S&P มองผลกระทบภาษีสหรัฐฯ จีน เวียดนาม หนักสุด
S&P วิเคราะห์ ภาษีสหรัฐฯ จีน-เวียดนาม รับผลกระทบทางตรงหนักสุด ส่วน ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย พึ่งพาตลาดสหรัฐฯน้อยแต่ห่วงสินค้าโภคภัณฑ์ ภาคธนาคารไทยแกร่ง รับมือไหว
เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2568 S&P Global Ratings และทริสเรทติ้งร่วมจัดสัมมนา “Thailand Credit Spotlight 2025” เพื่อวิเคราะห์กระแสการค้าโลกและทิศทางเศรษฐกิจ แนวโน้มธุรกิจ อันดับเครดิตประเทศ ตลอดจนความท้าทายและโอกาสของภาคธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกในปัจจุบัน
พาณิชย์ มองสงครามการค้าครั้งนี้แค่จุดเริ่มต้น
นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจจากนี้ไปจะมาจากความไม่แน่นอนทางการค้า โดยกฎกติการะบบการค้าโลกพื้นฐานที่เคยมีจะถูกลดความสำคัญลง
ความท้าทายต่อมา คือความขัดแย้งของโลกจากการปรับเปลี่ยนขั้วอำนาจ ทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศอาจจะไม่ใช้เหตุผลทางด้านการค้าเท่านั้น แต่ต้องอิงปัญหาและผลกระทบเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การเดินทางสายกลาง ไม่เลือกข้าง เป็นไปได้ยากขึ้น
“โลกได้เริ่มกระแสของการแยกห่วงโซ่อุปทาน การนำเอากระบวนการผลิตกลับเข้าประเทศ (Reshoring) หรือทำธุรกิจในประเทศมากขึ้น รวมถึงเริ่มหาพันธมิตรในชาติที่ไม่มีความขัดแย้งอย่างชัดเจน ซึ่งสงครามการค้าครั้งนี้คาดเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”
ประเทศที่กำลังซื้อภายในแข็งแกร่ง ช่วยลดผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ได้ 2 ปี
นาย Louis Kuijs, APAC Chief Economist, S&P Global Ratings กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียและการรับมือกับความท้าทายจากภายนอกว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก
ในขณะที่ภายในประเทศสหรัฐฯ เองนั้น การเติบโตที่ชะลอตัว ผนวกกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีความยุ่งยากมากยิ่งขึ้น
ส่วนในต่างประเทศ มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบในทางลบต่อการค้าระหว่างประเทศซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนและกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานมากยิ่งขึ้น
“ความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราภาษีที่สูงและไม่แน่นอนของสหรัฐฯ ยังคงกดดันเศรษฐกิจของจีนและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”
อย่างไรก็ตามอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งในหลาย ๆ ประเทศจะช่วยบรรเทาการชะลอตัวในปี 2568 และปี 2569 ได้ในภาพรวมแต่จะส่งผลน้อยกว่าในประเทศที่พึ่งพาการส่งออก ส่วนในระยะปานกลางนั้น ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะยังคงมีแนวโน้มเติบโตเร็วเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก
อย่างไรก็ตาม ประเทศในภูมิภาคนี้จำเป็นจะต้องหาแนวทางรับมือกับสถานการณ์การแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนให้ดี
โครงสร้างเศรษฐกิจไทยถ่วงน้ำหนักตัวชี้วัดด้านเครดิต
นาย Kim Eng Tan, Managing Director, Sovereign and International Public Finance Ratings, S&P Global Ratings กล่าวถึงแนวโน้มอันดับเครดิตประเทศในภาวะแวดล้อมที่ไม่แน่นอนว่า
การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงอันดับเครดิตประเทศ
“สภาพโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ถ่วงน้ำหนักตัวชี้วัดด้านเครดิตที่สำคัญ”
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายก็สามารถลดแรงกดดันเหล่านี้ลงได้หากภาครัฐสามารถดำเนินการได้อย่างทันสถานการณ์
S&P ชมภาคธนาคารไทยแกร่ง รับมือความท้าทายได้
นาย Ivan Tan, Director, Financial Institutions Ratings, S&P Global Ratings กล่าวถึงแนวโน้มเครดิตที่สำคัญ ๆ ของภาคธนาคารของไทยว่า ภาคธนาคารพาณิชย์ของไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้าและความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
โดยปัจจัยท้าทายเชิงโครงสร้างบางประการประกอบไปด้วยภาระหนี้ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงจุดอ่อนที่มีอยู่เดิมในภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) การหลั่งไหลเข้ามาของสินค้าจากจีนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม SME
รัฐบาลไทยกำลังดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูสถานะทางการเงินของครัวเรือนและเสริมความสามารถในการแข่งขันของ SME
อย่างไรก็ตาม มาตรการเชิงนโยบายเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการปรับใช้และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
“S&P Global Ratings เชื่อว่าธนาคารไทยมีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้”
ทั้งนี้ ธนาคารของไทยส่วนใหญ่มีทุนสำรองด้านเครดิตในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) สูงเกินกว่า 20% และมีอัตราความครอบคลุมของเงินทุนสำรองอยู่ที่ประมาณ 170% ในขณะที่ผลกำไรของธนาคารก็มีเพียงพอที่จะช่วยสนับสนุนเงินทุนสำรองเหล่านี้อีกด้วย
ภาษีทรัมป์ บริษัทในเวียดนาม-จีน ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด
Pauline Tang, Associate Director, Corporate Ratings, S&P Global Ratings กล่าวในหัวข้อความตึงเครียดทางการค้าที่คงอยู่อาจเป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมการลดภาระหนี้และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางการค้าในภูมิภาคจะส่งผลแตกต่างกันไปอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละประเทศ
“บริษัทในเวียดนามและจีนมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุดจากการขึ้นภาษีและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง”
ในขณะที่บริษัทในไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียมีการพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ น้อยกว่า แต่ภาคสินค้าโภคภัณฑ์และการผลิตของประเทศเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกในระดับสูง ซึ่งทำให้ประเทศดังกล่าวเผชิญกับอุปสงค์ที่อ่อนแอลงทั้งจากลูกค้าในภูมิภาคและลูกค้าต่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงจากการทุ่มตลาดของผู้ผลิตจีน
กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ เหล็ก และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจSME ที่มีขนาดเล็กกว่าและมีการดำเนินงานที่กระจุกตัวมากกว่า
อย่างไรก็ตาม การลดภาระหนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปและภาวะตลาดทุนที่เอื้อต่อการระดมทุนก็ช่วยบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดกับภาคธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้
ทั้งนี้ระดับภาระหนี้โดยเฉลี่ยของผู้ประกอบการเหล่านี้ลดลงอย่างช้า ๆ นับตั้งแต่ช่วงสูงสุดของการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการก็สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารและตลาดทุนได้อย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีธุรกิจในบางภาคส่วนที่มีภาระหนี้ที่สูงอยู่ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง และบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งในประเทศไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
ดร. สุชาดา พันธุ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานจัดอันดับเครดิต ทริสเรทติ้ง กล่าวถึงผลกระทบของภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่มีต่อผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนของไทย โดยทริสเรทติ้งคาดว่าการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนในวงจำกัด
โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อาหารแปรรูป (รวมถึงอาหารทะเลและอาหารสัตว์เลี้ยง) ผลิตภัณฑ์จากยางพารา รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
โดยผู้ออกตราสารหนี้เหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 5% ของจำนวนผู้ออกตราสารหนี้ทั้งสิ้น 225 รายที่ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตอยู่ในปัจจุบัน ผู้ออกตราสารหนี้ในกลุ่มนี้มีรายได้รวมกันแล้วคิดเป็นประมาณ 1 ล้านล้านบาทในปี 2567 ซึ่งในจำนวนนี้มีรายได้จากการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นเพียงประมาณ 5%-6% เท่านั้น
นอกจากนี้ ในกรณีที่รัฐบาลไทยยินยอมยกเลิกภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯอาจทำให้การแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ออกตราสารหนี้จำนวน 3 รายในภาคเกษตรกรรมซึ่งมีรายได้รวมกันอยู่ที่จำนวน 7.6 แสนล้านบาท โดยประมาณ 25% ของรายได้มาจากการจำหน่ายเนื้อหมูและเนื้อไก่ภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งมองว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในภาพรวมจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบมากกว่า โดยอาจจะเกิดการชะลอตัวของการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ประกอบกับความล่าช้าในการลงทุนของภาคเอกชนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานของผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับในระยะสั้นถึงระยะปานกลาง
นาย Mitsuhiro Yamawaki, Deputy CEO and Chief Risk Officer, CGIF กล่าวว่าในกระบวนการประเมินสถานะเครดิตของผู้กู้นั้น CGIF จะพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาค เช่น นโยบายทางการค้าล่าสุดของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อพอร์ตการค้ำประกันสินเชื่อของ CGIF
โดยผลกระทบจากพัฒนาการด้านการค้าเหล่านี้อาจมีนัยสำคัญเนื่องจากมีประเทศและภาคธุรกิจในกลุ่มอาเซียน+3 ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการประเมินดังกล่าวในวงกว้าง
CGIF มีการระบุปัจจัยเสี่ยงและลักษณะเฉพาะของลูกค้าที่อาจมีความเปราะบางต่อปัจจัยแต่ละด้านเหล่านั้น
ทั้งนี้ ลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงจะได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากทีมบริหารดีลและฝ่ายบริหารความเสี่ยงและจะมีการรายงานไปยังฝ่ายบริหารตามความเหมาะสมต่อไป