โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เทศบาล : ประวัติศาสตร์ที่ท้องถิ่นต้องเป็นคนเขียน

The101.world

เผยแพร่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 18.14 น. • The 101 World

เทศบาล (Municipality) มักได้รับการกล่าวถึงเชิงบวกและถูกยกย่องไปต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการปกครองท้องถิ่นเต็มรูปแบบตามหลักการกระจายอำนาจรูปแบบแรกของไทย องค์กรปกครองท้องถิ่นที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานที่สุดจนถึงปัจจุบัน อยู่ในเขตเมืองที่มีความเจริญและประชาชนมีความพร้อม หน่วยการเมืองระดับพื้นที่ขนาดเล็กที่ใกล้ชิดกับผู้คน ฯลฯ

เอาเข้าจริง พัฒนาการของเทศบาลมิได้เป็นเส้นตรง หากแต่คดโค้งและเต็มไปด้วยคลื่นลมถาโถม แถมยังไม่มีข้อยกเว้นที่ช่วยให้เทศบาลหลุดพ้นจากข้อจำกัดต่างๆ ที่ท้องถิ่นไทยโดยรวมต้องประสบพบเจอในรัฐรวมศูนย์

การเมืองของการรอมชอม

แม้นเทศบาลถือกำเนิดหลังการปฏิวัติสยาม 2475 ในฐานะผลผลิตทางความคิดของคณะราษฎร แต่เทศบาลส่วนใหญ่ถูกยกฐานะจากสุขาภิบาลที่รัชกาลที่ 5 จัดตั้งขึ้นในหัวเมืองต่างๆ มากถึง 35 แห่งจากทั้งสิ้น 45 แห่ง ประวัติศาสตร์บันทึกของเทศบาลเหล่านี้จึงไม่อาจตัดขาดจากจุดเริ่มต้นที่มีมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งมุ่งเน้นรวบอำนาจสู่ส่วนกลางได้เลย แม้หลายเทศบาลจะมีรูปพานแว่นฟ้ารัฐธรรมนูญที่ใช้สื่อถึงระบอบใหม่ประดับอยู่ในตราสัญลักษณ์ด้วยก็ตาม เช่น เทศบาลนครนครสวรรค์ เทศบาลนครนครราชสีมา เทศบาลนครสุราษฎรธานี เป็นต้น

อีกทั้งพื้นที่ดูแลของเทศบาลทั้งหมดรวมกันแล้วยังมีน้อยมากๆ ณ ปี 2478 เสมือนเข็มหมุด 45 เล่มปักลงบนแผนที่ประเทศอันกว้างใหญ่ อีก 10 ปีให้หลังจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 117 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งก็ต้องนับว่าน้อยนิดอยู่ดี และไม่มีการจัดตั้งเทศบาลอีกเลยจวบจนปี 2500 จึงได้ยกฐานะสุขาภิบาลขึ้นเป็นเทศบาลอีก 3 แห่ง รวมเป็น 120 แห่ง เห็นได้ว่าตำบลที่มีเทศบาลแล้วมีเพียง 217 ตำบลเท่านั้น ขณะที่ยังมีตำบลทั่วประเทศทั้งสิ้น 4,590 ตำบลซึ่งอยู่นอกเขตเทศบาล[1] ในช่วงที่จอมพล ป.พิบูลสงครามกลับมาครองอำนาจยาวได้อีกคำรบ เขาเลือกอุดช่องว่างบริเวณที่ไร้ซึ่งราชการส่วนท้องถิ่นดูแลด้วยการรื้อฟื้นสุขาภิบาล และสถาปนาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขึ้น ที่บางคนเรียกว่าเป็น 'การปกครองส่วนภูมิภาคจำบัง' (ซึ่งถอยออกห่างจากการปกครองท้องถิ่นในความหมายที่แท้จริง) เทศบาลจึงหยุดการขยายตัวนับแต่นั้น

ประชาธิปไตยครึ่งใบระดับท้องถิ่น

ยิ่งเสียกว่านั้น โครงสร้างของเทศบาลในช่วง 20 กว่าปีแรกยังถูกควบคุมจากภายนอกโดยเคร่งครัด ภายใต้กฎหมายฉบับแรก (พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ปฏิทินปัจจุบันคือปี 2477) ฝ่ายสภาเทศบาลประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท ครึ่งหนึ่งของสมาชิกมีที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของราษฎร ข้างฝ่ายบริหารเทศบาลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งคณะเทศมนตรีจากสมาชิกสภาเทศบาล ซึ่งก็อาจเป็นสมาชิกในส่วนที่มาจากการแต่งตั้งก็ได้[2]

ในสายตารัฐบาลจอมพล ป. ขณะออกกฎหมายว่าด้วยเทศบาลฉบับใหม่ (พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2496 ที่ถือเป็นฉบับที่ 4 แล้วในเวลาเพียง 20 ปีเศษ) เห็นว่าเทศบาลเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นที่ล้มเหลว สมาชิกสภาที่ได้รับเลือกส่วนใหญ่มีแต่พวกที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากตำแหน่ง ประกอบกับภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาพทางการเงินของเทศบาลตกต่ำ หลายแห่งไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ กลายเป็นภาระหนักของรัฐบาล[3]

ต่อมาปี 2499 ในยุคปลายของจอมพล ป. ถึงมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกสมาชิกประเภทที่ 2 และระบุให้สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) มีเพียงประเภทเดียวคือมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด นายกเทศมนตรีกับคณะเทศมนตรีทุกคนจึงต้องมาจากการเลือกตั้งตามไปด้วย เท่ากับเปิดโอกาสให้ราษฎรได้เลือกตั้งผู้บริหารโดยทางอ้อม

ขอยกตัวอย่างเทศบาลนครเชียงใหม่ ช่วงปี 2476-2499 ล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการทั้งสิ้นที่ได้นั่งในตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่มาโดยตลอด ข้าราชการที่มียศถาบรรดาศักดิ์จากส่วนกลางอย่างหลวงคุรุวาทวิทักษ์ (ศิริ จุลกาญจน์) และหลวงศรีประกาศ (ฉันท์ วิชยาภัย) ถือว่ามีบทบาทเด่นมาก ทั้งคู่ผลัดเปลี่ยนกันดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีกันคนละ 3 สมัย นับรวมเวลาแล้วถึง 14 ปี กว่าเชียงใหม่จะได้นายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็ล่วงเลยมาในปี 2499 โดยมีนายสุชาติ สุจริตกุลเป็นคนแรก

กระนั้นก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงข้างต้นมีผลปฏิบัติจริงในช่วงเวลาอันสั้นมาก เนื่องจากภายหลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ทำรัฐประหารเมื่อปี 2501 ได้นำเอาระบบ ‘แต่งตั้ง’ มาใช้แทนกระบวนการ ‘เลือกตั้ง’ กินระยะเวลายาวนาน และแต่งตั้งข้าราชการประจำเข้ามาดำรงตำแหน่งในสภาท้องถิ่น (เฉพาะเทศบาลกับ อบจ. ไม่รวมถึงสุขาภิบาลที่มีสัดส่วนของคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้งมากกว่าอยู่แล้ว) ทำผ่านประกาศคณะปฏิวัติหลายต่อหลายฉบับ โดยทั่วไปมักให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หรือนายอำเภอคนหนึ่งคนใดทำหน้าที่นายกเทศมนตรี

กรณีเทศบาลนครเชียงใหม่ให้ปลัดจังหวัดดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี คณะเทศมนตรีประกอบด้วยนายอำเภอ ผู้กำกับการตำรวจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัย ส่วนสมาชิกก็มักจะแต่งตั้งมาจากบุคคลผู้ใกล้ชิดรัฐบาล[4] ถือเป็นการจัดตั้งคณะบริหารงานท้องถิ่นเอาจากกลุ่มข้าราชการนั่นเองราวต้นทศวรรษ 2510 สถานการณ์จึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ทว่าหลังจอมพลถนอมทำรัฐประหารตนเองในปี 2514 ทำให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม กว่าประชาธิปไตยท้องถิ่นจะฟื้นตัวได้อีกก็ต้องรอถึงปี 2517 หลังผ่านเหตุการณ์นองเลือด 14 ตุลาฯ ที่บรรยากาศทางการเมืองเริ่มเปิดกว้าง

กว่าจะเรียกได้เต็มปากว่าเทศบาลเป็นประชาธิปไตยก็ล่วงเลยมาในยุคทศวรรษ 2520 ที่การเมืองในเทศบาลเป็นระบบเปิดยิ่งขึ้น และมีการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอเป็นปกติ และแม้เกิดรัฐประหารอีกหลายหน แต่ก็ไม่ถึงขั้นยกเลิกระบบเลือกตั้งและนำวิธีการแต่งตั้งมาใช้แต่อย่างใด เช่นปี 2520, 2534 การเดินทางที่ตั้งมั่นของเทศบาลจึงเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุขัยของประชาธิปไตยระดับชาติ (ที่เป็นไปแบบกระท่อนกระแท่น) เข้าสู่วัยกลางคนตอนปลาย

เทศบาลหลากระดับ

จังหวัดที่มีจำนวนเทศบาลมากที่สุด 5 อันดับแรก และ 5 อันดับสุดท้ายของประเทศ[5]

ตารางข้างต้นแสดงจำนวนของเทศบาลทั้ง 3 ประเภทในปัจจุบัน ซึ่งก็พอจำแนกที่มาอย่างหยาบๆ ได้ดังนี้

เทศบาลนคร หลักๆ คือสุขาภิบาลเดิมในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้รับจัดตั้งเป็นเทศบาลหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง บวกกับเทศบาลเมืองที่ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาลคณะราษฎร และได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลนครในเวลาต่อมา กลุ่มแรก เช่น เทศบาลนครภูเก็ต เทศบาลนครปากเกร็ด (จ.นนทบุรี) กลุ่มหลัง อาทิ เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลนครอุดรธานี เทศบาลนครเชียงราย

โดยรวมแล้วเทศบาลนครมีพัฒนาการผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน ดูแลเขตชุมชนเมือง ความหนาแน่นของประชากรสูง จึงมีความพร้อมและศักยภาพแทบทุกด้าน โดยเฉพาะด้านบุคลากรและงบประมาณ มีรายรับอยู่ในระดับ 500 ล้านบาทขึ้นไป เทศบาลนครที่มีรายได้รวมมากที่สุดได้แก่ เทศบาลนครนนทบุรี 2,659.73 ล้านบาท รองลงมาเป็นเทศบาลนครหาดใหญ่ มีรายได้ 1,901.47 ล้านบาท ขณะที่เทศบาลนครที่มีรายได้รวมน้อยที่สุด ได้แก่ เทศบาลนครสกลนคร มีรายได้ 542.98 ล้านบาท รองลงมาเป็นเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา มีรายได้ 568.61 ล้านบาท (ข้อมูลปีงบประมาณ 2562)[6]

เทศบาลเมือง แบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มมาก กลุ่มเทศบาลเมืองที่ถูกจัดตั้งตั้งแต่ช่วงแรกๆ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถือเป็นกลุ่มใหญ่ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังคงมีสถานะเป็นเทศบาลเมือง เช่น เทศบาลเมืองตาก เทศบาลเมืองปัตตานี เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ กลุ่มเทศบาลเมืองที่เดิมเคยเป็นสุขาภิบาลที่ทยอยตั้งขึ้นในสมัยจอมพล ป. และห้วงหลังจากนั้น แต่ด้วยผลของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จึงต้องเปลี่ยนแปลงฐานะไปเป็นเทศบาลตำบลทั้งหมดเมื่อปี 2542 จากนั้นบางส่วนได้ยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลเมือง เช่น เทศบาลเมืองล้อมแรด (จ.ลำปาง) กลุ่มที่ขยับขึ้นจากองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มาเป็นเทศบาลตำบลและเมืองตามลำดับ เช่น เทศบาลเมืองแม่เหียะ (จ.เชียงใหม่)

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ก้าวกระโดดจาก อบต. ขึ้นเป็นเทศบาลเมืองได้เลยในคราวเดียว เนื่องจากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายระบุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัด เช่น เทศบาลเมืองแจระแม (จ.อุบลราชธานี) ได้ขอยกฐานะหลังเหตุเผาศาลากลางอุบลฯ ในปี 2553 สืบเนื่องจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม ส่งผลให้ต้องย้ายสถานที่ตั้งศาลากลางหลังใหม่เข้ามาอยู่ในเขตของ อบต. จาระแมขณะนั้น

เทศบาลเมืองจึงเต็มไปด้วยความหลากหลายจนยากหาจุดร่วมที่ชัดเจนได้เหมือนเทศบาลระดับนครดังกล่าวมาแล้ว หรือเทศบาลตำบลที่จะได้พูดถึงต่อไป

เทศบาลตำบล มาจากสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มสุขาภิบาลซึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นเทศบาลตำบลพร้อมกัน 980 แห่งในปี 2542 กับกลุ่มเทศบาลตำบลที่ยกฐานะมาจาก อบต. ซึ่งกลุ่มนี้ใหญ่มากรวมแล้วกว่า 1,400 แห่ง โดยที่เทศบาลตำบลที่มีอยู่ก่อนหน้าปี 2542 มีเพียง 51 แห่งเท่านั้น

หากเป็นสุขาภิบาลมาก่อนมักมีพื้นที่ดูแลขนาดเล็ก คนอยู่อาศัยหนาแน่น ลักษณะทางกายภาพแบบกึ่งเมืองกึ่งชนบท มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีรองรับ งบประมาณค่อนข้างเพียงพอ เนื่องจากการจัดสรรงบใช้วิธีคำนวณต่อหัวประชากรเป็นหลัก เช่น เทศบาลเวียงเชียงของ (อ.เชียงของ จ.เชียงราย) แตกต่างกับ อบต. ที่ต้องรับผิดชอบพื้นที่กว้างใหญ่ เป็นเขตชนบทที่ยังต้องการการพัฒนาอีกมาก งบประมาณที่ได้รับไม่สมดุลกับภารกิจที่กำหนดให้มีรอบด้าน เช่น เทศบาลตำบลเวียง (อ.เชียงแสน จ.เชียงราย)

โดยที่ฐานคิดของเกณฑ์การแบ่งประเภทของเทศบาลในกฎหมายคิดคำนึงถึงเรื่องจำนวนประชากร/ความหนาแน่นต่อพื้นที่กับรายได้เป็นหลัก เป็นต้นว่าเทศบาลตำบลต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 12 ล้านบาท (ไม่รวมเงินอุดหนุน) เทศบาลเมืองต้องมีความหนาแน่นของประชากรไม่ต่ำกว่า 3,000 คนต่อตารางกิโลเมตร เทศบาลนครต้องมีราษฎรตั้งแต่ 50,000 คนขึ้นไป

เทศบาลกับอำนาจจัดการเมือง

เจตนารมณ์ของคณะราษฎรแต่แรกมุ่งหมายที่จะให้มีส่วนท้องถิ่นเพียงรูปแบบเดียวคือ เทศบาล เพื่อรับจัดสรรอำนาจไปดูแลเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภค และให้มีหน้าที่เป็นองค์กรเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจต่อการปกครองแบบรัฐธรรมนูญ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นองค์กรที่มีงบประมาณและเจ้าหน้าที่ของตนเอง มีอิสระในการปฏิบัติงานในเขตท้องถิ่นนั้น กิจการสาธารณะของเทศบาล โดยเฉพาะเทศบาลเมืองกับเทศบาลนครจึงกว้างขวางมาก แบ่งเป็นหน้าที่ต้องทำและอาจจัดทำ ได้แก่ รักษาความสงบเรียบร้อย จัดสร้างและบำรุงทางบกทางน้ำ รักษาความสะอาด กำจัดขยะ ป้องกันและระงับโรคติดต่อ จัดสร้างดับเพลิง จัดการศึกษาขั้นต้น สุสาน จัดการไฟฟ้า เทศพาณิชย์ จัดการประปา โรงฆ่าสัตว์ จัดการเรื่องตลาด โรงพยาบาล ฯลฯ

กฎหมายรัฐบาลในช่วงแรกจึงมีท่าทีมอบอำนาจให้เทศบาลอย่างแข็งขัน เช่น พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2477 ให้เทศบาลมีอำนาจประกาศกิจการค้าที่อาจเป็นอันตรายแก่อนามัยซึ่งต้องควบคุม รวมทั้งยังให้อำนาจจัดการพื้นที่เมืองแก่เทศบาลอีกหลายด้าน เช่น สุขาภิบาล ขยะมูลฝอย สถานที่ผิดสุขลักษณะ น้ำสำหรับบริโภค ตลาด ฯลฯ พ.ร.บ.ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2479 ให้อำนาจเทศบาลออกเทศบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร เกี่ยวกับการปลูกสร้างต้องขออนุญาต มีแผนผัง และแบบก่อสร้าง การพิจารณาอนุญาตจะดูที่วัสดุอุปกรณ์ในการสร้าง ตั้งแต่ถมที่ดินจนถึงการก่อสร้าง ทั้งในด้านการรับน้ำหนัก ความปลอดภัย และจำกัดขอบเขตให้ไม่รุกที่ดินสาธารณะ มีการกำหนดประเภทและค่าธรรมเนียม

แต่กระนั้น อำนาจการบริหารของเทศบาลในทางความเป็นจริงก็เผชิญสภาวะผันแปรไปตามบริบทสถานการณ์การเมืองระดับประเทศอยู่เสมอ อาทิ สงครามโลกครั้งที่สอง สงครามเย็น ภาวะดังกล่าวส่งผลให้อำนาจของเทศบาลต่อปฏิบัติการพื้นที่ 'เมือง' ลดน้อยถอยลง ขณะที่อำนาจจากส่วนกลางและภูมิภาคทวีความสำคัญเป็นลำดับ หากยึดเอาสมัยรัฐบาลคณะราษฎรเป็นตัวตั้ง เทศบาลค่อยๆ กลายเป็นกลไกที่ด้อยประสิทธิภาพลง ถูกควบคุมโดยส่วนภูมิภาคมากขึ้น และเป็นหน่วยงานที่รอรับคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว[7] โครงการพัฒนาต่างๆ โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีขึ้นในต่างจังหวัดในยุคสมัยของจอมพลสฤษดิ์-จอมพลถนอมไม่ได้เกิดจากการที่เทศบาลเป็นฝ่ายริเริ่มนำเสนอ หากแต่เป็นแผนพัฒนาพื้นที่จากทางจังหวัดลงมา และใช้งบประมาณของส่วนกลางในการดำเนินการแทบทั้งสิ้น ลักษณะเช่นนี้ยังเจอะเจอได้เสมอมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี อีกช่วงหนึ่งสั้นๆ ที่ปรากฏกฎหมายส่งเสริมอำนาจเทศบาลออกมามากเห็นได้ชัดคือ ก่อนเหตุการณ์พฤษภา 35 เช่น พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535, พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535, พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ขณะที่ในยุคต่อมาซึ่งหลายฝ่ายกล่าวว่าเป็นทศวรรษของการกระจายอำนาจ ระหว่าง พ.ศ. 2540-2549 นั้น รัฐไทยมีการตรากฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมากกว่าการกระจายอำนาจหลายเท่า สัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 51.6 ต่อ 3.9 (225:17 ฉบับ) ยังไม่พูดถึงรายละเอียดที่ให้อำนาจเพิ่มแก่ท้องถิ่นในภารกิจกระจ้อยร่อย[8]

พื้นที่ทับซ้อน/อำนาจซ้อนทับ


ยธาฯ เชียงใหม่ เมินเสียงค้านเดินหน้าประกาศผังเมืองรวม

ชลประทาน รุกคืบแก้น้ำท่วม รื้อฝายเก่ากั้นลำน้ำปิง

ขอโทษคนแพร่! กรมอุทยานฯ ชี้ “รื้อเพื่อซ่อม” อาคารบอมเบย์เบอร์มา

อพท. ยกธงขาว! ล้มโครงการทาสีถนนน่านกลางคันใช้งบคืนสภาพให้

กรมศิลป์ สั่งรื้อวัดศรีชุมภายใน 30 วัน

ข้างต้นคือตัวอย่างพาดหัวข่าวเกี่ยวกับอำนาจของส่วนกลาง (ตัวเอียง) ที่มีในหลายที่เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ปัญหานี้ใช่เพียงปัญหาที่เกิดเฉพาะในเขตเทศบาลใดเทศบาลหนึ่ง หากแต่เป็นปัญหาภาพรวมของท้องถิ่นไทย

ผมเรียกมันว่า 'พื้นที่ทับซ้อน-อำนาจซ้อนทับ' (Area and Authority Overlap) หมายความว่าภายในท้องที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่งๆ มีหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ในหลายระดับที่รับผิดชอบภารกิจในเรื่องใกล้เคียงกัน ไม่ว่าถนน แม่น้ำ ที่ดิน ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ห่างไกลปัญหา แต่ละหน่วยงานต่างก็มีแนวทางดำเนินการของตน ซึ่งมีทั้งที่ซ้ำกันและขัดกัน ชวนให้นึกถึงภาพสายไฟพันกันยุ่งเหยิงอีรุงตุงนังที่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้เห็นเป็นต้องทึ่ง

นอกจากนี้ พื้นที่ของทางราชการ (ที่ดินราชพัสดุ) ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ในหลายๆ เมืองยังมีเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วยที่ดินที่เป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการต่างๆ โรงเรียน โรงพยาบาล เขตทหาร เขตโบราณสถาน ฯลฯ และพื้นที่สำหรับจัดสรรให้เอกชนเช่า ทั้งเพื่ออยู่อาศัยและประกอบกิจกรรมการค้าและบริการ เทศบาลจึงไม่ได้มีอำนาจเต็มในการจัดการพื้นที่สาธารณะของเมือง

ประเด็นเรื่องความ 'ทับซ้อน' ในเชิงพื้นที่ และความ 'ซ้อนทับ' ในเชิงอำนาจจึงได้สร้างความขัดแย้งระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นมาแล้วมากมาย และแน่นอนว่ามักจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของท้องถิ่น ในอีกแง่หนึ่งย่อมสะท้อนว่าท้องถิ่นยังคงมีอำนาจจำกัด เทศบาลก็ไม่เข้าข่ายยกเว้น เหมือนที่นายกเทศมนตรีตำบลแห่งหนึ่งในอำเภอชายแดนเคยเล่าให้ผมฟัง เขาไม่สามารถปิดถนนเพื่อจัดงานถนนคนเดินได้ทั้ง ๆ ที่ถนนอยู่ในเขตพื้นที่ของเทศบาล เนื่องจากเป็นทางหลวงแผ่นดินต้องไปขออนุญาตจากอธิบดีกรมทางหลวงก่อน

จากโครงสร้างที่ไม่เอื้อสู่นายกเทศมนตรีโดยตรง

ด้วยเทศบาลในอดีตมีโครงสร้างภายในที่จำลองแบบมาจากระบบรัฐสภา (Parliamentary System) ระดับชาติที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ‘รัฐสภา’ ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ทำหน้าที่ออกกฎหมายและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร กับ ‘คณะรัฐมนตรี’ ในฐานะฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่บริหารประเทศ โดยให้สภามาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง และให้ฝ่ายบริหารมาจากความไว้วางใจของสภาอีกทอดหนึ่ง ตามระบบนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายจึงแยกจากกันไม่ชัดเจน นั่นคือ มีความทับซ้อนในแง่ตัวบุคคลและความเกี่ยวพันในแง่การทำงาน (Fusion of Power) ทำให้ฝั่งสภาไม่อาจทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้จริงจังเท่าที่ควร

เทศบาลไทยนับแต่ปี 2476 จนถึงปี 2543 ก็เป็นเช่นนั้น[9] เพราะได้กำหนดให้มี ‘คณะเทศมนตรี’ ประกอบด้วย ‘นายกเทศมนตรี’ มาจากสมาชิกสภาเทศบาลตามความเห็นชอบของสภาเทศบาล และ ‘เทศมนตรี’ อื่นทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของเทศบาล หลายฝ่ายเห็นว่านั่นเป็นต้นตอของปัญหาในเรื่องความอ่อนแอไร้เสถียรภาพของฝ่ายบริหารที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายกเทศมนตรีบ่อยครั้ง ทำให้การบริหารงานขาดความต่อเนื่อง และต้องพึ่งฝ่ายสภาเทศบาลมากจนเกินไป

ปรากฏการณ์จ้องโค่นล้มนายกเทศมนตรีโดยฝ่ายค้านมีให้เห็นอยู่เป็นประจำ ทั้งการซื้อตัว ส.ท.ให้ย้ายฝั่งจากขั้วอำนาจเดิมไปสู่ขั้วอำนาจใหม่ผ่านการคว่ำร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งมีผลให้คณะเทศมนตรีต้องออกจากตำแหน่ง รวมถึงการตีรวนวอล์กเอาต์ไม่เข้าร่วมประชุมสภาในวาระสำคัญเพื่อมิให้ฝ่ายบริหารทำงานได้สะดวก[10] รูปธรรมเช่นที่เทศบาลเมืองแพร่ ระหว่างปี 2543–2546 ภายในวาระดำรงตำแหน่งสมัยเดียวมีสมาชิกสภาเทศบาลได้เป็นนายกเทศมนตรีไม่ซ้ำหน้ามากถึง 6 คน ทั้งเปลี่ยนตามเกมการเมือง และถูกผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งปลด ความขัดแย้งในเทศบาลยุคนั้นสาเหตุหลักไม่พ้นมาจากการช่วงชิงอำนาจบริหาร

กระแสรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ที่มีในทศวรรษ 2530 หันเหไปสู่การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงในต้นทศวรรษ 2540 ที่สุดก็ได้มีการแก้ไขกฎหมายเทศบาลในปี 2543 เปิดช่องให้มีนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเป็นครั้งแรก (ทว่าคนกรุงเทพฯ ได้เริ่มเลือกมาตั้งแต่ปี 2518) โดยใช้ทันทีเฉพาะกับเทศบาลเมืองกับนครในการเลือกตั้งคราวแรก ส่วนเทศบาลตำบลต้องจัดให้มีการลงประชามติก่อน

เทศบาลแห่งแรกที่ได้เลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงคือ เทศบาลเมืองคูคต (จ.ปทุมธานี) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2543 หลังจากนั้น กฎหมายกำหนดให้ต้องถามประชามติจากประชาชนว่าประสงค์จะให้ผู้บริหารเทศบาลมีที่มาแบบใด ระหว่างรูปแบบคณะเทศมนตรี (นายกฯ โดยอ้อมจากมติสภา) หรือนายกเทศมนตรี (นายกฯ โดยตรงจากการเลือกตั้ง) มีเงื่อนไขว่าภายในปี 2550 หากเทศบาลแห่งใดไม่จัดให้มีการแสดงประชามติโดยผลยืนยันให้คงใช้รูปแบบคณะเทศมนตรีก็ต้องเปลี่ยนไปใช้รูปแบบนายกเทศมนตรีแทน

ข้อมูลในปี 2545 ยังมีเทศบาลที่ได้เลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงแล้วเพียง 14 แห่ง จากจำนวน 1,129 แห่ง[11] จวบจนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มาของฝ่ายบริหารของเทศบาลขนานใหญ่ที่สุดปลายปี 2546 ด้วยการยกเลิกคณะเทศมนตรีที่มาจากมติของเทศบาล เปลี่ยนไปใช้รูปแบบเดียวกันคือนายกเทศมนตรี โดยไม่ต้องไปทำประชามติให้ยุ่งยากอีก ผลจากการนี้คือ โครงสร้างภายในของ อปท. ทุกประเภท (รวมทั้ง อบจ. และ อบต.) ถูกทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด เรียกว่าโครงสร้างแบบนายก-สภา (Mayor-Council Form) แบบที่ผู้บริหารท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง (Strong Mayor) ยิ่งขึ้น โดยพยายามกำหนดรายละเอียดกลไกความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภาเสียใหม่ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers)

เป็นที่น่าสังเกตว่าภายใต้ระบบนี้ ย่อมไม่มีฝ่ายใดสามารถอ้างสิทธิในการโค่นล้มอีกฝ่ายหนึ่งได้ อย่างเช่นฝ่ายสภาเคยทำได้เหนือฝ่ายบริหารแบบเก่าก่อน เพราะต่างฝ่ายต่างมาจากประชาชนด้วยกัน และที่สำคัญ การยุบสภาท้องถิ่น (โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในกรณีของเทศบาล) ก็ไม่เป็นสาเหตุให้ผู้บริหารท้องถิ่นจักต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วยแต่ประการใด เช่น เทศบาลตำบลบ้านดู่ (จ.เชียงราย) ในสมัยที่เป็น อบต. จนได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลตำบล แต่ยังใช้โครงสร้างแบบเดิม ในช่วงเวลาแค่ 8 ปี (2539-2547) มีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารบ่อยถึง 5 คน (เฉลี่ยเป็นกันคนละปีครึ่ง) แต่หลังจากที่มีการเลือกตั้งโดยตรงแล้ว (2547-2563) มีนายกเทศมนตรี 3 คนเท่านั้นในรอบ 16 ปี แทบทุกคนอยู่ในตำแหน่งครบวาระ แม้ปรากฏเป็นข่าวความขัดแย้งสูงเพียงใดก็ตาม

ปัจจุบันสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปีเท่ากัน (จากเดิมก่อนหน้าปี 2543 เคยกำหนดเอาไว้คราวละ 5 ปี) ในการแก้ไขกฎหมายครั้งล่าสุดเมื่อปี 2562 กลับมาจำกัดวาระการตำแหน่งของนายกเทศมนตรีอีกครั้งหนึ่ง (หลังจากเคยใช้ช่วงสั้นๆ ปี 2547-2552) ห้ามเป็นนายกเทศมนตรีติดต่อกันเกิน 2 วาระ หากเป็นไม่ครบ 4 ปีก็ให้นับเป็น 1 วาระ โดยสามารถกลับมาเป็นได้อีกเมื่อพ้นระยะเวลา 4 ปีนับแต่วันพ้นตำแหน่งไปแล้ว

เทศบัญญัติในฐานะเครื่องมือทางนโยบาย

ตาม พ.ร.บ.เทศบาล มาตรา 60 เทศบาลมีอำนาจออกเทศบัญญัติใช้บังคับได้ใน 2 กรณีด้วยกัน หนึ่ง อยู่ในอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.จัดตั้ง สอง เมื่อมีกฎหมายเฉพาะเรื่องให้อำนาจเอาไว้ โดยในเทศบัญญัติสามารถกำหนดโทษทางอาญาได้แต่เฉพาะโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท เว้นแต่กฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เช่น พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ก็อาจจะกำหนดโทษปรับมากกว่านั้นได้ เช่น การทิ้งขยะในที่สาธารณะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ปัญหาคือ แม้ตามกฎหมายแล้ว สมาชิกสภาเทศบาลจะสามารถริเริ่มเสนอเทศบัญญัติในเรื่องต่างๆ ได้เอง (โดยมี ส.ท. ลงนามรับรองไม่น้อยกว่า 2 คน) แต่ในทางปฏิบัติ จากที่เคยทำวิจัยหลายครั้งต่างช่วงเวลากันแทบไม่พบว่ามีเทศบาลใดเลยที่ ส.ท. แสดงบทบาทเด่นในด้านนี้ เทศบัญญัติทั้งหมดเท่าที่มีออกมามาจากร่างที่ริเริ่มเสนอโดยนายกเทศมนตรีทั้งสิ้น ที่เห็นตลอดหลายปีมานี้คือ เทศบัญญัติเกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยทั่วไปและเรื่องหลักเกณฑ์การคัดแยกมูลฝอยซึ่งเป็นไปตามนโยบายจังหวัดสะอาดที่สั่งการลงมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล คสช. ส่วนการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ในการเลือกตั้งรอบนี้ สังคมควรเรียกร้องและคาดหวังให้ ส.ท. แสดงบทบาทด้านนี้ให้มากยิ่งกว่าที่เคยเป็น เช่นเดียวกับนายกเทศมนตรีที่ควรใส่ใจหันมาใช้เทศบัญญัติเป็นเครื่องมือทางนโยบายเชิงบวก (เน้นโน้มน้าวใจ ไม่ใช่บังคับ) มิใช่แต่ละปีๆ มีเพียงเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ออกมาเพราะกฎหมายบังคับให้ต้องทำ

อย่างไรก็ตาม การตีความตามทัศนะกระแสหลัก ทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมักเห็นตรงกันไปในทางจำกัดอำนาจท้องถิ่นว่า หากไม่มีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติให้อำนาจแก่เทศบาลในการตราบัญญัติเรื่องนั้นๆ ไว้อย่างชัดแจ้ง เทศบาลก็ไม่มีอำนาจในการออกเทศบาลบัญญัติเพื่อใช้บังคับกับกิจการดังกล่าวได้ เช่น เทศบาลตำบลคูเต่า (จ.สงขลา) จัดทำเทศบัญญัติห้ามทำการประมงในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ แต่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. 2490 ไม่ได้ให้อำนาจแก่ท้องถิ่นในการออกเทศบัญญัติในเรื่องนี้ เทศบัญญัติจึงถูกให้ความเห็นว่าขัดหรือแย้งต่อกฎหมายการประมงไปโดยปริยาย

หนำซ้ำบ่อยครั้งที่ร่างเทศบัญญัติผ่านสภาไปแล้ว แต่ติดขัดในขั้นตอนที่ผู้ว่าฯ ไม่เห็นชอบด้วย โดยยกเหตุผลคล้ายกันว่ากฎหมายเทศบาลไม่ได้กำหนดบทบาทด้านนี้ไว้ ดังเช่นเทศบัญญัติที่มีสาระเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเทศบาลหลายแห่งทางภาคเหนือ ซึ่งเอาจริง สภาเทศบาลสามารถมีมติยืนยันร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ได้ แต่ก็คงมีเป็นส่วนน้อยที่คิดจะสู้

วิธีคิดและระบบการเลือกตั้ง

ระบบการเลือกตั้งเทศบาล จำนวนที่นั่งและผู้สมัครรับเลือกตั้งในปี 2564

ระบบการเลือกตั้งเทศบาลแตกต่างจากการเลือกตั้ง อปท.รูปแบบทั่วไปอื่นในส่วนของสมาชิกสภา เพราะทั้ง อบจ. และ อบต. (ที่คาดว่าจะจัดเลือกตั้งตามมาราวเดือนมิถุนายน 2564) มีสมาชิกเขตเลือกตั้งละ 1 คน เรียกว่าเสียงข้างมากธรรมดาแบบ First-past-the-post ผู้ได้คะแนนมากที่สุดเป็นอันดับแรกในเขตเลือกตั้งที่มีตัวแทนได้หนึ่งคนนั้นคือผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง แต่เทศบาลมีสมาชิกเขตละ 6 คน จำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของเทศบาล (ดูตารางข้างต้น) ผู้มีสิทธิสามารถลงคะแนนเสียงได้เท่ากับจำนวนที่มีคือ 6 หมายเลข ซึ่งอาจจะเลือกไม่ถึงก็ได้ ไม่ถือเป็นบัตรเสีย

เมื่อเป็นดังนี้ ทำให้ต้องรวมกลุ่มกันฟอร์มทีมลงสมัคร เป็นธรรมชาติของการเมืองเทศบาลที่มีมาเนิ่นนาน อาจมีข้อยกเว้นเฉพาะเทศบาลตำบลที่ยังมีลักษณะการแข่งขันแบบอิสระให้เห็นอยู่บ้าง ทั้งตำแหน่งนายกฯ และ ส.ท. ดูได้จากป้ายของผู้สมัครที่หาเสียงแบบตัวคนเดียว ไม่ได้หาเสียงเป็นทีม ปัจจัยด้านเครือญาติยังมีผลสูงในการเลือกตั้งระดับตำบลที่พื้นที่มีขนาดเล็ก ผู้จะชนะได้เป็นนายกฯ ต้องการคะแนนเพียงหลักพัน ขณะที่ ส.ท.ต้องการหลักร้อย ผิดกับเทศบาลนครหรือเมืองอย่างสิ้นเชิงที่มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตั้งแต่หลักหลายพันไปจนถึงหลายแสนคน (เทศบาลนครที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดคือ เทศบาลนครนนทบุรี 2.5 แสนคน น้อยที่สุด 4 หมื่นคนเศษได้แก่ เทศบาลนครแม่สอด (จ.ตาก) ขณะที่เทศบาลเมืองหนองปรือ (จ.ชลบุรี) มากที่สุด 8.5 หมื่นคน เทศบาลบ้านหมี่ (จ.ลพบุรี) น้อยที่สุด 3 พันกว่าคน จากข้อมูล ถึงปี 2562)

พฤติกรรมการลงคะแนนของประชาชนมีแนวโน้มอิงกลุ่มตามไปด้วย และไวต่อนโยบาย เช่นในกรณีของเทศบาลนครเชียงใหม่ นับแต่ 2528 มีการเลือกตั้งมา 7 ครั้ง ไม่มีผู้สมัครอิสระสามารถชนะการเลือกตั้งได้เลยแม้แต่คนเดียว อีกทั้งเพราะผู้สมัครกลุ่มนี้ในแต่ละครั้งก็มีเป็นส่วนน้อยมากๆ ผลเลือกตั้งที่ปรากฏส่วนใหญ่สะท้อนการตัดสินใจเลือกแบบยกทีมในแต่ละแขวง แม้อีกกลุ่มหนึ่งจะมีผู้สมัครบางคนที่โดดเด่น แต่ก็ไม่มีคะแนนมากเพียงพอที่จะช่วยให้ได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็น ส.ท. ได้

ในกรณีที่ผู้บริหารกับสมาชิกสภาไม่ได้มาจากกลุ่มเดียวกันทั้งหมด การเมืองในสภาแบ่งแยกเป็นฝ่ายค้านกับฝ่ายบริหารออกได้ชัดเจน และเมื่อใดก็ตามที่เสียงในสภาของฝ่ายค้านมากกว่าฝ่ายบริหาร เมื่อนั้นการทำงานของเทศบาลย่อมเป็นไปด้วยความยากลำบาก และประสบปัญหาอยู่ตลอด ถ้าไม่สามารถปรับเข้าหากันได้

การเลือกตั้งเทศบาลที่กำลังจะมีในวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2564 ที่จะถึงนี้ จัดพร้อมกัน 2,472 แห่งใน 76 จังหวัด เกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในเขตเทศบาลกว่า 23 ล้านคน เป็นประวัติศาสตร์อีกบทหนึ่งของการปกครองท้องถิ่นไทยที่กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่.

เชิงอรรถ

[1] อ้างใน สุวัสดี โภชน์พันธุ์, สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย เรื่อง ประวัติการปกครองท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2547), หน้า 26-27.

[2] ถึงแม้กฎหมายจะระบุว่า นายกเทศมนตรีและเทศมนตรีทุกคนต้องเป็นสมาชิกสภาเทศบาล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะไม่สามารถแต่งตั้งคนของตนให้เข้าไปเป็นคณะเทศมนตรีได้ เพราะกฎหมายเปิดช่องให้มีสมาชิกประเภท 2 ที่มาจากการแต่งตั้งอยู่นั่นเอง

[3] อ้างใน สุวัสดี โภชน์พันธุ์, อ้างแล้ว, หน้า 24-25.

[4] เพียงกมล มานะรัตน์, “การเมืองเรื่องการเลือกตั้ง: ศึกษากรณีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของเทศบาลนครเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2547,” วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2547), หน้า 58.

[5] ประมวลจาก http://www.dla.go.th/work/abt/ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กันยายน 2563)

[6] ที่มา: https://www.kpi-corner.com/content/8325/local00123?fbclid

[7] ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, เทศบาล: พื้นที่ เมือง และกาลเวลา, (กรุงเทพฯ: สยามปริทัศน์, 2560), หน้า 75.

[8] อลงกรณ์ อรรคแสง, “บทบาทสภา อบจ.ในการตรวจสอบราชการส่วนกลางและภูมิภาคในท้องถิ่นของเรา,” เอกสารประกอบการเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “1 ทศวรรษการปกครองท้องถิ่นไทย (2553-2563): อบจ.กับการเลือกตั้ง 20 ธันวาคม 2563” วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ณ ห้องประชุม 1 อาคารรวมวิจัยและบัณฑิตศึกษา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

[9] มีระยะเวลาช่วงปี 2481-2487 ในสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงครามครองอำนาจรอบแรกได้ทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยให้นายกเทศมนตรีเป็นประธานสภาโดยตำแหน่ง ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับฝ่ายบริหาร และทำให้เหลือเพียงองค์กรเดียวโดยรวมคณะเทศมนตรีเข้ากับสภาเทศบาล

[10] มรุต วันทนากร, การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรงกับเทศบาลไทย: บทสรุปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยในภาพรวม, (กรุงเทพฯ: มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย), 2549), หน้า 113-123.

[11] อ้างใน สุวัสดี โภชน์พันธุ์, อ้างแล้ว, หน้า 49.

[12] ที่มา: กกต.สรุปผลสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล-นายกเทศมนตรีทั่วประเทศ 73,390 คน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...