โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

DITTO เจาะขุมทรัพย์ “คาร์บอนเครดิต” หนุนกำไรโตยั่งยืน! โบรกเชียร์ซื้อเคาะเป้า 90 บ.

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 12 ต.ค. 2565 เวลา 09.05 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บล.บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(12 ต.ค.65) ว่า บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)หรือ DITTO ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทที่หันมารุกธุรกิจสีเขียวเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยเมื่อในวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมาได้ประกาศเซ็นสัญญาโครงการคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่าชายเลนกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยบริษัทจะได้สัมปทานพื้นที่ทั้งหมด 11,448 ไร่สาหรับการปลูกป่าชายเลนในระยะเวลาสัญญา 30 ปี ในด้านผลตอบแทน 10% ของคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการนี้จะเป็นของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อีก 90% จะเป็นของ DITTO)

โดย DITTO จะเริ่มโครงการดังกล่าวในปี 2566 และจะใช้ระยะเวลา 3 ปีก่อนที่จะได้รับคาร์บอนเครดิตในปี 2569 (1 แสนตัน/ปี) โดยคาดงบการลงทุนในปีแรกจะอยู่ที่ 160-170 ล้านบาท และจะมีค่าบำรุงรักษาอยู่ที่ราว 30 ล้านบาท/ปี อิงจากตลาดต่างประเทศ เช่น ยุโรป ราคาคาร์บอนปัจจุบันอยู่ที่ 70 ยูโร/ตันคาร์บอน (ปรับตัวขึ้นจาก 15-20 ยูโร/ตันคาร์บอนในปี 2563 และเคยทำจุดสูงสุดที่ 100 ยูโรในช่วงเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา) หากอิงจากราคาที่ 70 ยูโร/ตันคาร์บอน คาดโครงการนี้จะสร้างกำไรส่วนเพิ่มให้กับ DITTO ที่ 230 ล้านบาทในปี 2569 และอีกสำหรับ 26 ปีที่เหลือ เทียบกับกำไรในปัจจุบันของ DITTO ที่ 300-400 ล้านบาท/ปี (คิดเป็นอัพไซด์ 50%)

ขณะที่ประเทศไทยประกาศที่จะเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และจะปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ในปี 2608 ในการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติปีที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะปล่อยคาร์บอนถึง 370 ล้านตันในปี 2568 โดยมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยคาร์บอนลง 20% มาเป็น 120 ล้านตัน (เทียบกับที่ลดได้ 50-60 ล้านตัน/ปี ในช่วงปี 2560-63)

ปัจจุบันมี 136 โครงการที่ลงทะเบียนในแพลตฟอร์มสำหรับคาร์บอนเครดิตซึ่งเป็นการลดคาร์บอนที่ราว 13.5 ล้านตัน/ปี หรือเพียง 3% ของการปล่อยคาร์บอนของประเทศไทย (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการใช้คาร์บอนเครดิตทั่วโลกที่ครอบคลุม 23% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก อ้างอิงจากรายงาน State and Trends of Carbon Pricing ของ World Bank

โดย EY คาดปริมาณซื้อขายของคาร์บอนเครดิตจะเพิ่มขึ้นไปอีก 30-40 เท่าของอุปทานปัจจุบันภายในปี 2578 และคาดว่าราคาคาร์บอนเครดิตอาจจะปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ราว 80-150 เหรียญสหรัฐ/ตันคาร์บอน ในปี 2578 และน่าจะขึ้นไปอยู่ที่ราว 150-200 เหรียญสหรัฐ /ตันคาร์บอนในปี 2593 ขณะที่ Bloomberg Market Specialists ประเมินว่าราคาคาร์บอนจะปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 224 เหรียญสหรัฐ/ตันภายในปี 2572 ภายใต้กฎที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ราคาคาร์บอนเครดิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมีความแตกต่างกันไปตามประเภทของโครงการ การประเมินโดย S&P Global Platts ชี้ให้เห็นว่าเครดิตจากโครงการดูดซับ (เช่น การปลูกป่า) มีราคาสูงกว่าเครดิตจากโครงการอื่นๆ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพื้นที่ป่าไม้เพื่อให้ครอบคลุม 55% (หรือ 187 ล้านไร่) ของประเทศภายในปี 2580 เพื่อที่จะมีกาลังการดูดซับคาร์บอนเพียงพอสำหรับ 120 ล้านตันคาร์บอน (เทียบกับ 30% ในปัจจุบัน) ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย โดยรวมคาดอุปสงค์ต่อคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยย ขณะที่อุปทานจากัดมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...