โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"เซ็นทารา" ชี้โควิดกระทบระยะสั้น เดินหน้าขยายโรงแรมตามแผน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.พ. 2564 เวลา 04.05 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 05.56 น.

สัมภาษณ์

ปี 2563 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวอยู่ในภาวะ “ยากลำบาก” แต่สำหรับรายใหญ่แล้วแม้ว่าจะต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ยังสามารถยืนหยัด มีพละกำลัง และมีกระแสเงินสดพอที่จะรับมือกับวิกฤตได้

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ “ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทารา โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ผู้บริหารโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา ถึงทิศทางการดำเนินงานทั้งระยะสั้นและระยะยาว ไว้ดังนี้

“ธีระยุทธ” บอกว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวอย่างมาก มีโรงแรมจำนวนมากที่ต้องปิดให้บริการชั่วคราวอีกครั้ง โดยในส่วนของกลุ่มเซ็นทารานั้นก็ได้ประกาศปิดให้บริการโรงแรมเป็นการชั่วคราวอีกหลายแห่ง เช่น ภูเก็ต, พัทยา, กระบี่ รวมถึงในกรุงเทพฯ (เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัล ลาดพร้าว) เป็นต้น

พร้อมเปิดอีกครั้ง 10 ก.พ.นี้

โดยเหลือส่วนที่เปิดให้บริการเฉพาะโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของเอง (own property) ในประเทศ 4 แห่ง คือ เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทารา หัวหิน, เซ็นทารา แจ้งวัฒนะ และเซ็นทรา บาย เซ็นทารา แม่สอด (จ.ตาก) ส่วนในต่างประเทศยังคงเปิดให้บริการตามปกติหลายแห่ง อาทิ กาตาร์, ศรีลังกา, โอมาน และมัลดีฟส์

อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกระทบดังกล่าวนี้เป็นผลกระทบระยะสั้น และยังมีการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ domestic tourism เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

เซ็นทารา

ทั้งนี้ กลุ่มเซ็นทารามีแผนกลับมาทยอยเปิดให้บริการโรงแรมที่ได้ปิดชั่วคราวกันอีกครั้งในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ เป็นต้นไป โดยเริ่มจากเปิดให้บริการโรงแรม เซ็นทาราแกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ จากนั้นจะเปิดโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทาราแกรนด์ บีช รีสอร์ท ภูเก็ต และเซ็นทารา วิลล่า สมุย ในวันที่ 1 มีนาคม

หลังจากนั้นจะเปิดโรงแรมเซ็นทารา หาดใหญ่ (สงขลา), เซ็นทาราแกรนด์ บีช รีสอร์ท แอนด์วิลล่า กระบี่ และโคซี่ พัทยา วงศ์อมาตย์ บีช ในวันที่ 1 เมษายน และเดือนมิถุนายนจะเปิดโรงแรมอีก 3 แห่งที่เหลือในภูเก็ต และโคซี่ สมุย เฉวงบีช

ปี’64 เปิด 8 แห่งทั่วเอเชีย

และเพื่อให้การดำเนินงานสอดรับกับเป้าหมายระยะยาวในการเป็นผู้นำให้บริการโรงแรมติดอันดับ 100 อันดับแรกของโลกภายใน 5 ปี “ธีระยุทธ” บอกว่า ในปี 2564 นี้บริษัทมีแผนเพิ่มโรงแรมและรีสอร์ตใหม่อีก 8 แห่ง ครอบคลุม 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ภายใต้ 5 แบรนด์ ได้แก่ Centara Reserve, Centara Grand, Centara, Centara Boutique Collection และ Centra by Centara

โดยจะเริ่มเห็นความชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไปกับการเปิดตัวโรงแรมเซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของแบรนด์คอลเล็กชั่น “Reserve” (เดิมคือเซ็นทาราแกรนด์ บีช รีสอร์ท สมุย) ตามด้วยโรงแรมเซ็นทารา มิราจ บีช รีสอร์ท มุยเน่ รีสอร์ท (เวียดนาม), โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลิเกีย เวิลด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (ตุรกี), โรงแรมเซ็นทารา มิราจ บีช รีสอร์ท ดูไบ, โรงแรม The B Premiere Hotel, Centara Boutique Collection โดฮา (กาตาร์)

“ตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของเรา ซึ่งในปีนี้จะมีโรงแรมใหม่ใน 2 จุดหมายปลายทางหลักของภูมิภาคนี้ คือในดูไบจะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 3 จากนั้นจะเปิดให้บริการที่กรุงโดฮาในช่วงไตรมาส 4 นอกจากนั้นยังมีแผนขยายไปอินโดจีนในไตรมาส 4 ได้แก่ Centra by Centara Hotel Thiri Hpa-An เป็นโรงแรม 77 ห้องใน Hpa-An (เมียนมา) และโรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา, เซ็นทารา บูติค คอลเล็กชั่นในวังเวียง (ลาว)”

มั่นใจต่างชาติเริ่มเดินทาง Q3

“ธีรยุทธ” ยังประเมินภาพรวมของธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวสำหรับปีนี้ด้วยว่า เชื่อว่าโดยรวมทั้งปีตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะเริ่มเดินทางท่องเที่ยวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง หรือประมาณไตรมาส 3 เป็นต้นไป โดยเริ่มจากนักท่องเที่ยวจากในภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคเอเซีย จากนั้นนักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรป อเมริกาจะเริ่มทยอยเข้ามาในช่วงไตรมาส 4 โดยมีปัจจัยบวกเรื่องของวัคซีนที่เริ่มกระจายฉีดแล้วทั่วโลก

เซ็นทารา

“อยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วให้เข้ามาท่องเที่ยวได้โดยไม่มีการกักตัวและเร่งฉีดวัคซีนให้กับคนไทยในประเทศด้วยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติด้วย เพื่อสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ”

พร้อมประเมินว่า แนวโน้มความต้องการท่องเที่ยวยังมีอยู่ เชื่อว่าการท่องเที่ยวไทยจะกลับมาได้แน่นอน ถ้าเขามีความมั่นใจ หากรัฐบาลเปิดประเทศช้าภาคธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมจะยิ่งได้รับความเสียหายหนัก และจะทำให้ประเทศเสียโอกาสในด้านการแข่งขัน หากประเทศเพื่อนบ้านสามารถเปิดได้ก่อน อย่างมัลดีฟส์เปิดประเทศตั้งแต่กรกฎาคม 2563 โรงแรมเขาเริ่มทำรายได้ดีเกือบเท่า ๆ กับปี 2562

คาดปี’66 กลับมาได้เท่าปี’62

สำหรับด้านรายได้นั้น “ธีระยุทธ” ให้ข้อมูลว่าในปี 2563 ที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้จากในประเทศมีสัดส่วนถึงเกือบ 40% จากปกติที่มี 20% เนื่องจากตลาดต่างประเทศซึ่งมีสัดส่วนรายได้รวมถึง 80% ได้รับความเสียหายไปถึงราว 70% สำหรับปีนี้ยังคาดว่ารายได้หลักยังคงมาจากตลาดในประเทศเช่นเดียวกับปี 2563 ที่ผ่านมา

โดยคาดว่าการฟื้นตัวของรายได้สำหรับปีนี้จะมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 55-60% ของปี 2562 และเพิ่มเป็นประมาณ 80% ของปี 2562 ได้ในปี 2565 และกลับมาพลิกฟื้นได้ในอัตราใกล้เคียงกับปี 2562 ซึ่งมีรายได้รวม 8,500 ล้านบาทได้ภายในปี 2566 และเป็นไปในทิศทางเดียวกับหลาย ๆ องค์กรที่ได้คาดการณ์ไปแล้วก่อนหน้านี้

อีก 5 ปีมี รร.ในพอร์ต 140 แห่ง

“ธีระยุทธ” ยังบอกด้วยว่า ในระยะยาวแล้วยังคงมั่นใจในความแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวของไทย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยยังคงติดอันดับท็อป 10 เดสติเนชั่นที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมาตลอด ซึ่งในแผน 5 ปี (2564-2568) ของเซ็นทารานั้นมีเป้าหมายเพิ่มโรงแรมในพอร์ตโฟลิโอเป็น 130-140 แห่งทั่วโลกจากปัจจุบันมีโรงแรมในเครือ 83 แห่ง จำนวนราว 17,000 ห้อง

“ปี 2563 เราเพิ่มโรงแรมใหม่ได้ 10 แห่ง จาก Pipeline 39 แห่ง ส่วนในปี 2564 นี้ เราเตรียมเปิด 8 แห่ง โดยวางงบฯลงทุนไว้ 3,600 ล้าน โดยแบ่งเป็น 300 ล้าน สำหรับโอเปอเรชั่นในโรงแรม และอีก 3,300 ล้านบาท สำหรับรองรับการเติบโตในอนาคต”

สำหรับแผนการขยายตัวใน 5 ปีนั้นจะมีโครงการใหม่เมืองโอซากา (ญี่ปุ่น), ลาว, มัลดีฟส์ รวมถึงยุโรป อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ”

พร้อมย้ำว่า สำหรับ “กลุ่มเซ็นทารา” นั้น ณ วันนี้ถือว่ายังอยู่ในสถานการณ์ที่ดีที่สุดรายหนึ่ง เพราะได้เครดิตวงเงินจากธนาคาร (line credit) จำนวน 6,200 ล้านเข้ามาหมุนเวียน ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นบริษัทก็จะยังมีกระแสเงินสดอยู่รอดได้ถึงสิ้นปีนี้…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...