่จึงขึ้นชื่อเรื่องการคุ้มครองการเดินทางให้ปลอดภัย และหลายคนมักนำยานพาหนะของตัวเองมาเพื่อรับพรในช่วงปีใหม่ รวมถึงมีนักปีนเขาที่แวะมาที่นี่เพื่อขอพรก่อนขึ้นไปปีนเขาที่คามิโคจิ

โทริอิไม้ทางเข้าออกด้านหนึ่งของศาลเจ้าโฮทากะ เมื่อเดินผ่านเข้าไปจะมีห้องสำหรับติดต่อทำพิธีต่าง ๆ ของศาลเจ้า

ด้วยความเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่รายล้อมด้วยป่าไม้สูง รวมถึงบรรยากาศที่เงียบสงบ ทำให้ศาลเจ้าโฮทากะแห่งนี้ถือเป็นจุดรวมพลัง (Power Spot) แห่งหนึ่งที่คนญี่ปุ่นนิยมเดินทางมาเพื่อรับพลังและสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเอง

ศาลาไม้สำหรับเต้นรำคางุระซึ่งถ้าได้เข้าไปมองใกล้ ๆ จะเห็นงานไม้ที่ประณีต

นอกจากนี้ ที่น่าสนใจคืออาคารไม้ต่าง ๆ ในพื้นที่ศาลเจ้ารวมถึงศาลาสำหรับการเต้นรำคางุระที่สวยงามและยังคงลักษณะสถาปัตยกรรมแต่อดีตให้เราชมกัน เหตุผลหนึ่งที่อาคารในศาลเจ้ายังคงสมบูรณ์นั้นมาจากธรรมเนียมในการบูรณะอาคารขึ้นใหม่ทุก ๆ 2 ปีโดยยังคงรูปแบบการก่อสร้างและวัสดุที่เหมือนเดิมทุกประการเพื่อส่งต่อศาลเจ้าที่มีมาแต่อดีตให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ นั่นเอง

วันที่เราไปถึงเป็นวันที่ถือว่าฝนตกหนักทีเดียวในมาตรฐานของที่ญี่ปุ่น ถึงอย่างนั้นที่ศาลเจ้าก็ยังมีคนเข้ามาสักการะและถ่ายรูปกันเยอะไม่ต่างจากเวลาปกติเลย ถึงบรรยากาศจะดูชวนเหงานิดนึงเพราะเป็นวันฝนตกและหมอกลง แต่ภาพศาลเจ้าโฮทากะกลางสายฝนที่ถ่ายออกมาได้นั้นก็ยังสวยอยู่ดี พิสูจน์ได้เลยว่าศาลเจ้าโฮทากะเป็นที่หนึ่งที่น่ามาเที่ยวไม่ว่าจะเป็นวันที่อากาศแบบไหน แต่ถ้าอยากให้ดีสุดก็ต้องมาในวันที่ฟ้าโปร่งแน่นอน เพราะถ้าเป็นวันฟ้าใสล่ะก็ จะเห็นวิวเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นไกล ๆ จากตรงทางเข้าศาลเจ้าด้วยนะ ตรงนี้เป็นจุดที่ส่วนตัวแล้วเสียดายมาก ๆ เพราะไม่งั้นเราจะได้เยี่ยมศาลเจ้าพร้อมชมวิวเทือกเขาซึ่งเป็นสิ่งบูชาของศาลเจ้าโฮทากะพร้อม ๆ กันไปด้วยเลย ซึ่งเราได้คนกระซิบมาว่าแบบนั้นจะครบสูตรเที่ยวสุด ๆ ถ้าจะมาเที่ยวที่นี่ ขอแนะนำให้เล็งวันที่ฟ้าแจ่มใสไว้นะ

ศาลเจ้าโฮทากะ (穂高神社)

ที่อยู่ 6079 Hotaka, Azumino, Nagano, 399-8303 Japan. เวลาเปิด-ปิด 8.30 – 17.00 น. ค่าเข้า ฟรี การเดินทาง เดิน 3 นาทีจากสถานี JR Hotaka เว็บไซต์ hotakajinja.com

รู้ไหม? มีรถไฟพิเศษที่พาเราไปศาลเจ้าโฮทากะได้นะ!

Resort View Furusato

รถไฟพิเศษที่ว่านี้คือ Resort View Furusato รถไฟสีขาว-เขียวเรียบง่ายน่ารัก หนึ่งในรถไฟ Joyful Train ของ JR EAST โดยรถไฟนี้มาในธีม “ฟุรุซาโตะ (บ้านเกิด)” ซึ่งเป็นคำที่ผูกอยู่กับความผ่อนคลายเรียบง่าย

และก็สมชื่อจริง ๆ เพราะตั้งแต่ดีไซน์ของตัวรถที่นั่งสบายให้บรรยากาศมินิมอลแล้ว วิวนอกหน้าต่างที่เต็มไปด้วยทะเลสาบ ภูเขา และชุมชนในชนบทก็ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังได้หนีออกจากความวุ่นวายเพื่อกลับบ้านจริง ๆ แถมบนขบวนรถยังมีของอร่อย ๆ ขายให้อร่อยเพลิน ๆ ระหว่างนั่งรถด้วย โดยเฉพาะน้ำแอปเปิ้ลชินชูของที่ต้องลอง!

3. เมืองอุเอดะ (上田市) เมืองซามูไรขวัญใจคนญี่ปุ่น

วิวทุ่งนาและภูเขาของเมืองอุเอดะที่เห็นได้จากรถไฟ Ueda Dentetsu

อุเอดะ…อุเอดะ…” คนที่เคยดูภาพยนตร์อนิเมะ Summer Wars (2009) ต้องเคยได้ยินชื่อสถานีรถไฟและชื่อเมืองอุเอดะที่เป็นฉากหลังของเรื่องมาแล้ว แน่นอนว่าเราเป็นหนึ่งในนั้น แต่ก็ไม่เคยคิดว่าเมื่องอุเอดะที่จะมาในทริปนี้จะเป็นที่เดียวกันกับในภาพยนตร์ จนมาเห็นการตกแต่งตัวละคร Summer Wars ที่สถานีรถไฟ Ueda เลยเพิ่งอ๋อว่า อ้าว ที่นี่เองเหรอ? เอ้ย เดี๋ยวก่อน หรือคนละอุเอดะ? เพื่อความชัวร์เลยเปิดวิกิพีเดียดูอย่างไว โอเค ของจริงเลย ถือว่าเป็นเซอร์ไพรส์ที่ยกเลเวลความตื่นเต้นระดับ +99 UP

มาถึงสถานี Ueda ของ Ueda Dentetsu ก็เจอกับคุณย่าทวดซากาเอะเลย

เห็นบรรยากาศชนบทในภาพยนตร์น่าอยู่แบบไหน สถานที่จริงก็น่าอยู่แบบนั้นเลย แถมเราโชคดีที่มาในช่วงปลายฤดูร้อนที่เป็นช่วงเดียวกันกับท้องเรื่องด้วย งานนี้เลยเหมือนได้เทียบบรรยากาศสถานที่จริงและในภาพยนตร์ไปด้วยในตัว ซึ่งเรายืนยันได้เลยว่าเมืองอุเอดะถือเป็นเมืองชนบทท่ามกลางภูเขาที่น่าอยู่มากแห่งหนึ่งทีเดียว ถ้าอยากเกษียณมาอยู่เงียบ ๆ ที่ญี่ปุ่นล่ะก็ อุเอดะเป็นที่ที่เตะตากรรมการแน่นอน

รูปปั้นเหมือนซานาดะ ยูคิมุระในวัยหนุ่ม

ถ้ามาถึงอุเอดะแล้วต้องไปที่ไหนบ้าง? อย่างแรกเลยคือปราสาทอุเอดะ (上田城, Ueda Castle) สถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองอุเอดะและเกี่ยวข้องกับซานาดะ ยูคิมุระ (真田幸村, Sanada Yukimura) ซามูไรชื่อดังในประวัติศาสตร์ผู้ขึ้นแท่นซามูไรยอดนิยมในใจคนญี่ปุ่นมาเป็นเวลานาน แถมตระกูลซานาดะยังเป็นต้นแบบให้กับตระกูลครอบครัวของนัตสึกิใน Summer Wars อีกด้วย ถือว่าได้มาตามรอยสองต่อเลย ชีวิตติ่งคอมพลีทแล้ว กลับเข้าเรื่องก่อน ๆ ปราสาทอุเอดะตั้งอยู่ในพื้นที่สวนขนาดใหญ่ที่ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่มาเดินเล่น หรือนักเรียนที่มาขอพรเรื่องการเรียนการสอบ หรือติ่งประวัติศาสตร์ซามูไรก็มาสนุกกันได้ สมกับเป็นสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางของเมืองอุเอดะมานับร้อยปีจริง ๆ

ศาลเจ้าซานาดะเป็นศาลเจ้าที่คนญี่ปุ่นนิยมมาไหว้เพื่อขอพร โดยเฉพาะบรรดานักเรียนที่กำลังอยู่ในช่วงสอบ

แถมวิวเมืองอุเอดะพร้อมภูเขาที่เห็นได้จากบนพื้นที่ปราสาทก็คุ้มค่าแก่การขึ้นไปชมและเก็บภาพเป็นที่ระลึกเช่นกัน และพอยิ่งได้มาเห็นวิวมุมสูงที่คนของตระกูลซานาดะเองก็น่าจะเคยได้มองจากบนนี้ ก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ที่ปราสาทและตระกูลเจ้าของเคยมีอยู่ในอดีตเลยทีเดียว

วิวเมืองอุเอดะที่เห็นได้จากบนสวนปราสาทอุเอดะ

ปราสาทอุเอดะ (上田城)

ที่อยู่ 4-6 Ninomaru, Ueda, Nagano 386-0026, Japan. เวลาเปิด-ปิด เปิด 24 ชั่วโมง ค่าเข้า ฟรี การเดินทาง เดิน 10 นาทีจากสถานี JR Ueda เว็บไซต์ nagano-ueda.gr.jp

หลังจากมาเก็บแลนด์มาร์กประจำเมืองแล้ว ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาเดินเล่นชิว ๆ พักผ่อนให้สบายตัวบ้าง นั่งรถไฟมาที่เบชโชออนเซ็น (別所温泉, Bessho Onsen) กันต่อได้เลย

ตรอกร้านค้าเล็ก ๆ ในเบชโชออนเซ็น

เบชโชออนเซ็นเป็นย่านเมืองออนเซ็นเก่าแแก่ที่สุดในพื้นที่แห่งนี้ และมีชื่อเล่นว่า “คามาคุระแห่งชินชู (信州の鎌倉)” (ชินชูคือชื่อเก่าของพื้นที่นากาโนะในปัจจุบัน) แค่ฉายาก็ฟังดูว้าวแล้วเนอะ ที่สำคัญคือเดินทางไปได้ง่ายมาก เพราะแค่ลงรถไฟมาเราก็จะมาโผล่ที่ย่านออนเซ็นเลย โดย ณ ใจกลางย่านร้านค้าและเรียวกังมีลำธารสายหนึ่งไหลผ่านอยู่ อาจจะดูเหมือนลำธารธรรมดา แต่ถ้าลองเข้าไปยืนดูบนสะพานใกล้ ๆ ล่ะก็จะได้กลิ่นที่คนรักออนเซ็นน่าจะรู้จักกันดี ใช่แล้ว ลำธารทั้งสายนี้ก็คือน้ำพุร้อนที่ไหลป้อนไปยังบ่อออนเซ็นแห่งต่าง ๆ ในละแวกนี้นั่นเอง! พอลองชะโงกหน้าลงไปนิดนึงบางช่วงจะรู้สึกเลยว่ามีไอน้ำร้อน ๆ ลอยขึ้นมาด้วย อ่า แค่มีไอน้ำมาแตะหน้าก็รู้สึกผิวดีแล้ว

ธารน้ำออนเซ็นที่ไหลผ่านย่านเบชโชออนเซ็น ถ้ายืนบนสะพานล่ะก็จะรู้สึกได้ถึงไอน้ำที่ระเหยขึ้นมาเลย

เบชโชออนเซ็นแห่งนี้ขึ้นชื่อคุณสมบัติในการบำรุงรักษาร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นซามูไรที่ต้องการรักษาบาดแผล หรือว่าที่เจ้าสาวที่อยากบำรุงผิวให้สวยก่อนงานแต่งก็ล้วนมาที่เบชโชออนเซ็นแห่งนี้กันทั้งนั้น พูดถึงการบำรุงแล้ว แลนด์มาร์กเล็ก ๆ จุดหนึ่งที่น่าสนใจของที่นี่คือน้ำออนเซ็นที่ดื่มได้ (飲泉塔) ที่มีทั้งหมด 3 จุดด้วยกัน และเป็นน้ำออนเซ็นที่ดื่มได้เพื่อสุขภาพ และถ้าจะได้ดีสุดคือต้องดื่มประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมงก่อนอาหาร (แต่ไม่แนะนำให้ดื่มหลังอาหาร และทางเบชโชออนเซ็นขอสงวนไม่ให้ผู้อายุต่ำกว่า 15 ปีดื่มนะคะ)

ออนเซ็นดื่มได้หน้า Oyu สามารถรองน้ำจากปากมังกรดื่มได้เลย

และจุดที่เราไปมาก็คือออนเซ็นดื่มได้ที่ตั้งอยู่หน้าOyu (大湯) ลักษณะของออนเซ็นดื่มได้คือจะมีเสาหินพร้อมรูปปั้นหัวมังกรที่มีน้ำไหลออกมาจากปาก ถึงจะลังเลอยู่นิดนึงเพราะไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง แต่เอาสิ ครั้งหนึ่งในชีวิตแหละ ว่าแล้วก็วักขึ้นมาดื่มจิบหนึ่ง แจ๊บ ๆ …จิบ ๆ…งืม ถามว่ารสชาติน้ำออนเซ็นเป็นยังไงเหรอ? เอ่อ…คิดแป๊บนะ มันคุ้นเคยแต่แปลกใหม่อย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน อ้อ นึกออกแล้ว ถ้าบอกว่าน้ำไม่มีรสชาติแต่กลิ่นเหมือนไข่ต้มทุกคนจะงงไหม? งงเนอะ เราก็งง ฮ่า ๆ ๆ แต่ใด ๆ คือดื่มได้แน่นอนไม่ต้องห่วงท้องไส้ปั่นป่วน

แน่นอนว่านอกจากน้ำออนเซ็นที่มีไว้ให้ดื่มอย่างที่ลองไปเมื่อกี้ เบชโชออนเซ็นก็มีเรียวกังและออนเซ็นมากมายให้เลือกเข้าไปพักผ่อนกันได้ตามที่ชอบ แต่ถ้าเพื่อน ๆ แค่อยากมาแช่ออนเซ็นแป๊บ ๆ ให้หายอยากก่อนเดินทางต่อ ก็มาที่นานะคุริ (ななくり) กันได้เลย

ออนเซ็นเท้าแช่ฟรีที่นานะคุริ

นานะคุริเป็นบ่อออนเซ็นเท้าที่ให้เราแช่เท้าได้ฟรีนานเท่าไหร่ก็ได้ตามใจอยาก โดยออนเซ็นเท้าแห่งนี้มีศาลาหลังคาทรงหกเหลี่ยมคลุมข้างบนอยู่ ซึ่งรูปร่างของศาลานี้เป็นการสื่อถึงเจดีย์ห้าชั้นของวัดคิตามุคิคันนน (北向観音, Kitamuki Kannon) ที่เป็นวัดประจำเมืองนี้นั่นเอง

เจดีย์หลังคาทรงหกเหลี่ยมของวัดคิตามุคิคันนนซึ่งเป็นต้นแบบศาลาออนเซ็นเท้านานะคุริ

ระหว่างนั่งแช่เท้าไปเราก็จะได้ยินเสียงธารน้ำพุร้อนไหลอยู่ไกล ๆ พร้อมสูดอากาศสดชื่นของภูเขาไปด้วย เป็นการแวะพักผ่อนที่ไม่เลวเลย อ้อ อย่าลืมเตรียมผ้าเช็ดเท้าผืนเล็ก ๆ ไปด้วยนะ ส่วนผลที่ได้เหรอ? จังหวะที่ยกเท้าขึ้นมาจากน้ำแล้วเช็ดให้แห้ง รู้สึกได้เลยว่าผิวที่เท้านิ่มมากเหมือนเอาไปชุบสกินแคร์มา เผลอ ๆ จะนิ่มกว่ามืออีก จนตั้งใจไว้เลยว่ารอบหน้าถ้ามาต้องมาแช่ทั้งตัวให้ได้แล้วล่ะ

เบชโชออนเซ็น (別所温泉)

ที่อยู่ Ueda, Nagano 386-1431, Japan. เวลาเปิด-ปิด เปิด 24 ชั่วโมง ค่าเข้า (นานะคุริ) ฟรี การเดินทาง จากสถานี JR Ueda ต่อรถไฟสาย Ueda Dentetsu Bessho มาลงสถานี Bessho-Onsen ที่เป็นสถานีปลายทาง เว็บไซต์ besshoonsen-zaisanku.com

ถ้ามีเวลา ไปนั่งรถไฟดูดาวกัน!

HIGH RAIL 1375

สำหรับเพื่อน ๆ ที่มาเที่ยวอุเอดะและเบชโชออนเซ็น และยังรู้สึกเที่ยวไม่พอ แนะนำให้ตีตั๋วขึ้นรถไฟขบวนพิเศษ HIGH RAIL 1375 อีกรถไฟ Joyful Train ของ JR EAST กัน!

รถไฟขบวนนี้เป็นรถไฟธีมดวงดาวที่วิ่งบนทางรถไฟที่ถือว่าตั้งอยู่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และแวะจอดที่สถานี JR Nobeyama สถานีรถไฟที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น อีกทั้งเป็นจุดดูดาวชั้นเยี่ยมด้วย

โดยระหว่างทางจะมีวิวชนบทและภูเขาพร้อมหุบเขาสวยให้ชมตลอดสองข้างทาง รวมถึงภายรถไฟก็ดีงามไม่แพ้กัน เพราะตกแต่งด้วยสีน้ำเงินและมีลวดลายกลุ่มดาวอยู่เต็มขบวนรถ แถมยังมีห้องท้องฟ้าจำลองด้วย! และถ้านั่งขบวนกลางคืน Hoshizora ล่ะก็ จะมีคุณลุงไกด์ผู้ใจดีมาพาไปทัวร์ดูดาวด้วยนะ!

4. ฮาคุบะ (白馬) จุดท่องเที่ยวธรรมชาติกลางภูเขา

Tsugaike Nature Garden ในวันฝนตกหมอกลง

ฮาคุบะเป็นชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในบริเวณเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อในฐานะแหล่งสกีรีสอร์ทในฤดูหนาวที่ทุกคนจะได้สนุกเต็มที่กับหิมะขาวปุย และแหล่งเล่นกิจกรรมกลางแจ้งในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงที่เราจะได้ชมธรรมชาติไปพร้อม ๆ กับการเดินเขา นั่งชิว ๆ ชมวิวบนระเบียงกว้าง ปั่นจักรยาน รวมถึงแช่ออนเซ็น เรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านเงียบสงบกลางหุบเขาที่คนรักการผจญภัยท่ามกลางธรรมชาติต้องชอบแน่นอน

สำหรับใครที่อยากมาเที่ยวชาร์จพลังจากธรรมชาติแบบไปเช้าเย็นกลับ เราขอแนะนำให้มาเที่ยวสีกาอิเคะโคเก็น (栂池高原, Tsugaike Kogen) เลย เพียงนั่งรถจากสถานีรถไฟ JR Hakuba (白馬駅) ไปยัง Village Tsugaike (ヴィレッジツガイケ) ที่เปรียบเหมือนทางเข้าสู่สึกาอิเคะโคเก็น

จุดขายตั๋ว Tsugaike Mountain Resort เข้าไปซื้อตั๋วโลด

เมื่อเข้าไปเราจะเจอกับเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วกระเช้าลอยฟ้า ตั๋วจะมีหลายราคาให้เราเลือกแล้วแต่ว่าเราจะนั่งกระเช้าขึ้นไปถึงไหนและจะเข้าสวน Tsugaike Nature Garden (栂池自然園) หรือไม่ แต่ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว เราขอแนะนำให้นั่งกระเช้าไปจนสุดสถานีปลายทางและเข้า Tsugaike Nature Garden ไปด้วยเลย

ตั๋วสำหรับขึ้นกระเช้าและเข้า Tsugaike Nature Garden พร้อมคูปองและแบบสอบถาม ถ้าตอบแล้วจะได้ของที่ระลึกเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยนะ

ตั๋วที่เราเลือกคือตั๋วนั่งกระเช้าไปกลับ (ครอบคลุมทั้ง Tsugaike Gondola และ Tsugaike Ropeway) ที่รวมค่าเข้า Tsugaike Nature Garden ไว้แล้ว พอซื้อตั๋วก็เดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 และเดินไปตามทางเดินอีกสักพักเราจะถึงสถานี Gondola แรก ซึ่งระหว่างทางเราไปขึ้นกระเช้าเราจะได้ชมวิวยอดเขาสูงเป็นน้ำจิ้มกันไปพลางก่อนแล้ว

ระหว่างเดินไปขึ้นกระเช้าก็ได้อาบป่าของฮาคุบะไปแล้วหนึ่งกรุบ

ระหว่างที่กระเช้ากำลังไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ เราจะได้ชมวิวภูเขาในมุมที่กว้างขึ้นทุกขณะ ทั้งยังได้วิวแม่น้ำข้างล่างและแมกไม้แบบใกล้ ๆ ด้วย เรียกได้ว่ามีทุกมุมที่สายถ่ายรูปอยากได้เลย ซึ่งถ้าเป็นวันที่ฟ้าใสวิวที่ได้น่าจะสวยแน่นอน แต่เสียดายว่าวันที่เราไปเป็นวันที่มีฝนตกและเมฆทึบและมีทะเลหมอกหนามาก ถึงอย่างนั้นในช่วงที่หมอกจางก็จะได้วิวภูเขาวันฝนพรำที่ให้บรรยากาศเย็น ๆ เหมือนกัน (และแน่นอนว่าอากาศก็เย็นมาก ๆ ด้วย บรื๋อ)

วิวภูเขากลางทะเลหมอกของฮาคุบะที่เห็นได้จากบนกระเช้า

หลังจากนั่งกระเช้าทั้งหมด 25 นาที และเดินกลางฝนปรอย ๆ ต่ออีกราว 10 นาทีเราจะมาถึงทางเข้า Tsugaike Nature Garden โดยที่ทางเข้าจะมีกระท่อมที่เป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่ ข้างในมีทั้งพนักงานคอยช่วยดูแลให้ข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงร้านจำหน่ายของที่ระลึกให้เลือกหยิบติดไม้ติดมือกลับบ้านได้

บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวใกล้ทางเข้า Tsugaike Nature Garden

แต่เรื่องนั้นไว้ก่อน เพราะไฮไลท์ของที่นี่รอเราอยู่ Tsugaike Nature Garden แห่งนี้เป็นสวนที่มีทางไม้ปูลัดเลาะไปตามที่ราบของหุบเขาสึกาอิเคะให้เราเดินชมธรรมชาติของภูเขาแห่งนี้ได้แบบสบาย ๆ โดยมีคอร์สเส้นทางเดินให้เลือกหลายแบบตามแต่ว่าเราอยากจะเดินถึงไหนหรือมีเวลาเดินมากเท่าไหร่เช่นกัน และคำว่าเดินเขาได้สบายนั้นคือเดินสบายมากจริง ในเลเวลที่คนที่ไม่ค่อยมีโอกาสออกกำลังกายอย่างเราก็เดินได้แบบไม่ลำบากเลย ดังนั้นใครอยากพาน้อง ๆ เด็กเล็กหรือพ่อแม่ที่อายุมากแล้วมาเดินเล่นสูดอากาศที่นี่ก็พามาได้แน่นอน

ทางเข้า Tsugaike Nature Garden

ในวันที่เราไปเป็นช่วงบ่ายแก่ ๆ แล้วเลยขอลุยคอร์สชิ วๆ ที่ใช้เวลา 15 นาทีเท่านั้น ถึงจะเป็นคอร์สเดินที่สั้นที่สุดแต่วิวที่ได้ถือว่าสวยคุ้มสุด ๆ เช่นกัน โดยเส้นทางนี้จะพาเราเดินวนแถว ๆ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว บวกกับแฉลบเข้าไปกลางภูเขาเล็กน้อยให้ได้สัมผัสบรรยากาศที่มีธรรมชาติและภูเขารายล้อมบ้างแบบกรุบกริบ

ถึงหมอกจะลงจนไม่เห็นยอดเขารอบ ๆ แต่วิวแบบนี้ไม่เลวเลยทีเดียว

แน่นอนว่ามาเที่ยวภูเขาทั้งที ทุกคนก็อยากมาในวันฟ้าแจ่มใสที่เราจะได้เห็นได้เดินเที่ยวอย่างเต็มที่ แต่จะบอกว่าแม้วันฝนตกที่นี่ก็สวยไปอีกแบบเช่นกัน! จากท้องฟ้าสีเทามองลงมา เราจะเห็นเงาภูเขาที่มีสีเขียวเข้มสุดท้ายของฤดูร้อนที่เห็นได้ลาง ๆ ข้างหลังหมอก และข้างล่างสุดเบื้องหน้าเราจะมีทุ่งที่ราบสีส้มทองแซมด้วยใบไม้เขียวแดงประปรายที่ยังสีสดใสไม่มีแผ่ว พอลองหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายดูกลายเป็นได้รูปสึกาอิเคะโคเก็นในบรรยากาศเย็น ๆ ขรึม ๆ ที่มีเสน่ห์ทีเดียว และช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปฤดูใบไม้ร่วงพอดี ดังนั้นบรรยากาศที่ได้จะเป็นบรรยากาศที่ปนเประหว่างสองฤดูอย่างน่าสนใจทีเดียว

ทางเดินคอร์สสั้นๆ นี้จะพาเราเข้าไปกลางภูเขา สูดอากาศสดชื่นให้เต็มปอดกันได้เลย

ถึงอย่างนั้น ขอแนะนำให้เช็คสภาพอากาศในวันที่จะเดินทางก่อนมานะ ถ้าพยากรณ์อากาศบอกว่าจะมีฝนตกหนัก แนะนำให้ใส่รองเท้าที่กันน้ำได้มาอย่างยิ่ง เพราะเห็นฝนพรำเบา ๆ แบบนี้ พอเดินไปสักครึ่งชั่วโมง รู้ตัวอีกทีก็รองเท้าแฉะแล้ว แต่ถ้าเตรียมตัวมาดี ๆ ล่ะก็ จะวันฝนตกขนาดไหนก็ไม่ขัดความสนุกของการเที่ยวสึกาอิเคะโคเก็นแน่นอน

Tsugaike Nature Garden (栂池自然園)

ที่อยู่ Chikuniotsu, Otari, Kitaazumi District, Nagano 399-9422, Japan. เวลาเปิด-ปิด กระเช้าแรกเริ่มให้บริการ ช่วง 6.00-8.30 น. และกระเช้าขาลงสุดท้ายให้บริการ 16.20-17.20 น. ค่าเข้า 3,700 เยน (รวมค่ากระเช้าและค่าเข้า Tsugaike Nature Garden) การเดินทาง จากสถานีรถไฟ JR Hakuba ต่อรถแท็กซี่ไป Tsugaike Kogen Ski Resort จากนั้นขึ้นกระเช้า 25 นาที เว็บไซต์ sizenen.otarimura.com , tsugaike.gr.jp

5. คามิโคจิ (上高地) ประตูสู่เทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือ

คามิโคจิ ทางเข้าสู่เทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น

ปิดท้ายกันด้วยที่สุดของที่สุดแห่งจุดท่องเที่ยวของจังหวัด นั่นคือคามิโคจิ (上高地, Kamikochi) ซึ่งเป็นที่ที่คนรักการเดินป่าและการปีนเขาต้องรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อผ่านหูมา เพราะที่นี่ถือเป็นประตูทางเข้าสู่เส้นทางปีนเทือกเขาฮิดะ หรือฉายาเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นนั่นเอง ฉายาเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นนี้มีที่มาจากคำบันทึกของวอลเตอร์ เวสตัน (Walter Weston) มิชชันนารีชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 19 ผู้ทำงานเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติแห่งคามิโคจิไว้ โดยเขาเปรียบความงามของเทือกเขาฮิดะว่าเหมือนเทือกเขาแอลป์ในยุโรป และไม่นานชื่อ “เทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น” ก็เป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างในปัจจุบัน อีกทั้งทุกวันที่ 11 พฤษภาคมของปีจะมีการจัดงาน Weston Festival เพื่อฉลองและระลึกถึงวอลเตอร์ เวสตันผู้นี้อีกด้วย

ทางเดินป่าที่มีร่มตลอดทางของคามิโคจิ ถ้าแค่ภาพก็สดชื่นแล้วล่ะก็ ของจริงอากาศดีต่อใจมาก

ที่นี่เราจะได้สัมผัสกับที่สุดของธรรมชาติแห่งภูเขาของญี่ปุ่นที่แทบไร้การรบกวนใด ๆ จากมนุษย์ และอากาศที่สดชื่นชนิดที่รู้สึกได้ฟอกปอดตั้งแต่หายใจซู้ดแรกเข้าไป จังหวะแรกที่ก้าวลงจากรถแล้วสูดอากาศของคามิโคจิเข้าไปฟืดแรกก็รู้เลยว่านี่แหละ คุณค่าที่ปอดคู่ควร ปกติแล้วถ้าจะมาที่นี่หลายคนจะนั่งรถบัสไปลงสุดสายที่ Kamikochi Bus Terminal แต่ถ้าใครคิดว่าไหน ๆ ก็มาทั้งทีขอเดินให้คุ้มกับที่นั่งรถมาหน่อย เราขอแนะนำให้ลงรถที่ป้าย Taisho Pond จากป้ายรถเมล์เดินลงบันไดไปเราจะเจอกับไฮไลท์แรกนั่นคือบึงไทโช (大正池, Taisho Pond) บึงสีฟ้าอมเขียวที่เป็นจุดถ่ายรูปแห่งแรก ที่นี่เราจะได้เห็นหนึ่งในวิวที่สวยที่สุดวิวหนึ่งของคามิโคจิ โดยมีท้องฟ้าใส ภูเขาสูง และผืนน้ำกว้างที่สะท้อนภาพได้เหมือนกระจก ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเยือนคามิโคจิที่เยี่ยมเลยทีเดียว

บึงไทโช ป้ายแรกของคามิโคจิ

จากบึงไทโชจะมีทางเดินที่ถูกถางไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวเดินโดยเฉพาะ ระหว่างเดินไปตามทางเราจะผ่านใต้ต้นไม้สูงร่มรื่นที่ยืนเฝ้ามองนักท่องเที่ยวมาแล้วนับสิบ ๆ ปี อีกทั้งนักท่องเที่ยวที่เดินสวนทางกับเราอาจจะมีทักทายว่า “คนนิจิวะ (สวัสดี)” ด้วยนะ เรียกว่าได้บรรยากาศที่ทุกคนมาที่นี่เพื่อพักผ่อนอย่างแท้จริง พอเดินไปสักพักเราจะมาถึงเวิ้งที่มีแม่น้ำอาสุสะ (Azusa River) ไหลผ่านทิวต้นลาร์ชโดยมีภูเขาเป็นฉากหลัง จุดนี้เป็นจุดที่หลายคนมักจะแวะพักเพื่อชมบรรยากาศกัน ซึ่งเข้าใจได้เลยว่าทำไม เพราะองค์ประกอบของที่นี่สวยมาก แถมจะได้เห็นแม่น้ำอาสุสะแบบใกล้ ๆ ด้วย กระซิบนิดนึงว่าในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเราจะได้เห็นวิวทิวต้นลาร์ชสีทองตัดกับแม่น้ำสีฟ้าและพื้นกรวดสีเทาด้วยนะ ถ้ามาเที่ยวในฤดูใบไม้ร่วงล่ะก็ต้องมาให้ได้เลย!

วิวแม่น้ำอาสุสะและต้นลาร์ช ถ้าเป็นฤดูใบไม้ร่วงทิวต้นลาร์ชจะเปลี่ยนเป็นสีทองให้ชมด้วย

และหลังจากเดินต่อมาอีกพักใหญ่ ๆ เราจะเริ่มเห็นผู้คนเดินไปมามากขึ้น จนมาถึงจุดที่เป็นไฮไลท์ของคามิโคจิ นั่นคือสะพานกัปปะ (河童橋, Kappa Bridge) สะพานที่เป็นแรงบันดาลใจใหักับ “กัปปะ (河童)” ผลงานของอาคุตากาว่า ริวโนสุเกะนักเขียนอมตะของญี่ปุ่น ซึ่งเนื้อเรื่องในนิยายเรื่องนี้มีคามิโคจิและสะพานกัปปะแห่งนี้เป็นฉากหลังนั่นเอง ถ้าเพื่อน ๆ เป็นสายวรรณกรรมล่ะก็ การได้มาเที่ยวตามรอยงานวรรณกรรมที่นี่ถือเป็นโบนัสเลยก็ว่าได้ ต่อให้รู้แค่เนื้อเรื่องย่อของกัปปะโดยไม่ได้อ่านหนังสือตัวเต็มมา แต่ถ้ามาเห็นสะพานกัปปะของจริงล่ะก็ เราคิดว่าหลายคนพอจะเข้าใจได้เลยว่าทำไมอาคุตากาว่าถึงเลือกให้ที่นี่เป็นฉากหลัง เพราะที่นี่เป็นที่ที่สิ่งมนุษย์สร้างมาเจอกับธรรมชาติที่แทบไร้การแตะต้อง ยังไม่นับถึงบรรยากาศภูเขาที่สวยงามจนไม่คิดว่าเป็นที่ญี่ปุ่น และจุดที่ว่าคามิโคจิคือประตูทางเข้าสู่เทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นด้วย

สะพานกัปปะ จุดที่ถ้ามาคามิโคจิแล้วต้องถ่ายรูปให้ได้

ที่สำคัญ วิวน้ำใสที่มีป่าขนาบข้างและยอดเขาสูงอยู่ข้างหลังเป็นอะไรที่เห็นแว๊บแรกแล้วอยากตะโกนเลยว่า “สดชื่นว้อยยย!” โดยระหว่างที่เก็บรูปไปแถว ๆ นั้นก็จะมีนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ มาขอให้ถ่ายรูปด้วย เป็นบรรยากาศแลกกล้องกันถ่ายสลับกันยืนโพสต์ท่าที่น่ารักดี

แม่น้ำอาสุสะสีฟ้าใสแบบโนฟิลเตอร์บริเวณสะพานกัปปะ

บริเวณสะพานกัปปะจะเป็นป้ายรถบัสที่ปกติแล้วนักท่องเที่ยวหลายคนนิยมลงกันเพราะเดินทางสบายและมาถึงสะพานกัปปะที่เป็นไฮไลท์ได้ง่าย นอกจากนี้ บริเวณที่นั่งรอรถเมล์ยังมีร้านขายของที่ระลึกและของอร่อยมากมายให้ซื้อมาเติมพลังระหว่างเดินป่ากัน ส่วนอาหารที่เราเลือกซื้อมาลองนั้นคือไก่ทอดซันโซคุยากิที่หอมเตะจมูกมาก ชนิดที่ตอนแรกไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันหอมมากเลยจิ้มเลือกซื้อมาโดยที่รู้แค่ว่าเจ้าสิ่งนี้น่ากินและต้องอร่อยแน่นอน แล้วมารู้ทีหลังว่าไก่ทอดนี่แหละของดีของที่นี่ แล้วก็อร่อยจริง ๆ ด้วย เรียกได้ว่าเป็นตัวตึงของจริงเลย

ไก่ทอดซันโซคุยากิกรอบนอกนุ่มในของดีประจำถิ่น ชิ้นเดียวอยู่ท้องแน่นอน

คามิโคจิ (上高地)

ที่อยู่ Matsumoto, Nagano 390-1516, Japan. เวลาเปิด-ปิด เปิด 24 ชั่วโมง ค่าเข้า ฟรี การเดินทาง จากสถานี JR Nagano นั่งรถบัส Sawayaka Alpico Bus มาลงที่บึงไทโชหรือ Kamikochi Bus Terminal (รถบัสเป็นระบบจองล่วงหน้า ค่าโดยสาร 3,400 เยน) เว็บไซต์ kamikochi.or.jp

ถามว่าคามิโคจิมีสถานที่ที่เป็นไฮไลท์แค่นี้หรือไม่? บอกเลยว่าไม่! ถ้ามีเวลาและแรงเหลือพอ เราขอแนะนำให้เดินไล่ขึ้นไปตามแม่น้ำอาสุสะราว 1 ชั่วโมงเพื่อมุ่งหน้าไปยังบึงเมียวจิน (明神池, Myojin Pond) อีกบึงที่ให้วิวสวยงามของคามิโคจิและเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าโฮทากะสาขาโอคุมิยะ (Hotaka Shrine Okumiya) รวมถึงวิวสะพานที่สวยคนละแบบกับสะพานกัปปะที่เราเห็นก่อนหน้านี้

สะพานเมียวจิน (明神橋) อีกสะพานของคามิโคจิที่ให้วิวสวยไม่แพ้สะพานกัปปะ

บึงเมียวจินตั้งอยู่ในพื้นที่ศาลเจ้าซึ่งต้องเสียค่าเข้าเล็กน้อย (300 เยน) แต่คุ้มกับการเดินมาแน่นอน หลังจากเดินลัดเลาะไปตามทางเดินเล็ก ๆ บวกกับกระโดดไต่ตามหินนิดหน่อยก็จะมาถึงจุดที่หลายคนชอบไปถ่ายรูปกัน นั่นคือสะพานท่าเรือไม้ที่ยื่นออกไปในบึงและให้เรายืนต่อหน้าความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและภูเขา ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพเจ้าประจำศาลเจ้าแห่งนี้

หยอดเหรียญ โค้ง ปรบมือ แล้วอธิษฐานโลด

ถ้าเพื่อน ๆ มาที่นี่ในช่วงเดือนตุลาคมล่ะก็ อาจจะได้ชมเทศกาลประจำปีที่นักบวชชินโตจะสวมชุดสมัยเฮอันล่องเรือไปบนผืนผิวน้ำด้วย ว่ากันว่างานนี้มีบรรยากาศที่สวยและแสดงถึงมนต์ขลังของที่นี่ได้ดีทีเดียว

อีกบึงหนึ่งในพื้นที่บึงเมียวจินที่สายถ่ายรูปต้องชอบแน่นอน

และถ้าเดินไปรอบ ๆ ตามทางที่จัดไว้ เราจะไปโผล่ตามบึงเล็กบึงน้อยอีกหลายจุดที่ให้เปรียบก็คงเหมือนหลุดออกมาจากภาพวาดของโมเน่ต์ (Monet) เลยทีเดียว เพราะงั้น คุ้มค่ากับเวลาและแรงที่เดินมาแน่นอน และสำหรับสายถ่ายรูปหรือสายอาร์ตที่อยากได้ภาพเรฟฉากสวย ๆ เรายิ่งขอแนะนำให้เดินมาถึงตรงนี้ให้ได้เลย เพราะจะมุมไหนก็สวยทั้งนั้น!

บึงเมียวจิน (明神池)

ที่อยู่ Matsumoto, Nagano 390-1520, Japan. เวลาเปิด-ปิด 06.00 – 17.00 น. ค่าเข้า 300 เยน การเดินทาง เดินจากสะพานกัปปะราว 1 ชั่วโมง เว็บไซต์ kamikochi.or.jp

และทั้งหมดนี้คือไฮไลท์ที่ใครมานากาโนะแล้วมาไม่ถึงถือว่าพลาด! และในฐานะคนที่เคยไปมาครั้งหนึ่งแล้ว เรายืนยันอีกเสียงได้เลยว่าเป็นจังหวัดที่มาเที่ยวครั้งเดียวไม่พอจริง ๆ เพราะที่นี่มีธรรมชาติสวยงาม ของอร่อย และเทศกาลสนุก ๆ ที่เปลี่ยนไปในแต่ละฤดูด้วย โดยภาพที่เราเก็บมาฝากเพื่อน ๆ นั้นเป็นช่วงปลายฤดูร้อน (ปลายเดือนกันยายน) ที่จะยังเหลือแมกไม้สีเขียวสดชื่นชุดสุดท้ายก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านเข้าฤดูใบไม้ร่วง และถ้าเพื่อน ๆ รู้สึกว่าหน้าร้อนยังสวยขนาดนี้ ลองจินตนาการดูว่าฤดูใบไม้ร่วงจะขนาดไหนกันนะ?

คามิโคจิในช่วงบ่ายแก่ ๆ แดดเริ่มคล้อย เห็นแล้วต้องหยิบกล้องมาถ่าย

เที่ยวหายห่วงเรื่องงบ ด้วย JR EAST PASS (Nagano, Niigata area)

JR East FAQ-Using Pass and Tickets

สำหรับคนที่อยากมาเที่ยวเพื่อเก็บให้ครบได้แบบนี้แต่ไม่อยากให้งบเดินทางบานปลาย ตัวช่วยหนึ่งที่เราใช้ตอนเดินทางและขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งเลยคือตั๋ว JR EAST PASS (Nagano, Niigata area) ที่ให้เราขึ้นรถไฟและรถชินคันเซ็นได้แบบไม่จำกัดตลอดระยะเวลา 5 วัน แถมจองที่นั่งรถไฟได้ฟรีด้วย ทั้งหมดนี้ในราคาเพียง 27,000 เยนเท่านั้น ซึ่งแค่ใช้เดินทางจากโตเกียวไปนากาโนะ นั่งรถรอบ ๆ จังหวัด (แถมอาจจะโฉบไปชิมของอร่อยที่จังหวัดนีงาตะ) แล้วนั่งรถกลับมาที่โตเกียวก็ถือว่านั่งคุ้มยิ่งกว่าคุ้มแล้ว

เพื่อน ๆ ที่อยากมาจัดทริปที่นี่ อย่าลืมปักหมุดสถานที่เหล่านี้และจับจองตั๋ว JR EAST PASS (Nagano, Niigata area) ไว้ได้เลย! ที่สำคัญคือเราสามารถซื้อ JR EAST PASS และจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าตั้งแต่ตอนอยู่ที่ไทยได้ง่าย ๆ ผ่าน JR-EAST Train Resevation ด้วยนะ!

JR EAST PASS (Nagano, Niigata area) ราคา ผู้ใหญ่ 27,000 เยน, เด็ก (อายุ 6-11 ปี) 13,500 เยน ระยะเวลาการใช้ตั๋ว 5 วันติดกัน (ขึ้นรถไฟได้ไม่จำกัดรอบ) พื้นที่ที่ใช้ตั๋วได้ จังหวัดนากาโนะ, จังหวัดนีงาตะ, ภูมิภาคคันโต อ่านข้อมูลเพิ่มเติมและซื้อตั๋วได้ที่ Official Website jreast.co.jp

ขอบคุณ ZIPAIR ผู้สนับสนุนการเดินทางจากประเทศไทยสู่กรุงโตเกียว

ZIPAIR LCC Airlines

ZIPAIR เป็นสายการบินราคาประหยัด (LCC-Low Cost Carrier) ระดับพรีเมียมในเครือ Japan Airlines (JAL) ที่เริ่มให้บริการครั้งแรกเมื่อประมาณกลางปี 2020 แม้เป็นสายการบินแบบ LCC แต่คุณภาพบริการและความสะดวกสบายของ ZIPAIR ที่ทัดเทียมกับ JAL ทำให้ ZIPAIR เป็นทางเลือกชั้นเยี่ยมสำหรับใครที่กำลังมองหาการเดินทางไปญี่ปุ่นในราคาประหยัด

จุดเด่นหลัก ๆ ของสายการบิน ZIPAIR ที่ทำให้แตกต่างจากสายการบิน LCC ทั่วไป

1. มี Internet Wi-fi ให้ใช้ตลอดการบิน
2. ที่นั่ง standard กว้างนั่งสบาย มีฟังก์ชั่นหลากหลาย
3. ชำระเงินระบบ Cashless
4. Full-Flat Seat ที่ปรับนอนได้ แถมเป็นส่วนตัวสุด ๆ
5. อาหารบนเครื่องมีให้เลือกหลากหลาย รสชาติอร่อย

ตารางบินเส้นทาง กรุงเทพฯ – นาริตะ

ขาไป: กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – โตเกียว (นาริตะ) 23:10-7:25(+1)
ขากลับ: โตเกียว (นาริตะ) – กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) 17:00-21:45
*มีเที่ยวบินทุกวัน

จองตั๋ว ZIPAIR

ZIPAIR Flight booking

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...