โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

เปิดตำนาน ! อัลบั้มเพลงไทยล้ำสมัยแห่งยุค 80s : ‘แดนศิวิไลซ์’ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

BT Beartai

อัพเดต 16 ก.พ. 2564 เวลา 02.19 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 01.40 น.
เปิดตำนาน ! อัลบั้มเพลงไทยล้ำสมัยแห่งยุค 80s : ‘แดนศิวิไลซ์’ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

“ทุก ๆ ที่แม้ตรงนี้คือขอบฟ้า ที่สายตามองมาว่าไว้สวย

 จะดั้นด้นค้นหาไปทำไม… จงมาช่วยสร้างตรงนี้ให้ศิวิไลซ์”

‘แดนศิวิไลซ์’ อัลบั้มล้ำสมัยแห่งยุค 80s ผลงานเพลงสร้างสรรค์ที่นำพาความแปลกใหม่ทั้งในด้านเนื้อหาและดนตรี ปลุกความคิดและจิตใจให้ไตร่ตรองอย่างละเมียดละไมในวิถีชีวิตที่เรากำลังดำเนินอยู่ ‘แดนศิวิไลซ์’ แท้จริงแล้วนั้นอยู่แห่งหนใด ณ ขอบฟ้าที่ห่างไกล หรือ อยู่ในใจที่สงบสุข

หากจะให้นิยามว่า ‘ธเนศ วรากุลนุเคราะห์’ นั้นคือใคร เป็นไปได้ที่คำตอบที่เราได้รับนั้นอาจจะไม่ตรงกัน เพราะพี่เอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ นั้นมีบทบาทที่แตกต่างหลากหลายมากมายเหลือเกินไม่ว่าจะเป็น นักแต่งเพลง นักร้อง นักดนตรี นักแสดง นักจัดรายการวิทยุ ดีเจ เจ้าของค่ายเพลง รวมไปถึงการเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของนักแสดงคุณภาพผู้ล่วงลับศรัณยู วงษ์กระจ่าง ถ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่ก็อาจจะรู้จักพี่เอกธเนศในฐานะนักแสดง (โฮมสเตย์, ฉลาดเกมส์โกง, ป๊อปอาย มายเฟรนด์) ถ้าเป็นวัยรุ่นยุค 90s-2000s ก็คงจะรู้จักในฐานะเจ้าของค่ายเพลง มิวสิค บั๊กส์ (Music Bugs) ค่ายเพลงอินดี้ที่ให้กำเนิดศิลปินเบอร์ต้น ๆ ของไทยเอาไว้มากมาย อาทิ Bodyslam , Big Ass และ Labanoon แต่หากย้อนไปในช่วงยุค 80s แล้วล่ะก็ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ก็คือศิลปินคนสำคัญที่ได้จุดประกายความสร้างสรรค์ให้กับวงการดนตรีไทยเอาไว้อย่างน่าชื่นชม

‘แดนศิวิไลซ์’ คือผลงานเพลงชุดแรกของธเนศ ออกกับทางค่ายไนท์สปอตในปี 2528 ซึ่งแน่นอนว่าผลงานเพลงจากค่ายนี้จะต้องล้ำยุคล้ำสมัยและน่าสนใจเป็นแน่แท้ และ ‘แดนศิวิไลซ์’ ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ อัลบั้มนี้เป็นงานดนตรีในแนว ‘ร็อก’ ที่มีกลิ่นอายของงานดนตรีโพรเกรสซีฟร็อกและซินธ์พอปเข้ามาผสมผสาน มีการผสมกันระหว่างงานดนตรีร็อกกับซาวด์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างกลมกลืนกลมกล่อม อีกทั้งยังมาพร้อมเนื้อหาเชิงปรัชญา สะท้อนสังคม สะกิดต่อมความคิดให้เราหันมามองสังคมรอบตัวที่เป็นอยู่ด้วยสายตาที่คิดนึกตรึกตรองมากขึ้น

อัลบั้มชุดนี้ได้ อัสนี โชติกุลมาเป็นโพรดิวเซอร์ร่วมกับเลีย ฮาร์ต (Lea Hart) นักร้อง นักแต่งเพลงและนักดนตรีมากฝีมือที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีร็อกของอังกฤษและเคยมาเล่นดนตรีที่บ้านเราด้วยในนามของวง Ya Ya และ Lea Hart & The Roll Up นอกจากนี้ยังได้ทีมนักดนตรีเป็นชาวต่างชาติครบเซ็ต Lea Hart – กีตาร์  , Terry Stevens – เบส  , Ray Callcut – ลีดกีตาร์ , Graham Garrett – กลอง , Nick Coler – เปียโน, คีย์บอร์ด ,Jeff Finch – เฟรทเลสเบส , John Earle – อัลโตแซ็กโซโฟน และ Gary Edwards ที่เคยร่วมงานกับ George Martin, Roxy Music, Queen และ Rainbow เป็นซาวนด์เอนจิเนียร์ ส่วนเนื้อร้องและทำนองของเพลงทั้งหมดในอัลบั้มแต่งโดยธเนศเอง อัลบั้มชุดนี้ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร DDT (ฉบับที่ 27 ประจำเดือนเมษายน 2007) ให้เป็นหนึ่งใน “10 Cool Albums in the Past 25 Years” ร่วมกับอัลบั้ม “คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต” อัลบั้มชุดต่อมาของธเนศด้วย

‘แดนศิวิไลซ์’ บันทึกเสียงกันไกลถึง Village Recorders ณ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ไนท์สปอตจองห้องอัดในการบันทึกเสียงทั้งสิ้น 14 วัน แต่ได้ทำงานจริง 12 วันเนื่องจากเครื่องบันทึกเสียง 24 แทร็กเสียต้องใช้เวลาซ่อม 2 วัน  ส่วนการทำงานนั้นธเนศและอัสนีระดมสมองร่วมกันเป็นแรมปีกว่าจะมีเดโมเพื่อส่งให้กับนักดนตรีได้ซ้อมกันล่วงหน้า เป็นงานดนตรีที่มีสีสันและไม่ซับซ้อนจนเกินไปภายใต้คอนเซปต์ที่ธเนศต้องการคือเป็นงานดนตรีที่นำเสนอต่อ ‘คนรุ่นใหม่’

ในภาพรวมงานดนตรีของอัลบั้มนี้มีความล้ำด้วยการใส่ซาวด์จากเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาไม่ว่าจะเป็น ซินธิไซเซอร์ กลองไฟฟ้า หรือว่าซาวด์เอฟเฟก นอกจากเพลงในอัลบั้มนี้จะล้ำแล้ว การตั้งชื่อเพลงในอัลบั้มก็ไม่ธรรมดา เรียกได้ว่าแค่กวาดสายตาไปอ่านบนปกก็ดึงดูดให้อยากเข้าไปฟังข้างในแล้วว่าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น ‘เบื่อคนบ่น’ ‘ลุงคิดกับหลานชิดชัยและแดนศิวิไลซ์สุดขอบฟ้า’ รวมไปถึงพวกเพลงที่มีคำแสดงความรู้สึกอย่าง‘ไม่รู้รึไง…โอ๊ย’ หรือ ‘โธ่…ผู้หญิง’ หรือพวกเพลงที่ใส่คำในวงเล็บเพิ่มความงงงวยเข้าไปใหญ่ว่าชื่อของเพลงนั้นจะสื่อถึงอะไรเช่น‘(จริง ๆ )…เพลงในใจ’ ‘(อะไร)…ในถนน’ และ ‘คนเกลียดคน…อย่า (ก) ออกไป’ ก่อนจะฟังนั่งจ้องชื่อเพลงอยู่ 2 วันก็ไม่เข้าใจ

มาเริ่มกันที่เพลงแรก ‘เบื่อคนบ่น’ ไลน์ซินธ์กับไลน์เบสเพลงนี้มันช่างเท่ดีเหลือเกิน ไลน์ซินธ์มีความเท่มีเสน่ห์ชวนให้จดจำ ส่วนไลน์เบสก็ดึ๊งดึ่งชวนโยกเหลือเกิน อีกทั้งยังดูเหมือนว่าจะเป็นเพลงไทยเพลงแรก ๆ เลยที่ใช้วิธีการร้องแบบแรปเข้ามาผสม เนื้อหาของเพลงเหมือนเป็นการระบายจากความเบื่อหน่ายของมนุษย์เงินเดือนที่โดนติติงว่ากล่าวนู่นนี่ รวมไปถึงคนที่อาจจะตั้งใจทำอะไรดี ๆ  แต่เจอพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำมาก่อกวนด้วยการพ่นน้ำลายไปวัน ๆ  สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ก็คงได้แต่บ่นออกไปว่าเบื่อ และก็ ทน…ทน..ทน..ทนไป

‘ดนตรี’ เป็นเพลงร็อกที่ให้อารมณ์สนุก ๆ มันส์ ๆ พูดถึงความสำคัญของเสียงดนตรีที่คอยกล่อมเกลาจิตใจให้หายเศร้า เพลงนี้มีการวางจังหวะของคำและใช้ภาษาได้อย่างมีลูกเล่นและสละสลวย

พักเพลงมันส์ ๆ ไว้ก่อนแล้วมาต่อกันที่ ‘ดีใจ’ บทเพลงที่คลุกเคล้าอารมณ์เหงา ๆ ถ่ายทอดความรู้สึก ‘ดีใจ’ เมื่อได้พบกับคนที่รักและคิดถึง เป็นเพลงพอปในสไตล์ไทยที่ไพเราะ ฟังไปได้แบบเพลิน ๆ

เปิดอินโทรมาก็เจอริฟฟ์เร้าใจสไตล์ชาวร็อกเลย กรูฟกลองตึกตักชวนโยกดีแท้ ดนตรีร็อกเร้าใจส่วนท่วงทำนองก็สดใสวัยหวานดี‘ไม่รู้รึไง..โอ๊ย’ เป็นเพลงรักอารมณ์วัยรุ่นที่บอกรักกันตรง ๆ เลยว่าก็ฉันไงที่เฝ้ารัก เฝ้าหลงใหล เพ้อในตัวเธอ แต่เธอก็ไม่รู้สักที จนต้องอุทานออกมาว่า โอ๊ย…ไม่รู้รึไง (วะ!)

เพลงต่อมานี่คือไฮไลต์ ‘ลุงคิดกับหลานชิดชัยและแดนศิวิไลซ์สุดขอบฟ้า’ เพลงชื่อยาวที่มาพร้อมกับเรื่องเล่าเชิงนิทานปรัมปรากับเนื้อหาเชิงปรัชญา เล่าถึงลุงคิดที่ขายนาเพื่อจะพาหลานชิดชัยไปยังแดนศิวิไลซ์สุดขอบฟ้า มุ่งหาความเจริญ (ในด้านวัตถุ) ความสะดวกสบายและทันสมัย เฝ้าฝันใฝ่ในสิ่งที่ปรารถนา แต่ทว่ายิ่งหาเท่าไหร่ก็ยิ่งหาไม่พบ พบแต่ความยากแค้นดิ้นรนและโหยหา และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ลุงกับหลานจะเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วนั้นแดนศิวิไลซ์ที่ว่าหาใช่อยู่ที่ไหนไกล หากแต่อยู่ที่ใจของเรานั่นเอง เพลงนี้คือเพลงที่มีท่วงทำนองดนตรีร็อกที่เร้าใจกับซาวด์ดนตรีที่มีลีลาน่าสนใจเปี่ยมเสน่ห์และสีสัน เนื้อหาที่มีนัยเชิงปรัชญาก็เล่าออกมาได้อย่างเรียบง่าย คมคายและชวนคิดนึกตรึกตรอง ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้เราจะนึกถึงนิยายเรื่อง ‘ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน’ (The Alchemist) ของเปาโล โคเอลโยที่มีแก่นใหญ่ใจความแบบเดียวกันกับเพลงนี้ขึ้นมาทุกที

เพียงขึ้นอินโทรมาเราก็รู้ได้เลยว่าท่วงทำนองของเพลงนี้มีความหวานยิ่งได้ยินสำเนียงเสียงแซกโซโฟนเข้ามายิ่งฉ่ำหวานเข้าไปใหญ่ สไตล์การร้องอ้อน ๆ ของพี่เอกและถ้อยคำในบทเพลงยิ่งทำให้เพลงนี้เป็นเพลงมีความหวานล้ำ ‘โธ่…ผู้หญิง’ เป็นบทเพลงที่พูดถึงธรรมชาติของผู้หญิงในแง่มุมหนึ่งที่ผู้ชายทั้งหลายคงเคยเจอเมื่อพยายามค้นลงไปในหัวใจของพวกเธอที่ยากแท้หยั่งถึงสุดจะคาดเดา จะรักหรือไม่รักหรืออย่างไรเรามิอาจเข้าใจความรู้สึกที่แท้ของเธอได้เลย

จุดเด่นอย่างหนึ่งของอัลบั้ม ‘แดนศิวิไลซ์’ ก็คือการเขียนเพลงซึ่งแตกต่างจากเพลงไทยในยุคนั้นที่จะมีการเล่าเรื่องหรือบรรยายความรู้สึกที่ชัดเจนเข้าใจได้ง่าย แต่การเขียนเพลงในอัลบั้มนี้ยกตัวอย่างเช่นในเพลง ‘(จริงๆ)…เพลงในใจ’ จะมีลักษณะการเขียนเพลงแบบ ‘เติมคำในช่องว่าง’ คือมีพื้นที่ว่างให้ผู้ฟังได้ตีความจากถ้อยคำที่เรียงร้อยเอาไว้ในบทเพลง ซึ่งปัจจุบันเราพบการเขียนเพลงลักษณะนี้มากโดยเฉพาะในกลุ่มของเพลงอินดี้ ซึ่งเหมือนจะไม่เข้าใจเมื่อแรกฟังแต่เมื่อได้ลองตั้งใจฟังอีกสักทีก็พอจะเข้าใจในความหมายของบทเพลง ‘(จริงๆ)…เพลงในใจ’ ต้องการจะสื่อถึงสภาวะอารมณ์ของคนที่ยังสับสนอยู่ภายในใจ ไม่มั่นใจในชีวิตวันนี้และวันข้างหน้า แต่ว่าในท่อนฮุคจะคล้ายเป็นการปลุกปลอบใจให้มีความหวังและเชื่อมั่นในตนและเชื่อมั่นว่าวันข้างหน้าที่สดใสจะมีอย่างแน่นอน ชื่อเพลงเหมือนจะบอกว่านี่คือบทเพลงที่ร่ำร้องอยู่ภายในใจเป็นการพูดคุยและตกตะกอนกับตัวเอง ส่วนคำว่า ‘จริง ๆ’ ก็คือการบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่ตัวเองตั้งใจหมายไว้นั้นจะมีอยู่จริง ๆ ส่วนในภาคดนตรีก็ทำออกมาได้ดีมาก สะท้อนสภาวะอารมณ์ตามบทเพลง เช่น ในท่อนร้องไลน์กีตาร์จะมีกลิ่นความพิศวงนิด ๆ ผสมซาวด์ซินธ์ที่มีความเวิ้งว้างวังเวงให้ความรู้สึกสับสันมืดมนอยู่ในปัญหา ก่อนที่ท่อนฮุคจะเปลี่ยนเป็นดนตรีร็อกเข้มแข็งเหมือนเป็นการดึงเอาพลังใจออกมาให้มีความเชื่อมั่นในตัวเองเพื่อก้าวเดินฝ่าปัญหาที่เผชิญต่อไป

‘(อะไร)….ในถนน’ เปิดเพลงมาด้วยเสียงผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาบนท้องถนน ก่อนสุ้มเสียงของดนตรีร็อกอันหนักแน่นจะดังขึ้นมา ‘ในโลกทันสมัยใบนี้ สิ่งชั่วมีมากล้ำจำไว้’ นี่คือหัวใจสำคัญของบทเพลงนี้ที่ต้องการจะเตือนเพื่อน ๆ ร่วมโลกให้ระวังถึงความทันสมัย ความศิวิไลซ์ที่กำลังมาเยือนเราที่ไม่ได้มาตัวเปล่าหากแต่เอาความชั่วร้ายและภัยอันตรายมาด้วยหากเราลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งเหล่านั้น ในด้านหนึ่งของความเจริญย่อมต้องมีความเสื่อมเป็นธรรมดา หากเราหลงใหลมัวเมาในวัตถุและมายา มันจะนำพาให้เราพบกับความพินาศวอดวาย สิ่งที่เพลงนี้ทำได้ก็คือ ได้แต่เตือน เตือน เตือน ให้ระวัง ‘อะไร’ เหล่านั้นที่ผ่านเข้ามาเยือนบนถนนแห่งชีวิตของเรา

เพลงสุดท้ายของอัลบั้ม ‘คนเกลียดคน..อย่า(ก)ออกไป’ คล้ายเป็นบทสนทนาสองจิตสองใจของตัวเอง ที่กำลังต่อสู้ว่าคืนนี้จะออกไปตามกิเลสตัณหาและแรงปรารถนาหรือไม่ เหมือนเป็นภาคต่อจากเพลงก่อนที่ได้เตือนให้ระวังภัยแล้ว คราวนี้ก็แล้วแต่ว่าจะเชื่อตามนั้นหรือเปล่า ตัวเพลงคึกคักเหมือนจะแทนอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ‘อยากออกไป’ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกเสียงหนึ่งคอยเตือนว่า ‘อย่าออกไป’ จนฟังไปฟังมาเริ่มรู้สึกแยกไม่ออกแล้วว่าท่อนไหนร้องว่า ‘อยาก’ ท่อนไหนร้องว่า ‘อย่า’ เหมือนคนเราเวลาสับสนในตัวเองที่ความคิดในหัวมันผสมปนเปกันไปหมด

ปิดท้ายด้วย ‘เบื่อคนบ่น (รีมิกซ์)’ มาแดนซ์กันยาว ๆ อีกสักทียาวร่วม 7 นาทีก่อนที่จะพาตัวเองออกไปเผชิญชีวิตใน ’แดนศิวิไลซ์’ กันต่อไป

Source

ขอขอบคุณข้อมูลเบื้องหลังของอัลบั้มจากคุณ kilroy ใน OK Nation

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เปิดตำนาน ! อัลบั้มเพลงไทยล้ำสมัยแห่งยุค 80s : ‘แดนศิวิไลซ์’ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
เปิดตำนาน ! อัลบั้มเพลงไทยล้ำสมัยแห่งยุค 80s : ‘แดนศิวิไลซ์’ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
เปิดตำนาน ! อัลบั้มเพลงไทยล้ำสมัยแห่งยุค 80s : ‘แดนศิวิไลซ์’ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
เปิดตำนาน ! อัลบั้มเพลงไทยล้ำสมัยแห่งยุค 80s : ‘แดนศิวิไลซ์’ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
เปิดตำนาน ! อัลบั้มเพลงไทยล้ำสมัยแห่งยุค 80s : ‘แดนศิวิไลซ์’ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...