โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

7 ทรงผมสุดเฟี้ยวของดราเค่นคือทรงอะไร?

conomi

อัพเดต 22 มี.ค. 2567 เวลา 14.58 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2566 เวลา 17.01 น. • conomi.co

ตัวละคร ริวงูจิ เคน หรือ ดราเค่น จากโตเกียวรีเวนเจอร์จัดว่าเป็นหนึ่งในตัวละครที่เป็นที่ชื่นชอบอย่างมากจากแฟน ๆ ด้วยคาแรคเตอร์ที่ทั้งเท่ ดุดัน แต่ก็เป็นคนอบอุ่นและจิตใจอ่อนโยน จุดเด่นอีกอย่างที่ทำให้ตัวละครนี้มีเอกลักษณ์ที่น่าดึงดูดก็คือทรงผมไถข้างถักเปียด้านหลังสุดเฟี้ยวที่ดูเป็นแฟชั่นสุด ๆ ซึ่งทรงผมนี้มีที่มาจากชาวแมนจู!!

แต่ว่าก่อนที่เราจะไปดูที่มาที่ไปของทรงผมนี้ เรามาดูกันก่อนค่ะว่าในชีวิตของตัวละครนี้ที่เราได้เห็นมาในอนิเมะ เขาเคยทำทรงผมแบบไหนมาก่อนบ้าง

ทรงที่ 1-2 ดราเค่นสมัยชั้นประถม

ทรงผมแรกเป็นช่วงเวลาที่เขาหนีออกจากบ้านและได้ไปเจอกับมิตสึยะ เป็นผมสีบลอนด์ทองคล้ายทรงหวีเสย (Slick back) แสกข้างแล้วเสยขึ้นไปทั้งหมด

ต่อมาเป็นช่วงเวลาที่เขาชื่นชอบรูปภาพมังกรที่มิตสึยะพ่นบนกำแพง จึงได้นำรูปมังกรนี้มาสักบนศีรษะด้านซ้าย กลายมาเป็นทรงผมที่โกนผมด้านข้างและด้านหลังออกเพื่อโชว์ลายสักมังกร แต่ผมด้านบนเป็นทรงโมฮอว์กแบบสั้น ในช่วงเวลานี้เขาได้พบไมค์กี้เป็นครั้งแรก

ทรงที่ 3 ดราเค่นสมัยชั้นมัธยม 1

เป็นช่วงเวลาที่เริ่มก่อตั้งแก๊งโตเกียวมันจิไค ทรงผมของเขาเริ่มยาวจนมัดรวบไปด้านหลังแต่ยังไม่ได้ถักเปีย ซึ่งเราจะเห็นทรงผมนี้เป็นครั้งแรกได้จากภาพยนตร์ภาค 2 พาร์ทโชคชะตา ในซีนขี่มอเตอร์ไซค์กับเพื่อน ๆ ริมทะเล

ทรงที่ 4 ดราเค่นสมัยชั้นมัธยม 2-3

ดราเค่น ทรงผม มัธยมต้น

เป็นช่วงเวลาในเนื้อเรื่องหลักที่เราจะคุ้นตากับทรงผมของดราเค่นมากที่สุด ทรงผมลักษณะนี้ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า เบ็มปัตสึ (Benpatsu, 辮髪) หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า ทรงแมนจู (Queue Hair) เป็นทรงผมของผู้ชายจีนในอดีต ที่จะโกนผมเกือบทั้งหัว เหลือไว้เพียงหย่อมเล็ก ๆ และถักเปียยาวไว้ด้านหลัง หลาย ๆ คนก็น่าจะคุ้นเคยกับทรงผมนี้จากหนังพีเรียดจีนกันมาบ้างอย่างแน่นอน

ทรงผมนี้มีที่มาจากชาวแมนจูที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยในปี 1644 กองทัพแมนจูได้เข้ารุกรานจีน ก่อตั้งราชวงศ์ชิง และบังคับให้ผู้ชายทำผมทรงแมนจูเพื่อเป็นการครอบงำชาวจีนฮั่นให้แสดงถึงความอ่อนน้อมและยอมศิโรราบต่อการปกครองใหม่ ในปี 1645 ถึงกับมีกฎหมายออกมาติดไว้ทั่วประเทศจีนว่า “ไว้ผมไม่ไว้หัว ไว้หัวไม่ไว้ผม” ใครที่ขัดขืนจะต้องถูกประหารชีวิต แต่เมื่อเข้าศตวรรษที่ 20 ชาวจีนฮั่นที่ต่อต้านราชวงศ์ชิงก็เริ่มตัดเปียของตนเองเพื่อแสดงถึงการต่อต้าน จนทรงผมนี้เริ่มหายไปตามกาลเวลา

この投稿をInstagramで見る

山田裕貴 YUKI YAMADA 야마다 유키(@00_yuki_y)がシェアした投稿

ทรงผมนี้ถือว่าเป็นทรงเบ็มปัตสึแบบประยุกต์ คือโกนผมด้านข้างกับด้านหลัง เหลือไว้เพียงด้านบน ถักเปีย ปล่อยปอยผมข้างหน้าฝั่งขวา ซึ่งในภาพยนตร์ฉบับคนแสดง ยามาดะ ยูกิ ผู้รับบทก็ทุ่มเทไถผมตัวเองจริง ๆ เพื่อทำทรงผมตามแบบตัวละครโดยเฉพาะ

ทรงที่ 5 ไทม์ไลน์อนาคตที่คิซากิเป็นผู้นำของแก๊งโตมัน

ดราเค่นได้ก่ออาชญากรรมในห้องพักของโรงแรม เขายังไว้ผมทรงเบ็มปัตสึเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนเป็นผมสีดำ

ทรงที่ 6 ไทม์ไลน์อนาคตที่คิซากิเป็นผู้นำของแก๊งโตมัน

ดราเค่นตกเป็นนักโทษประหารชีวิต โดยเขาได้โกนผมหมดทั้งหัว เหลือไว้เพียงลายสักมังกรที่เป็นเอกลักษณ์

ทรงที่ 7 ไทม์ไลน์อนาคตที่ทุกคนมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขยกเว้นไมค์กี้

ดราเค่นเปิดร้านขายมอเตอร์ไซค์กับอินุปปี้ เขายังคงไว้ผมทรงเบ็มปัตสึแต่เป็นผมสีดำ เปลี่ยนจากถักเปียเป็นมัดรวบ ด้านหน้าปล่อยปอยผมทั้ง 2 ข้าง

ในปัจจุบันทรงผมเบ็มปัตสึกลายเป็นทรงผมแฟชั่นที่มีการดัดแปลงได้หลากหลาย อย่างดราเค่นเองก็มีการประยุกต์ไว้หลายทรง หรือบางคนอาจจะโกนแล้วเหลือไว้เพียงด้านบนหรือด้านหลัง ผมที่ไว้ยาวก็สามารถรวบหรือถักเป็นเปีย 2 เปีย 3 เปียก็ได้

Ramen man จากการ์ตูนยุคเก่าเรื่อง Kinnikuman

ซึ่งนอกจากนี้ก็ยังเคยมีตัวละคร Ramen man วายร้ายยอดมนุษย์จากเมืองจีนในการ์ตูนยุคเก่าเรื่อง Kinnikuman ที่ทำผมทรงนี้ หรือถ้าเราลองสังเกตจากสื่อต่าง ๆ ที่มีตัวละครเป็นคนจีนก็มักจะมาพร้อมกับผมทรงนี้อยู่เสมอ อาจกล่าวได้ว่าทรงผมเบ็มปัตสึกลายเป็นภาพจำของตัวละครที่เป็นชาวจีนไปโดยปริยาย แต่ดังที่กล่าวไปว่าในปัจจุบันทรงผมนี้ก็ได้กลายเป็นทรงผมแฟชั่นเท่ ๆ สำหรับผู้ชายไปแล้ว

จะว่าไปก็เป็นทรงที่เท่ไม่เบา มีใครอยากลองทำทรงผมแบบนี้ดูบ้างไหมคะ ^^

ที่มา rekisiru revengers-zukan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...