“ทรัมป์” เดินหน้าปรับกฎหมายเจรจาราคายาใหม่ หวังเอื้อบริษัทยา-ลดต้นทุนด้านสาธารณสุข
รัฐบาล ทรัมป์ เตรียมผลักดันปรับกฎหมาย Medicare ให้เลื่อนระยะเวลาเจรจาราคายาออกไป หวังลดต้นทุนด้านสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญกังวลอาจกระทบการแข่งขันและนวัตกรรมในระยะยาว
วันที่ 16 เมษายน 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐประสานงานกับรัฐสภาเพื่อปรับปรุงกฎหมายที่ให้อำนาจ Medicare เจรจาราคายากับบริษัทยา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามที่อุตสาหกรรมยาพยายามผลักดันมานาน
บริษัทยาเรียกร้องให้มีการ เลื่อนระยะเวลาที่จะสามารถเจรจาราคายาได้ออกไป 4 ปี สำหรับ ยาที่เป็นโมเลกุลขนาดเล็ก (small molecule drugs) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยารูปแบบเม็ดหรือน้ำ และคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของยาทั้งหมดในตลาด
การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้เงื่อนไขสอดคล้องกับยาชีวภาพ (biologic drugs) ซึ่งเป็นยาซับซ้อนและมีการกำหนดระยะเวลา 13 ปี หลังออกสู่ตลาดก่อนจะสามารถเจรจาราคาได้ภายใต้ Medicare
คำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดต้นทุนด้านสาธารณสุข และออกมาเพียงหนึ่งวันหลังรัฐบาลทรัมป์เริ่มเปิดเผยรายงานความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยา ซึ่งอาจเป็นการปูทางไปสู่การเรียกเก็บภาษีเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยา
ทั้งนี้การให้อำนาจ Medicare ต่อรองราคายากับบริษัทยาโดยตรงเป็นครั้งแรก เกิดขึ้นภายใต้กฎหมาย Inflation Reduction Act ของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ซึ่งมีเป้าหมายควบคุมต้นทุนทางการแพทย์ โดย Medicare ให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนกว่า 66 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
อย่างไรก็ดีบริษัทยาแสดงความไม่พอใจต่อกฎหมายนี้ โดยอ้างว่าจะส่งผลให้การวิจัยและนวัตกรรมทางยา ชะลอตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกรอบระยะเวลาที่อนุญาตให้ Medicare เข้าไปเจรจาราคา
ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ยา ชีวภาพ ที่ไม่มีคู่แข่งในตลาด จะสามารถเจรจาราคาได้ หลังจากอยู่ในตลาดมาแล้ว 13 ปี แต่ยาที่เป็นยาเม็ดหรือแคปซูลจะถูกเจรจาราคาได้ หลังจาก 9 ปี
เนื่องจากกระบวนการเจรจาราคายาถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย ทรัมป์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยตรงผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร แต่สามารถมอบหมายให้รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ดำเนินการผลักดันประเด็นนี้ผ่านรัฐสภา
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยกับสื่อก่อนการลงนามว่า การเปลี่ยนแปลงกระบวนการเจรจาในรอบใหม่ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ จะสร้างการประหยัดงบประมาณได้มากกว่ารอบแรกภายใต้รัฐบาลไบเดน แม้จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงปริมาณ
ในการดำเนินการรอบแรก รัฐบาลไบเดนสามารถเจรจาลดราคายาสำหรับยา 10 รายการแรกที่มีต้นทุนสูงที่สุดในระบบ Medicare ได้มากถึง 79%
ส่วนในรอบถัดไป รัฐบาลทรัมป์จะดำเนินการเจรจาราคายากับยาอีก 15 รายการ ซึ่งรวมถึงยารักษาเบาหวานและลดน้ำหนัก Ozempic และ Wegovy ของบริษัท Novo Nordisk และยารักษามะเร็ง Ibrance และ Xtandi ของบริษัท Pfizer
อ้างอิง : reuters.com