โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เกณฑ์ "ตัดหนี้สูญ" ใหม่เริ่มพ.ค. "แบงก์-เอเอ็มซี" ขานรับ "ผ่อนภาระต้นทุน"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 ม.ค. 2564 เวลา 08.19 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. 2564 เวลา 08.19 น.

“แบงก์-บริษัทบริหารหนี้” ประสานเสียงขานรับสรรพากรแก้กฎกระทรวงปรับปรุงเรื่อง “จำหน่ายหนี้สูญ” ชี้ช่วยลดขั้นตอน/ระยะเวลาตัดหนี้สูญได้เร็วขึ้น เหตุมีการขยับเพดานตัดหนี้สูญเป็น 2 ล้านบาท จากเดิมไม่เกิน 5 แสนบาทต้องฟ้องศาลให้เรียบร้อยก่อนจึงตัดหนี้สูญได้ ระบุช่วยลด “ภาระภาษี-ต้นทุนติดตามทวงหนี้” ฟากอธิบดีสรรพากรยันรัฐไม่สูญเสียรายได้ หนุนกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ “ง่าย-สะดวก” ขึ้น มั่นใจบังคับใช้ทัน พ.ค.นี้

นายสุขสันต์ ยศะสินธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ชโย กรุ๊ป (CHAYO) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไป และของสถาบันการเงิน เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้น มองว่าจะช่วยให้ตัดหนี้สูญได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอให้ฟ้องร้องจนศาลได้มีคำพิพากษา หรือเฉลี่ยทรัพย์ในกรณีฟ้องล้มละลาย ทำให้นำมาลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเร็วขึ้น

โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1.ช่วยลดภาระภาษีของกิจการที่มีหนี้สูญ มูลหนี้ระหว่าง 2 แสนบาทถึง 2 ล้านบาท และ 2.ช่วยลดต้นทุนในการติดตามทวงถามหนี้ในช่วง 2 แสนบาทถึง 2 ล้านบาท

“จะมีผลต่อภาษีและค่าใช้จ่ายที่จะลดลง เพราะจากเดิมจะตัดหนี้สูญได้จะต้องดำเนินการฟ้องร้องถึงที่สุด ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน และเสียค่าใช้จ่ายสูง บางรายเงินต้นอาจไม่คุ้ม ถือเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ หรือสถาบันการเงิน แต่ตามเกณฑ์ใหม่สามารถตัดหนี้สูญได้เลย เพียงแต่ต้องมี notice (แจ้งให้ทราบล่วงหน้า) ว่า ได้มีการดำเนินการติดตามทวงถามหนี้จนถึงที่สุดแล้ว”

ทั้งนี้ นายสุขสันต์กล่าวด้วยว่า ผู้ที่รับประโยชน์จากการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะเป็นกิจการที่มีหนี้สูญในช่วง 2 แสนบาทถึง 2 ล้านบาท และมีภาระภาษีที่ต้องเสีย ส่วนการขายหนี้ในส่วนของสถาบันการเงินอาจจะไม่กระทบมากนัก เนื่องจากระยะเวลาการเป็นหนี้สูญยังคงเหมือนเดิม แต่สถานะงานคดีที่ขายอาจเปลี่ยนไป เช่น ต่ำกว่า 2 แสนบาท อาจจะไม่ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลแล้ว หรือในช่วง 2 แสนบาทถึง 2 ล้านบาทอาจจะแค่ระหว่างฟ้องก็สามารถหยุดการฟ้องได้ เป็นต้น

นายชัยยศ ตันพิสุทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เกณฑ์ใหม่จะช่วยให้ธนาคารสามารถลดหรือตัดค่าใช้จ่ายจากหนี้สูญได้เร็วขึ้น จากเดิมต้องฟ้องร้องลูกหนี้ก่อน ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนาน และบางครั้งมูลหนี้ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างฟ้องร้อง เช่น หนี้บัตรเครดิต วงเงินไม่สูงมากหลักหมื่นถึงแสนบาท แต่จะต้องดำเนินการฟ้องร้องติดตาม เสียค่าทนาย และยังใช้ระยะเวลาการดำเนินคดีกว่าจะแล้วเสร็จ บางราย 2-3 ปี ซึ่งไม่คุ้มค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เป็นต้น

ดังนั้น หากเกณฑ์ใหม่ออกมาบังคับใช้ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายการดำเนินคดี ค่าใช้จ่ายทางภาษี และลดขั้นตอนในการตัดหนี้สูญได้ทันที โดยเฉพาะหนี้ที่วงเงินไม่สูงมากค่อนข้างจะได้ประโยชน์และเป็นทางออกที่ดี ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งผู้บริโภค สถาบันการเงินและศาล เนื่องจากจำนวนคดีในศาลจะลดลงอย่างมากตามกรอบเพดานวงเงินที่กฎหมายขยายเพิ่มเติมไว้

“ถ้ามูลหนี้ก้อนเล็ก ๆ ถือว่าเป็นทางออกที่ดี เพราะบางกรณีไม่คุ้มค่าที่จะฟ้องร้อง บางทีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามูลหนี้โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต ซึ่งทำให้ศาลมีปริมาณจำนวนคดีเพิ่มขึ้น ถือว่ามีผลดีกับแบงก์ ผู้บริโภค และศาลด้วย”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงดังกล่าวจะช่วยเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้้โดยทำให้กระบวนการง่ายและสะดวกมากขึ้น ซึ่งเป็นการปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 เรื่องเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 จึงไม่ได้มีผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีนิติบุคคลของกรมสรรพากร

ทั้งนี้ ยืนยันว่ากฎกระทรวงที่แก้ไขจะบังคับใช้ได้ทันรอบการยื่นภาษีนิติบุคคลปีบัญชี 2563 ที่ต้องยื่นในเดือน พ.ค. 2564 นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...