เสน่ห์แพรเพลาะ
‘เพลาะ’ ถ้าเป็นคำกริยาหมายถึง เอาริมต่อให้ติดกัน ‘เพลาะผ้า’ เป็นการนำผ้าสองผืนมาเย็บข้างติดกันให้กว้างออก เรียกผ้าที่เย็บติดต่อกันในลักษณะนี้ว่า ‘ผ้าเพลาะ’ หรือ ‘แพรเพลาะ’
ผ้าที่ว่าเป็นแฟชั่นยอดนิยมของชายหญิงสมัยรัตนโกสินทร์ เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ไม่ว่าจะเป็นตัวละครชายหรือหญิงล้วน ‘ห่มเพลาะดำ’ ทั้งสิ้น ตอนที่พลายงามสึกจากสามเณร เปลื้องจีวรออก กวีบรรยายการแต่งกายใหม่ดังนี้
“นุ่งยกกนกเป็นเครือวัลย์ รูปสุบรรณบินเหยียบวาสุกรี
เพลาะดำร่ำหอมห่มกระหวัด พู่ตัดติดห้อยข้างชายคลี่
คาดปั้นเหน่งกระสันมั่นดี เหน็บกริชด้ามมีศีรษะกา”
เราจะมองเห็นภาพพลายแก้วนุ่งผ้ายก ยกดอกเป็นรูปครุฑจับนาค คาดเข็มขัดเหน็บกริช และห่มแพรเพลาะดำหอมกรุ่นพาดบ่าและคอไว้
ไม่ต่างจากนางวันทองแต่งกายตอนใกล้รุ่ง นุ่งโจงกระเบนห่มเพลาะดำ จะไปรับพลายงามลูกชายที่ฝากค้างคืนไว้กับสมภารที่วัด ก่อนจะส่งเดินทางไปหาย่าทองประศรีที่เมืองกาญจน์ เพื่อให้พ้นเงื้อมมือขุนช้างพ่อเลี้ยง
“นางวันทองร้องไห้เมื่อใกล้รุ่ง น้ำค้างฟุ้งฟ้าแดงเป็นแสงเสน
ด้วยวัดเขาเข้าใจเคยไปเจน โจงกระเบนมั่นเหมาะห่มเพลาะดำ”**
‘เพลาะดำ’ จากสองตัวอย่างข้างต้น คือ ผ้าเพลาะ คนไทยสมัยรัตนโกสินทร์ใช้ห่มกันทั่วไป ‘กาญจนาคพันธุ์’ ให้ความกระจ่างไว้ในหนังสือเรื่อง “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 (หนังสือชุด ๑๐๐ ปี ขุนวิจิตรมาตรา) ดังนี้
“มีผ้าอีกผืนหนึ่ง เรียกว่า ‘ผ้าเพลาะ’ หรือ ‘เพลาะดำ’ ผ้านี้เท่าที่เห็นมามากไม่ใช่ผ้าด้าย แต่เป็นแพรลายต่างๆ ค่อนข้างหนา มีรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านละประมาณสองศอก ตรงกลางมีรอยตะเข็บเย็บติดกัน แสดงว่าเป็นแพรสองผืนเย็บติดกัน จึงเรียกว่า ‘เพลาะ’ และเป็นสีดำทั้งสิ้น ชาวบ้านมักมีเพลาะดำอย่างนี้เป็นส่วนมาก ตามปกติใช้สำหรับห่ม”
คำอธิบายข้างต้นคือ‘ห่มเดี่ยว’ ต่างตนต่างห่มผ้าเพลาะของตน ยังมี ‘ห่มคู่’ ผ้าผืนเดียวห่มด้วยกันสองคน ดังที่ “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 เล่าถึงแพรเพลาะดำคลุมคู่รักไว้ว่า
“หนุ่มสาวสมัยโน้นชอบใช้ผ้าเพลาะดำ และมักใช้เกี่ยวกับ romance เช่น ห่มคลุมตัวได้สองคนสบาย ในสุภาษิตสอนหญิง ก็มีว่า
บ้างก็รักข้างนักเลงเล่นเครงครื้น เที่ยวกลางคืนคบเพื่อนเดือนหงายหงาย
ห่มเพลาะดำทำปลอมออกกรอมกราย พวกผู้ชายชักพาเที่ยวร่าเริง
เพลาะดำนิยมทำให้มีกลิ่นหอมโดยชุบน้ำลูกซัด ซึ่งเรียกกันว่า ‘ลงลูกซัด’ หอมติดผ้าอยู่เสมอ ที่บ้านข้าพเจ้ามีเพลาะดำใช้ห่มนอนเบาๆ และมีใช้สืบมาจนทุกวันนี้”
กลิ่นหอมของแพรเพลาะดำเร้าอารมณ์ให้คิดถึงคนที่รักที่จากมา ดังที่สุนทรภู่รำพันไว้ใน “นิราศเมืองแกลง” ว่า
“ได้แนบหมอนอ่อนอุ่นให้ฉุนชื่น ระรวยรื่นรสลำดวนเมื่อจวนดึก
ทั้งหอมผ้าแพรดำร่ำยิ่งรำลึก ทรวงสะทึกทุกทุกคืนสะอื้นใจ”
ผ้าแพรดำถือเป็นตัวแทนหญิงคนรักผู้เป็นเจ้าของผ้า ชายจึงปฏิบัติกับผ้าดังกล่าวด้วยความรักความทะนุถนอมไม่ยอมให้ห่างกาย
“เสียดายนักภัคินีเจ้าพี่เอ๋ย ยังชื่นเชยชมชิมไม่อิ่มหนำ
มายากเย็นเห็นเห็นแต่ผ้าแพรดำ ได้ห่มกรำอยู่กับกายไม่วายตรอม”
สุนทรภู่ดูจะประทับใจ ‘ผ้าแพรดำ’ อยู่ไม่น้อย ดังจะเห็นได้จาก “นิราศภูเขาทอง” บรรยายว่า
“โอ้รินรินกลิ่นดอกไม้ใกล้คงคา เหมือนกลิ่นผ้าแพรดำร่ำมะเกลือ”
คำว่า ‘ร่ำมะเกลือ’ ในที่นี้ คือ ร่ำผ้า, อบผ้า
“อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ ให้ความหมายว่า
” , คือย้อมผ้าร่ำไป, ด้วยใส่เครื่องอบหอม คนย้อมผ้าดำมะเกลือแลใส่เครื่องหอมย้อมร่ำไปนั้น”
ข้อความนี้บอกให้รู้ว่า ผ้าแพรมีสีดำสนิทเพราะย้อมด้วยผลมะเกลือ ที่มีกลิ่นหอมเพราะใส่เครื่องหอมขณะย้อมผ้า
ในบทละครรำเรื่อง “อิเหนา” ภาพของอิเหนาตอนไปขอคืนดีกับนางจินตะหราก็คือ
“ตรัสพลางทางทรงเครื่องหอม แพรย้อมมะเกลือดำร่ำหนัก
หอมตระหลบอบองค์ทรงสะพัก เสด็จตรงมาตำหนักกัลยา”
“โคลงนิราศสุพรรณ” ของสุนทรภู่ เล่าถึงดงมะเกลือว่า
ดงมเกลือเหลือดกล้ำ ดำเหลือ
เล่หม่อมย้อมมเกลือ กแจะให้
ใจหม่อมย่อมเหมือนเกลือ กลิ่นร่ำ ดำเอย
ดำเทือกเปลือกแก่นไสร้ ชื่นต้นผลดำฯ (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ใครไม่เคยรู้ว่าผลมะเกลือสีเขียวยามแก่จัดกลายเป็นสีอะไร คงได้คำตอบจากตัวอย่างข้างต้น นอกจากสุนทรภู่จะบอกถึงคุณสมบัติของผลหรือยางผลมะเกลือที่ใช้ย้อมผ้าแล้ว ยังเหน็บแนมทิ้งท้ายว่า ใจดำดังผลมะเกลืออีกด้วย
“พจนานุกรมศิลป์” ของ น. ณ ปากน้ำ เล่าถึงกรรมวิธีย้อมผ้าด้วยผลมะเกลือไว้ว่า
“…ถ้าจะใช้ย้อมแพรปังลิ้นให้นำผลมะเกลือมาตำ เทลงไปในภาชนะแล้วต้ม นำผ้าที่จะย้อมชุบน้ำบิดให้หมาด ใส่ลงไปต้ม 15 นาที เอามาผึ่งให้แห้ง ถ้าจะให้ดำสนิทจะต้องย้อมซ้ำอีกหลายครั้ง บางคนใช้ลูกะเม็งตำป่นกับลูกมะเกลือ จะทำให้สีมีคุณภาพดีขึ้น”
‘เพลาะดำ’ อีกหนึ่งแฟชั่นไทยในอดีต ชายหญิงนิยมกันทั้งชาววังและชาวบ้าน •
จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เสน่ห์แพรเพลาะ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com