โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

นายแบงก์หนุนลดดอกเบี้ย อสังหา-SME เฮลดภาระหนี้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 เม.ย. 2567 เวลา 05.51 น. • เผยแพร่ 27 เม.ย. 2567 เวลา 00.22 น.

แบงก์-เอกชนขานรับนโยบายนายกฯเศรษฐา 7 แบงก์รัฐ ดีเดย์ 1 พ.ค. นี้ ลดดอกเบี้ยกู้ MRR 0.25% สมาคมธนาคารเร่งกำหนดคำนิยม “กลุ่มเปราะบาง” สมาพันธ์เอสเอ็มอีชี้เดินมาถูกทาง ชง 4 แนวทางช่วยลดดอกเบี้ยเห็นผลเต็ม 100% ขยายผลอุ้มพิโกไฟแนนซ์ ด้านสมาคมคอนโด-ศุภาลัยชี้ปลุกมู้ด 2 ไตรมาส ลดภาระผ่อนงวดละ 2% ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เผยนาทีทองคนซื้อบ้าน

หลังจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกผู้บริหาร 4 ธนาคารใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย หารือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

ล่าสุด นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย (TBA) ได้เห็นถึงความจำเป็นในการออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม สำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ในระหว่างที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และไม่ทั่วถึง ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) 0.25% สำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ทั้งลูกค้าบุคคล และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย และมีโอกาสฟื้นตัว ปรับตัว

ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับมาตรการการแก้หนี้อย่างยั่งยืน และการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยธนาคารสมาชิกจะเร่งพิจารณาดำเนินการตามหลักการดังกล่าว และเตรียมความพร้อมของระบบงาน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเปราะบางของแต่ละธนาคารตามบริบทที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด

รายได้ไม่เกิน 3 หมื่นเข้าเกณฑ์

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ย MRR 0.25% ไม่ได้เป็นการปรับลดดอกเบี้ยทั้งกระดาน แต่จะมีเป็นการกำหนดนิยามลูกค้ากลุ่มเปราะบางเพื่อช่วยเหลือ เบื้องต้นกลุ่มลูกค้าบุคคลจะเป็นลูกค้ากลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่ผู้กู้มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อเดือน วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 2 ล้านบาท

ขณะที่ลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอี อยู่ระหว่างการหารือนิยามกลุ่มเปราะบางจะต้องมีลักษณะอย่างไร เบื้องต้นจะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ 2 แสนบาทต่อเดือน วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี เป็นต้น ทั้งนี้ ธนาคารสมาชิกอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลลูกค้ากลุ่มเปราะบาง รวมถึงระยะเวลาที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการตามมาตรการได้ เพื่อส่งต่อให้สมาคมธนาคารไทยอีกครั้ง

“แนวทางที่สมาคมออกมาเป็นการเห็นชอบร่วมกันในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่การดำเนินการแต่ละธนาคารจะไปดำเนินการกันเอง ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความพร้อมแต่ละธนาคาร คาดว่าอย่างเร็วจะสามารถเริ่มได้ภายในกลางเดือนพฤษภาคม หรืออย่างช้าน่าจะต้นเดือนมิถุนายน”

7 แบงก์รัฐพร้อมใจลด ดบ.กู้ 0.25%

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการสมาคม เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ที่ประชุมมีมติร่วมกันในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยและกลุ่มเปราะบางตามนโยบายรัฐบาล โดยธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม รวมถึงธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกันลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับลูกค้ารายย่อยทุกกลุ่มลง 0.25% เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2567 เป็นระยะเวลา 6 เดือน

ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบางลง 0.25% เป็นระยะเวลา 6 เดือนด้วยเช่นกัน หลังจากได้มีการพักชำระหนี้เกษตรกรไปแล้วก่อนหน้านี้

CIMBT เห็นด้วย-ชี้เป็นผลดี

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี โพสต์เฟซบุ๊ก แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า “น่าชื่นชม เพราะเศรษฐกิจไทยมีปัญหาโตช้า และโตกระจุกมานาน SMEs และรายย่อยโดยเฉพาะคนรายได้น้อย มีรายได้โตไม่ทันรายจ่าย น่าลดภาระได้บ้าง เปรียบการลดดอกเบี้ย 0.25% นี้ได้กับการลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติ 2 ครั้งได้ เพราะหาก กนง. (คณะกรรมการนโยบายการเงิน) ลดทีละ 0.25% แล้ว แบงก์พาณิชย์จะลดประมาณ 0.15% นี่ก็เฉียด ๆ กันเลย”

“กลุ่มที่ได้ประโยชน์มีกลุ่มที่กำลังซื้อดีรวมด้วย แต่ก็ดีกว่าการหว่านแหในวงกว้าง ซึ่งไม่น่ากระทบค่าเงินบาทเหมือนการลดดอกเบี้ยนโยบาย และยังไม่น่ากระทบบอนด์ยีลด์ (อัตราผลตอบแทนพันธบัตร) ของเอกชน แต่เชื่อว่าบาทอ่อนไปแตะ 37.50 บาทต่อดอลลาร์ ในเดือนหน้าได้จากเฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) ส่งสัญญาณไม่รีบลดดอกเบี้ย”

อย่างไรก็ดี ดร.อมรเทพได้แสดงความห่วงกังวลว่า “มี 2 เรื่อง 1.คนที่เห็นดอกเบี้ยถูกลงจะเร่งกู้จนกลายเป็นภาระระยะยาว หนี้สูง 2.ความเชื่อมั่นนักลงทุนจะกระทบได้หากอธิบายหรือสื่อสารไม่ชัดเจน (ต่างชาติไม่พบมาตรการนี้บ่อย) ผมหวังมาตรการทางการคลังมาฟื้นเศรษฐกิจหลังมีงบประมาณเดือนหน้า หลังมาตรการนี้ออกมา โอกาส กนง.ลดดอกเบี้ยเริ่มลดลง อาจลดสักครั้งหลังเฟดช่วงปลายปี รอดูตัวเลขเศรษฐกิจไทยกันอีกที”

พอร์ตที่อยู่อาศัยสูงสุด

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวในเรื่องนี้ว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารค่อนข้างจำกัด คือ 1.ผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนสินเชื่อ (Loan Yield) ของกลุ่มธนาคารลดลงไม่เกิน 5 bps ในปี 2567 โดยปกติ MRR จะเป็นดอกเบี้ยคิดกับลูกหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย และ SMEs ขนาดเล็ก ดังนั้น กลุ่ม SMEs ขนาดกลางและใหญ่ และบรรษัทขนาดใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์ 2.ทำให้เกิดความชัดเจนต่อตลาดว่าธนาคารได้ตอบรับสิ่งที่รัฐบาลร้องขอแล้ว และเน้นจะช่วยเหลือลูกค้าเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และจำกัดเวลาเพื่อไม่ให้เสียกลไกตลาดมากเกินไป

3.อาจช่วยลดแรงกดดันต่อการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือน มิ.ย. 2567 ได้ หากสถานการณ์ภายนอกยังกดดัน เช่น สงครามกระทบต่อราคาพลังงานสูงขึ้น และการขนส่งต่าง ๆ จนกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้น และเศรษฐกิจไทยเติบโตได้จากระดับดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 2.50% ก็อาจจะทำให้ กนง.คงดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย.ได้

และ 4.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) จะได้รับผลกระทบสูงสุด เพราะมีพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยสูงสุดที่ 7.7 แสนล้านบาท (31% ของสินเชื่อรวม) รองลงมาเป็น KTB มูลค่า 4.9 แสนล้านบาท (18.6% ของสินเชื่อรวม) และ KBANK ราว 4.3 แสนล้านบาท (17% ของสินเชื่อรวม) ทำให้จะเป็น 3 แบงก์ใหญ่ที่อาจจะมีกระทบจากมาตรการนี้มากที่สุด แต่เชื่อว่าแบงก์เองก็มีวิธีในการจัดการได้ ถ้ามองอีกมุมหนึ่งในด้านบวก ก็อาจจะไปกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อในไตรมาสถัดไปได้ และก็อาจจะเป็นการทำให้มองเรื่องของ Credit Quality ดีขึ้น แบงก์อาจจะมีการปรับลดสำรองลงได้

MRR

สมาพันธ์ SME ชง 4 แนวทางหนุน

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย แสดงความเห็นว่า มาตรการดังกล่าวถือว่าได้ช่วยบรรเทาผลกระทบต่าง ๆ ให้ลดลง ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอีที่เป็นกลุ่มเปราะบางได้ต่อลมหายใจ อย่างไรก็ตาม สมาพันธ์ขอเสนอประเด็นสำคัญ 3-4 ประเด็น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลเต็ม 100% คือ

1) การกำหนดนิยาม SMEs กับกลุ่มเปราะบางของแต่ละธนาคาร ซึ่งสมาคมมองว่ากลุ่มเปราะบางจริง ๆ แล้วไปอยู่ในกลุ่มของพวกพิโกไฟแนนซ์ นาโนไฟแนนซ์ กลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลอื่น ๆ ค่อนข้างเยอะ ฉะนั้นการกำหนดนิยามของ SMEs กับกลุ่มเปราะบางจะต้องมีความชัดเจน 2) มาตรการนี้ควรมีตัวชี้วัด ที่วางเป้าหมายจำนวนรายหรือวงเงินให้ชัดเจนว่าแต่ละแบงก์จะให้ความช่วยเหลืออย่างไร

3) ควรดำเนินการคู่ขนาน โดยสมาพันธ์เห็นว่า ธปท.ควรมีบทบาทสำคัญที่จะเข้ามาช่วยปรับลดเพดานดอกเบี้ยระหว่างสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิตอีกด้านหนึ่งด้วย เพราะปัจจุบันเอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนจำนวนมาก จึงได้กระจายไปใช้สินเชื่อแต่ละประเทศ ซึ่งมีหลักเกณฑ์การพิจารณาเหมือนกัน แต่อัตราดอกเบี้ยต่างกันอย่างมีนัย

และ 4) การเพิ่มสภาพคล่องให้กับ SMEs รายใหม่ หรือรายที่มีความต้องการสภาพคล่องเพื่อดำเนินธุรกิจ เป็นสิ่งที่สำคัญ สมาคมอยากให้มองถึงแนวทางการลดอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ว่า หมายความว่าลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีที่กู้อยู่แล้ว หรือจะให้กับผู้ขอสินเชื่อรายใหม่ลดให้กลุ่มนี้ด้วยหรือไม่

“มาตรการลดดอกเบี้ยดังกล่าว หากเริ่มบังคับใช้เดือนพฤษภาคม คาดว่าจะมีส่วนช่วยเศรษฐกิจไทยดีขึ้น เพราะในทางอ้อมเป็นการลดภาระซึ่งจะไปเสริมกับการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2567 ที่จะออกมากระตุ้นโครงการลงทุนภาครัฐ ทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้น ในไตรมาส 3 และจะดีเต็มที่ในไตรมาส 4 ซึ่งจะมีปัจจัยหนุนเพิ่มทั้งงบประมาณปี 2568 ที่จะเริ่มออกมาเพิ่ม และการดำเนินมาตรการดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ซึ่งจะช่วยผลักดันจีดีพีปี 2567 อีก 0.3-0.5% ทั้งปี 2567 มีโอกาสโตถึง 3% อย่างไรก็ตาม ต้องขอโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ในการที่จะเข้าร่วมโครงการดิจิทัลวอลเลตด้วย”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นายแบงก์หนุนลดดอกเบี้ย อสังหา-SME เฮลดภาระหนี้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...