โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อัตราการว่างงานของคนไทยต่ำกว่า 1% เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี

The Bangkok Insight

อัพเดต 23 เม.ย. 2566 เวลา 04.48 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2566 เวลา 04.48 น. • The Bangkok Insight

รัฐบาลเผยอัตราการว่างงานของคนไทยต่ำกว่า 1% เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ(สสช.) ได้รายงานถึงสถานการณ์ด้านแรงงานในช่วงต้นปี66 ที่สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยผู้มีงานทำมีจำนวนมากขึ้น ส่วนผู้ว่างงานก็ลดลง

ว่างงาน

สสช.ระบุว่า ณ เดือน ก.พ. 66 ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุ15 ปีขึ้นไปซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มที่เป็นกำลังแรงงานอยู่58.81 ล้านคน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้อยู่ในกำลังแรงงาน40.49 ล้านคน อยู่นอกกำลังแรงงาน เช่น อยู่ระหว่างเรียนหนังสือ เป็นแม่บ้านทำงานบ้าน เป็นผู้พิการ ทุพพลภาพ18.32 ล้านคนซึ่งเมื่อแยกพิจารณาเฉพาะผู้อยู่ในกำลังแรงงานพบว่าเป็นผู้มีงานทำ39.91ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก39.81 ล้านคนเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี65 เป็นผู้ว่างงาน3.6 แสนคน หรือร้อยละ0.9 ของผู้อยู่ในกำลังแรงงาน เทียบกับ3.9 แสนคน หรือร้อยละ1 ณ สิ้นปี65 ส่วนที่เหลืออีก2.2 แสนคนเป็นผู้อยู่ระหว่างการรอฤดูกาล

“อัตราการว่างงานที่ระดับร้อยละ0.9 นับเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดและต่ำกว่าร้อยละ1 ครั้งแรกในรอบเกือบ4 ปี ซึ่งระบบกำลังแรงงานไทยเคยมีอยู่ว่างงานต่ำว่าร้อยละ1 ครั้งล่าสุดคือเดือน ต.ค. 62 ที่มีอัตราการว่างงานร้อยละ0.9 เช่นกัน ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีการเติบเป็นปกติและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนจะเข้าสู่ช่วงที่ทั่วโลกเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด19 ในต้นปี63” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า จำนวนผู้มีงานทำที่เพิ่มขึ้น และผู้ว่างงานที่ลดลงเข้าไปสู่ระดับเดียวกับก่อนเกิดโควิด19 เป็นไปตามเป้าหมายและนโยบายที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมได้มอบหมายแก่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาการมีงานทำและการมีรายได้ของประชาชน ส่วนในช่วงการฟื้นฟูเศรษฐกิจก็ให้ดูแลการฟื้นตัวดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช้มาตรการกระตุ้นที่รุนแรงโดยไม่มีความจำเป็น เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างการเติบโตกับเสถียรภาพ ไม่มุ่งไปที่การเติบโตจนก่อผลกระทบข้างเคียงทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ เช่นปัญหาเงินเฟ้อ และต้องมีการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงซึ่งอาจเกิดผลเสียงานต่อระบบการเงินของประเทศและประชาชน แบบที่เห็นตัวอย่างในต่างประเทศ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...