โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

การเรียนรู้ตลอดชีวิต SEAC-มจธ.สร้างหลักสูตรป้อนตลาดงาน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ก.ค. 2563 เวลา 07.02 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2563 เวลา 08.02 น.

ในสภาวะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง ทั้งยังมีความท้าทายใหม่ ๆ เข้ามาให้ทรัพยากรมนุษย์ต้องปรับตัวอยู่เสมอโดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่งผลให้คนทำงานต้องพัฒนาตนเองให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง เพราะโลกของการทำงานยุคใหม่มีองค์ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว คนทำงานต้องมีทักษะอื่น ๆ เพิ่มด้วย โดยเฉพาะทักษะด้าน hyper-relevant skills ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้เผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียนเล็งเห็นความสำคัญของทักษะดังกล่าว และมีความมุ่งหวังอยากจะยกระดับศักยภาพคนไทยให้มีทักษะชีวิตที่ดีในการทำงานสายอาชีพต่าง ๆ จึงผนึกความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดทำโครงการ “ความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต” (lifelong learning)

“อริญญา เถลิงศรี” กรรมการผู้จัดการSEAC กล่าวว่า ด้วยพันธกิจ EMPOWER LIVING เรายังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของคนไทยผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิตต่อเนื่อง โดย 28 ปีที่ผ่านมาแต่ละก้าวที่ SEAC เดินเราตั้งโจทย์เสมอว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น สามารถไปแข่งขันบนเวทีโลกได้ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันหลายอย่างสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการคือ ยกระดับศักยภาพ และพัฒนาทักษะของคนไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน เพื่อเป็นพลวัตสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร และประเทศไปข้างหน้า

“เราจึงเดินหน้าหาพันธมิตรที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน และมองว่าสถาบันการศึกษาถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการทางด้านบุคลากรในตลาดแรงงาน อันเป็นเหตุผลที่ SEAC และ มจธ.จุดประกายร่วมกันออกแบบหลักสูตรเกี่ยวกับทักษะชีวิต เพื่อให้นักศึกษาและคนทำงานอาชีพต่าง ๆ มีความพร้อมทั้งวิชาชีพ และวิชาชีวิต (mindset, skill set) เพื่อนำไปสู่โอกาสในการทำงาน”

“เพราะทักษะการทำงานยุคใหม่นั้นhyper-relevant skills ถูกพูดถึงมากที่สุดใน world economic forum เป็นทักษะเชิงการคิดวิเคราะห์, เกิดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆอยู่เสมอ รวมถึงการสื่อสารการทำงานเป็นทีม หากนักศึกษาหรือคนทำงานที่อยู่ในระบบมีทักษะเหล่านี้จะช่วยให้สามารถรับมือกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นและไม่ว่าจะทำงานในสายอาชีพไหน หรืออยากเปลี่ยนเส้นทางเดิน สามารถมองหาโอกาสใหม่ ๆ และเปลี่ยนตัวเองได้ทันที”

“ที่สำคัญทักษะดังกล่าวมีความจำเป็นที่จะช่วยให้บุคลากรสามารถทำงานท่ามกลางบริบทต่าง ๆ ได้ เพราะสถานการณ์ขณะนี้องค์ความรู้ของคน (hard skill) ไม่มีทางเพียงพอสำหรับ new economy ขณะที่โลกกำลังถูกดิสรัปชั่นด้วยเทคโนโลยีและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงทำให้ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก”

“อริญญา” กล่าวต่อว่า แม้ว่า hyper-relevant skills จะมีความสำคัญในการทำงานมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาสถาบันการศึกษายังไม่มีการสอน จึงทำให้มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งมุ่งเน้นไปทางด้านวิชาการ ไม่มีการสอนทักษะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลกการใช้ชีวิต ทำให้บางคนทำงานในองค์กรเก่งมาก แต่ไม่มีความสุข จึงถูกมองว่าไม่มีความอดทน

“ดังนั้น นักศึกษาจบใหม่ที่เข้ามาทำงานมักจะไม่ตอบโจทย์ในแบบที่องค์กรต้องการ ฉะนั้น บทบาทของมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องสอนทักษะชีวิตทั้งทางด้านอารมณ์ จิตใจ และสกิลต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอดในการทำงาน เพราะคนที่อยู่ในองค์กรมานานไม่ค่อยปรับตัว แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปก็ตาม ดังนั้น สิ่งที่จะต้องเปลี่ยนคือ mindset เพราะเกี่ยวข้องกับวิธีการมองเรื่องต่าง ๆ ให้ไปในทางที่ดี รวมถึงทักษะ communication skill หรือการสื่อสารกับผู้ร่วมงาน, presentation skill นำสิ่งที่เรียนไปปรับใช้หรือต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในอนาคต”

“ตัวอย่างเช่น มจธ.ผลิตบัณฑิตที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย หรือวิศวะที่มีความรู้เฉพาะด้านแล้ว แต่จะนำความรู้นั้นมาใช้อย่างไร ไม่ใช่แค่เรียนจบรับปริญญาบัตรอย่างเดียว, รวมไปถึงทักษะ agility ความว่องไว และทักษะทางด้าน EQ ด้วย อันเป็นหัวใจสำคัญที่ SEAC นำมาสอนเพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เราจะไม่ได้จับปลาให้คนไทย แต่เราต้องการสอนคนไทยให้จับปลา หรือตกปลาเป็น และรู้ว่าบ่อปลาอยู่ที่ไหน เพราะเราเชื่อว่าคนไทยจะจับปลาได้ไม่น้อยกว่าประเทศใดในระดับสากล”

“รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวถึงมุมมองการศึกษายุคใหม่ว่า ปัจจุบันใบปริญญายังสำคัญอยู่แต่จะลดความสำคัญลงเรื่อย ๆ โดยอนาคตทักษะชีวิตจะสำคัญกว่าทักษะองค์ความรู้ เพราะองค์ความรู้หาที่ไหนก็ได้ แต่ทักษะชีวิตต้องฝึกฝน ซึ่งทักษะนี้สามารถสร้างความสำเร็จให้กับหลาย ๆ คนมาแล้ว เช่น นักศึกษาบางคนไม่ใช่เด็กเรียนเก่งหน้าห้อง แต่เขามีทักษะทางความคิดดีจึงทำให้เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

“ที่ผ่านมาหลักสูตรวิชาเรียน มจธ.มักมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลง เพื่อลดปัญหาหลักสูตรการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับเนื้องานในตลาดแรงงานปัจจุบัน และสร้างคนรุ่นใหม่ให้สามารถเข้าสู่ตลาดงานได้ตามสายงานที่ตลาดต้องการ เพราะโดยส่วนใหญ่ตลาดแรงงานมักต้องการคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับองค์กร และสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น มจธ.จึงให้ความสำคัญกับเรื่อง soft skill ผนวกเข้ากับวิชาเรียนเพราะคิดว่าทักษะในการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองสำคัญที่สุด รวมถึงทักษะชีวิตจะทำให้บุคลากรของเรามีหูตากว้างไกลมากขึ้น”

“ผมมองว่าบทบาทของความเป็นมหาวิทยาลัยต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนมาเรียนรู้ทักษะใหม่ (reskill) หรือต่อยอดยกระดับทักษะ (upskill) เพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน

ได้ตลอดเวลา ดังนั้น ระบบการศึกษาจึงต้องออกนอกกรอบของเวลาแบบเดิม ๆอยากจะเข้ามาเรียนตอนไหนก็ได้ เพราะนิยามคำว่า “นักศึกษา” จะมองแต่ผู้ที่เรียนจบ ม.6 ไม่ได้แล้ว ยังมีคนในวัยทำงานกว่า 38 ล้านคนอยากจะยกระดับศักยภาพตนเอง หรือหาสิ่งที่เหมาะสมกับตนเอง”

“ขณะที่อาจารย์ผู้สอนก็ต้องรู้เท่าทันระบบการทำงานของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจด้วยว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว เพื่อตอกย้ำการเป็น lifelong learning ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างสองสถาบันจะพัฒนาหลักสูตรเข้ามาเสริมกับวิชาหลักของนักศึกษา มจธ.โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน ยังเป็นหลักสูตรที่กลุ่มลูกค้า SEAC หรือคนทั่วไปเข้ามาเรียนรู้ได้ ซึ่งเราจะออกแบบให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning), ออนไลน์ (online learning) และแบบห้องเรียน (classroom learning)”

เพราะเชื่อว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับการ reskill-upskill ตนเองมากขึ้น โดยที่รูปแบบในห้องเรียนจะมีการผสมผสานระหว่างนักศึกษาและคนทำงานมาเรียนร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดของกันและกัน โดยระยะแรกจะมีการนำร่องสร้างกลุ่มอาชีพใหม่ป้อนภาคการศึกษาเพื่อลดปัญหานักศึกษาจบใหม่ หรือคนที่กำลังมองหางานใหม่ เช่น นักออกแบบการเรียนการสอนออนไลน์ (online instructional designer), ผู้สอนเสมือนจริง (virtual learningfacilitator), นักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูล(data scientist facilitator) ซึ่งจะมีการเปิดตัวหลักสูตรภายในปี 2563

“อริญญา” กล่าวเสริมในตอนท้ายว่าหลักสูตรนี้มีความจำเป็นมากสำหรับอนาคต เพราะการเรียนออนไลน์จะเพิ่มมากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องออกแบบหลักสูตรที่สามารถดึงดูดให้คนอยากเข้ามาเรียนตลอดเวลา ให้ติดเหมือนเล่นเกม โดยทั้ง 3 หลักสูตรนี้คาดว่าจะเปิดตัวภายในปีนี้ และกำลังมีแผนจะพัฒนาหลักสูตรที่เป็นอาชีพใหม่อีกมาก

“สำหรับความร่วมมือครั้งนี้จะเกิดขึ้นในระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ 18 มิ.ย. 2563-17มิ.ย. 2566 และมีแผนจะต่อยอดโครงการไปสู่กลุ่มประเทศในอาเซียนต่อไป เพื่อลดเส้นแบ่งเขตแดนการศึกษา โดยเฉพาะประเทศเวียดนามและเมียนมา ซึ่งเป็นประเทศใกล้เคียงกับเรา และมีแรงงานประสิทธิภาพที่น่าสนใจ มากไปกว่านั้นมจธ.และ SEAC มีความเชื่อมั่นตรงกันว่าหลักสูตรที่ร่วมกันออกแบบใหม่ครั้งนี้จะช่วยลดปัญหาการผลิตคนไม่สอดคล้องกับเนื้องานในตลาดแรงงานปัจจุบัน”

ทั้งนั้น เพื่อสร้าง “คนรุ่นใหม่” เข้าสู่ “ตลาดแรงงานเฉพาะ” ตามที่องค์กรต่าง ๆ ต้องการได้ทันท่วงที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...