โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมหลวงชุมพรฯ กับการเลี้ยงนักมวยในวัง สู่การปั้นชกไฟต์แห่งยุค กำปั้นไทยดวล "มวยจีน"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 ส.ค. 2565 เวลา 04.22 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2565 เวลา 00.50 น.
ภาพหลัง นายไล่โฮ้ว์ จีนฮกเกี้ยน (ขวา) นายยัง หาญทะเล มวยนครราชสีมา ถ่ายเพื่อโฆษณาในบริเวณสนามเสือป่า เขาดินวนา (ดุสิต) ภาพจาก ปริทัศน์มวยไทย [ซ้ายสุด] กรมหลวงชุมพรฯ

ความนิยมของ “มวย” เป็นที่ประจักษ์มาตั้งแต่สมัยโบราณในยุคที่ใช้เป็นวิชาในการต่อสู้เพื่อป้องกันตัวและต่อกรกับผู้รุกราน เมื่อมีผู้ตื่นตัวสนใจ มวยไทยก็กลายเป็นมรดกที่ล้ำค่าก่อนหน้าช่วงเวลาที่จะมีการแข่งขันอาชีพกลางทศวรรษ 2460 ในสมัยที่มวยได้รับความนิยม มีเจ้านายหลายพระองค์ที่ทรงอุปถัมภ์มวย อย่างกรณีของกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

ก่อนที่จะเล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับมวยในไทยนั้น ผู้รู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการต่อสู้โบราณนี้อธิบายเป็นข้อมูลประกอบ (แต่มีความสำคัญในแง่การทำความเข้าใจเรื่องมวย)ว่า คำว่า “มวย” ไม่ได้หมายถึงการชกต่อยอย่างเดียวเท่านั้น

คำว่ามวย มีความหมายหลายอย่าง อาทิ มุ่นผม หรือผมที่เกล้าเป็นก้อน, หนึ่ง หรือเดียว (อันได้มาจากเขมร), การชกต่อยแบบชาวสยามซึ่งมีการเตะรวมอยู่ด้วย และ ท่าทาง/คำพูดไม่ตลกขบขัน ซึ่งเป็นคำแผลง (Slang) ในสมัยรัชกาลที่ 5

เขตร ศรียาภัย กูรูเรื่องมวย(ไทย) และคอลัมนิสต์ว่าด้วยเรื่องมวยชื่อดังเคยอธิบายไว้ว่า ในงานฉลองหลังพระราชพิธีขึ้นพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ ที่พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา ในงานนี้มีตลกละครนอกเล่นตลกแต่ไม่มีคนขบขัน ตัวตลกคนนั้นไว้ผมมวย จึงกลายเป็นคำแผลง เรียก“มวย” สื่อถึงการแสดงท่าทางและคำพูดที่ไม่ตลกขบขัน

มวยปรากฏอยู่ในตำราฉุปศาสตร์ หรือตำรารบ (พิชัยสงคราม) ในโบราณที่อธิบายถึงการใช้อาวุธต่างๆ ขณะที่คนโบราณก็มีการถ่ายทอดความรู้แยกสาขาจากตำราการใช้อาวุธ อันเรียกว่า “พาหุยุทธ์” คือการต่อสู้ด้วยแขน หรือที่รู้จักกันในหมู่คนไทยว่า “ตีมวย” กล่าวได้ว่า เป็นศาสตร์ประเภทหนึ่ง

มวยในพระทัยเสด็จในกรมฯ

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เป็นเจ้านายอีกหนึ่งพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยที่ทรงสนใจ-สนับสนุนมวยและนักมวย ดังที่ เขตร ศรียาภัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องมวยไทยเคยเล่าไว้ว่า เสด็จในกรมฯ ทรงรับอุปการะนักมวยฝีมือดีจากจังหวัดต่างๆ ให้หลับนอนที่วังเปรมประชากร (ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล)

บรรดานักมวยที่มาอยู่ที่วังนั้นมาจากหลากหลายที่มาเป็นนักมวยฝีมือดีแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้พระยานนทิเสนสุเรนทรภักดี (แม็ก เศียรเสวี) แม่กองเสือป่าจัดแข่งมวยที่สนามหญ้าหน้าสามัคยาจารย์สมาคม ในพื้นที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

การจัดแข่งครั้งเป็นไปเพื่อหารายได้สมทบเพื่อซื้อปืนให้กองเสือป่า การแข่งขันครั้งนี้เองทำให้มีนักมวยฝีมือดีจากทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาในพระนคร พวกนี้เป็นนักมวยจากการเลือกโดยสมุหเทศาภิบาลและข้าหลวง (ผู้ว่าราชการจังหวัด) เมื่อเข้ามาแล้วพวกเขาก็กระจายพักอาศัยตามบ้านผู้อาสาอุปการะและสโมสร ส่วนหนึ่งก็สมัครใจพักที่สโมสรเสือป่า ที่เรียกกันว่าสวนดุสิต สมัยนั้นร่มรื่นมีต้นไม้หลากหลายชนิด ในพื้นที่แถบนั้นยังใช้เป็นจุดเปรียบคู่และใช้ถ่ายภาพโฆษณากันที่แถวสนามเสือป่า ริมลานพระบรมรูปทรงม้าเบ็ดเสร็จ

ช่วงพ.ศ. 2464 มีนักมวยที่ถูกส่งมาจากเมืองมวย (นครราชสีมา) อย่างทับ จำเกาะ และยัง หาญทะเล นายทับ จำเกาะ นี้เองพักที่วังเปรมประชากรจากการบอกเล่าของผู้รู้เรื่องหมัดมวยโบราณอย่างเขตร ศรียาภัย ซึ่งเขตร ยังเล่าต่อว่า มีเสียงลือว่า ยุคนั้นไม่ค่อยมีใครอยากจับคู่กับ“มวยในกรม” เนื่องจากนักมวยที่พักในวังเปรมประชากรเป็นพวกที่แพ้ยาก เพราะเสด็จในกรมฯ จะรับสั่งให้โบย 30 ที

เสียงเล่าลือนี้ถูกปฏิเสธจากปากคำผู้คลุกคลีใกล้ชิดมวยไชยา พุมเรียง และสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีโอกาสกินอยู่หลับนอนในวังเปรมประชากร ซึ่งเขตร ยืนยันว่า เขาไม่พบเห็นพฤติกรรมดังที่เล่าเลือกันมาแต่อย่างใด แม้ว่าเสด็จในกรมฯ มักมีชื่อเสียงในเรื่องลักษณะ“ความเป็นนักเลง” แต่พระองค์เป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงมีน้ำพระทัย ไม่ได้เป็นประเภท “นักเลงโต”

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเชี่ยวชาญการชกต่อยตั้งแต่ดำรงพระยศเป็นพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ และยังเคยถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ด้วยแขนแก่พระโอรส ม.จ. สมรบำเทอง แน่นอนว่า เสด็จในกรมฯ ทรงทราบเหตุผลการแพ้ชนะของนักมวยอย่างดี และยังทรงควบคุมการฝึกซ้อมด้วยพระองค์เอง โดยมี น.ท. พระชลัมพิสัยเสนี ร.น. เป็นผู้ช่วย

ว่ากันว่า พระองค์มิได้ตั้งค่ายหรือคณะมวยเพื่อเหตุอย่างค่ายมวยในสมัยใหม่ เพียงแต่ท่านมีน้ำพระทัยโปรด “ลูกผู้ชาย” ที่มีฝีมือและเป็นนักสู้ไม่ว่าจะมาจากส่วนไหนของประเทศ นอกจากนี้ เสด็จในกรมฯ ยังทรงเห็นการณ์ไกล ควบคุมนักชกเมื่อออกนอกวังด้วย ขอร้องให้ตำรวจจับกุมนักมวยในอุปการะของพระองค์ที่อาจดื่มเหล้าเมามายประพฤติเสื่อมเสียส่งเข้ามาในวังเปรมประชากรพร้อมข้อหา เพราะไม่ต้องการให้คนไม่รู้จักชีวิตในเมืองต้องเสียงกับคดีด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ผู้รู้ด้านมวยยังเล่าด้วยว่า “กล่าวกันว่า เสด็จในกรมฯ ทรงมีกโลบายทรงชำระคนเมาเพียงรับสั่งให้กักตัวไว้ภายในห้องรโหฐานส่วนพระองค์ ซึ่งมีหัว (โขน) พระพิราพประดิษฐานบูชาอยู่ รุ่งเช้านักมวยขี้เมามิได้รอกินข้าวพร้อมกับนักมวยคนอื่นๆ รีบออกจากวังหลบหน้าอันซีดเซียวไปตั้งแต่บัดนั้น โดยไม่บอกเล่าเก้าสิบให้ผู้ใดทราบเหตุผล ต่อมาปรากฏว่าพวกนักมวยในความอุปการะของเสด็จในกรมฯ ต่างพากันหวาดเกรงถูกกักตัวในห้อง ‘หัวโขน’ จนไม่มีใครกล้าประพฤติเกเร

และความก็แดงออกมาภายหลังว่า นักมวยขี้เมานั้นที่แท้เป็นคนแปลกหน้า ซึ่งแอบอ้างเพื่ออาศัยบารมีเสด็จในกรมฯ ตบตาตำรวจจนถูก ‘ทับ’ อยู่ในห้องหัวโขนจนพูดไม่ออก…

เนื่องจากผู้เขียนเรื่องราวด้านมวยในไทยเล่าว่ามีโอกาสอาศัยอยู่ในวังเปรมประชากรถึง 2 ปีจึงได้ทราบกิตติศัพท์ทางกฤตยาคมของเสด็จในกรมฯ และประสบการณ์อัศจรรย์อีกหลายประการ

เขตร อธิบายเสริมด้วยว่า เมื่อฝึกซ้อม พระองค์ยังให้นักมวยคาดเชือกแทนนวม และมีปี่กลองให้สมจริงและเพื่อให้คึกคะนองจริงจังขึ้น เมื่อทรงประทับก็มักทรงร้องเตือนให้นักมวยคอยระวัง “ช่องว่าง” และยังโปรดให้รวมกลุ่มเจรจาหารือติชมการฝึกซ้อมเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องกัน แล้วจึงโปรดให้ลงว่ายน้ำในสระภายในบริเวณวัง (ภายหลังถมพื้นที่ไปแล้ว) ขณะที่อาหารการกินก็ให้ถึงขนาด เป็นอาหารจากน้ำมือของหม่อมสองพี่น้อง ซึ่งโปรดให้ดูแลนักมวยเป็นพิเศษ ข้อความตอนหนึ่งซึ่งเขตร เขียนลงในฟ้าเมืองไทย ปีที่ 5 ฉบับที่ 217 วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 มีว่า

“…บรรดานักมวยที่กินอยู่หลับนอนในวังเปรมประชากรไม่ต้องถูกหักเบี้ยเลี้ยงใดๆ จะไปไหนมาไหนก็แสนสะดวก เพราะมีรถยนต์ฟอร์ดสองแถวสีตะกั่วให้ใช้ ภายใต้การควบคุมของ ‘คุณพ่อชลัมฯ’

นอกจากการฝึกซ้อมจริงจังของนักมวยฝีมือดี ซึ่งเสด็จในกรมฯ ทรงอุปการะให้อยู่ดีกินดีแล้ว นักมวยในความอุปการะของเสด็จในกรมฯ ยังได้รับความคุ้มครองโดยปริยาย พ้นจากอิทธิพลของผู้มีอำนาจ (บางคน) ซึ่งสามารถบงการให้นักมวยคนใดแพ้หรือชนะอีกด้วย เพราะบารมีเสด็จในกรมฯ ปกป้องขัดขวางผู้ประกอบมิจฉาชีพดังกล่าว จึงเกิดเสียงเล่าเลือทำนองให้ร้ายเสด็จในกรมฯ ในครั้งนั้น

แต่เมื่อนานๆ เข้าเสด็จในกรมฯ ไม่อาจทนฟังกระแสลมร้าย ซึ่งไม่เคยพัดให้ใครดีได้ จึงวันหนึ่งและต่อหน้า ‘แฟนมวย’ ที่พลุกพล่านเฉลียงสโมสรเสือป่า เพราะวันนั้นเป็นวันนัดเปรียบมวย เสด็จในกรมฯ ถึงกับทรงยืนขึ้นจากพระเก้าอี้ ใช้ด้ามกล้องยาสูบจากพระโอษฐ์ชี้หน้ากาบุรุษผู้นิยมใช้อำนาจมืด ท่ามกลางกรรมการเปรียบมวย พร้อมกับรับสั่งอย่างเฉียบขาดว่า ‘…ฉันรู้ดี ต่อไปให้ปิดปากเสียบ้าง มิฉะนั้นฉันจะต้องเป็นคนปิดเอง’**

เสียงอกุศลซึ่งนับว่ากระทบทำลายเกียรติเสด็จในกรมฯ จึงยุติลงตั้งแต่บัดนั้น”

ทับ จำเกาะ

มาพูดถึงฝีไม้ลายมือของนักมวยนามทับ จำเกาะ กันบ้าง เขตร เล่าว่า เขาเป็นนักมวยเตะและต่อยวงกว้างแบบ “เหวี่ยงควาย” พันหมัดด้วยด้ายดิบรอบๆ แขนจดข้อศอกตามความนิยมจากท้องถิ่น คู่มือของนายทับ จำเกาะ เชื่อกันว่าเป็นมวยดีจากมหาสารคาม แต่วันนั้นเป็นนายทับ ที่เตะเล่นงานคู่ต่อแข่งจนนักสู้จากมหาสารคามลุกขึ้นได้เพียงหัวและตัว แล้วก็ล้มพลิกเอาข้างลงกับพื้นเวทีอีกหน สั่นหัว และยอมแพ้ในเวลาอันรวดเร็ว

คนมวยในพระนครฯ จำต้องหานักมวยมาเปรียบสู้กับนักมวยจากโคราช ได้ชื่อนายประสิทธิ์ บุณยารมณ์ ครูพลศึกษา (สมัยนั้นเรียกมวยนักเรียน) ถูกส่งเข้าเปรียบและกลายเป็นคู่มวยวันอาทิตย์ไป

เขตร เล่าเพิ่มเติมเรื่องการฝึกซ้อมเตรียมตัวก่อนชกว่า

“…ทางฝ่ายนายทับ จำเกาะ เมื่อฉุกคิดว่าได้คู่กับมวยนักเรียนจึงทำให้เกิดความรู้สึกเงียบเหงาเศร้าสร้อยชอบกล และไม่มีอารมณ์จนขาดซ้อมหลายวัน เสด็จในกรมฯ ถึงกับรับสั่งให้ตามตัว มหาดเล็กไปพบนายทับ จำเกาะ นอนมือก่ายหน้าผากลืมตาในห้องพัก เมื่อได้แจ้งว่าเสด็จในกรมฯ รับสั่งให้หาและนำตัวนายทับ จำเกาะ มาเฝ้า แล้วเสด็จในกรมฯ ทรงซักไซ้ถึงเหตุผลของการขาดซ้อม

นายทับ จำเกาะ ได้กราบทูลถึงความกังวลใจในการได้คู่กับมวยนักเรียน และ ‘ฝีมืออย่างไรไม่กลัว’ กลัวแต่ถูกบังคับให้แพ้ จึงป่วยการซ้อม เสด็จในกรมฯ รับสั่งปลอบใจว่า ไม่ต้องกลัวใครเพราะไม่ได้นุ่งซิ่นและได้มีรับสั่งให้พระชลัมพิสัยเสนี นำเรือกลไฟเล็กของกองเรือกลไปเผดียง หลวงพ่อศุข (พระครูวิมลคุณากร) วัดมะขามเฒ่า เมืองชัยนาท เพื่อประกอบพิธี ‘แต่งตัว’ ให้นายทับ จำเกาะ

เมื่อได้ตัวหลวงพ่อศุขมาแล้ว ปรากฏว่านายทับ จำเกาะ ค่อยสบายอารมณ์ขึ้นอย่างแปลกตา กินเป็ดย่างซึ่งหม่อมสองพี่น้องซื้อจากตลาดนางเลิ้งปรนปรืออย่างไม่อั้น และเต็มใจซ้อมทุกวัน จนปรากฏผลเป็นที่พอพระทัยเสด็จในกรมฯ”

ว่ากันว่า วันอาทิตย์ที่กำหนดแข่งนั้น ก่อนขึ้นชก เขตร เล่าถึงการดูแลนายทับ โดยให้นายทับ จำเกาะ อาบน้ำชำระกายตามแบบประเพณีโบราณ แล้วอาบน้ำมนต์กลางหาวของหลวงพ่อศุข ซึ่งทำพิธีตลอดหลายวันแล้ว เมื่อเสร็จสิ้นด้านพิธีการแล้วนักมวยก็ขึ้นรถออกจากวังเปรมประชากร มุ่งหน้าไปที่สนามมวยสวนกุหลาบ

เขตร บรรยายสภาพการชกไฟต์นั้นว่า เมื่อถึงจุดไคลแม็กซ์ นายทับ เป็นฝ่ายต่อยเตะพ่อเจ้าคุณประสิทธิ์ แม้จะเห็นกันว่าคงทนไม่ได้นาน แต่มนุษย์ใจสิงห์ คุณประสิทธิ์ กัดฟันสู้จนสิ้นยก แต่ก็อวสานเสีย เมื่อถึงครั้งนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดเสียงถกเถียงกันว่า ใครควรจะขึ้นสู้กับนายทับ จำเกาะ

ระหว่างที่มีเสียงถกเถียงกัน มีข่าวแพร่ออกมาพอดีว่า มีมวยจีนมาจากฮ่องกงในความอุปการะของสโมสรสามัคคีจีนสยาม และอีกกระแสหนึ่งมีว่า มวยดีมาจากที่ราบสูง แต่เคราะห์ร้ายที่คู่มวยครั้งนี้ป่วยเป็นตากุ้งยิงก่อนขึ้นชก แพทย์จึงไม่อนุญาตให้ชก

ยัง หาญทะเล

หลังจากนายทับ จำเกาะ กลับภูมิลำเนาเดิมแล้ว จึงเกิดเสียงเรียกร้องให้คู่หูของนายทับ คือ“ยัง หาญทะเล” เป็นตัวยืน ให้สนามหาคู่ที่เหมาะเข้าเปรียบ พระยานนทิสุเรนทรภักดี จึงเข้าปรึกษาหารือข้าราชการผู้ใหญ่และเพื่อนที่เป็นพ่อค้า ไม่นานก็มีข่าวลือแพร่ว่า มีมวยจีนฝีมือเยี่ยมมาจากฮ่องกง บางเสียงก็ว่าเป็นจีนกวางตุ้งในไทย เป็นอาจารย์ใหญ่มวยจีนในสำเพ็ง

มีข่าวหลุดมาว่า มวยจากฮ่องกงนามว่า จี๊(โฮ้วจงกุน)ฉ่าง ว่องไวเยี่ยงลิง หมัดสองข้างหงิกงอส่ายไปมาคล้ายหัวงูเห่า การชกในมวยสนามสวนกุหลาบครั้งนั้นได้รับความสนใจจากชาวไทยและชาวจีน ข้าราชการต้องกวดขันตรวจอาวุธอย่างเข้มข้น มวยสนามสวนกุหลาบมีกำหนดชก 11 ยก (ตามระเบียบมวยสนามสวนกุหลาบ พ.ศ. 2464) เมื่อล่ามแปลภาษาแจ้งกติกากันเรียบร้อย แยกย้ายเข้ามุม การชกก็เริ่มต้น

จากการบอกเล่าของเขตร การชกเป็นไปอย่างดุเดือด ช่วงต้นอาจยังเป็นการดูเชิงกัน ฝั่งนายยัง สู้ด้วยเชิงมวย แกล้งชำเลืองย่างเพื่อล่อให้อีกฝ่ายเข้าท่ากล แกว่งแขนทั้งสองข้างส่ายสลับเหมือนตะเกียบปลากัด ฉากฉะ (หลีกและตีตอบ) กำปั้นหัวนกอินทรีของจี๊ฉ่าง เมื่ออีกฝ่ายจับทางไม่ถูกก็อัดเข่าตรงเข้าหน้าอกจี๊ฉ่างจนหงายหลังก้นกระแทก แต่โชคดีสำหรับจี๊ฉ่างที่กลองสัญญาณหมดยกดังขึ้นก่อน

ในที่นี้เพื่ออรรถรสในการอ่าน จึงยกข้อความการบอกเล่าของ เขตร มาเพื่อให้อ่านได้อารมณ์จากสำนวนตามต้นฉบับจาก “ฟ้าเมืองไทย” ปีที่ 5 ฉบับที่ 227 วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 ดังนี้

“…กลองดังเป็นสัญญาณเริ่มยกใหม่ จี๊ฉ่างออกจากมุมด้วยลักษณะปกติไม่มีร่องรอยเจ็บปวดอะไรเลย ส่วนนายยัง หาญทะเล ออกจะตื่นเต้นเกินไปในความได้เปรียบ คล้ายเสือเห็นลูกกวางหลงแม่ไม่เหลือบมองเสด็จในกรมฯ เหมือนอย่างปกติ ย่างพรวดๆ เข้าหาจี๊ฉ่างด้วยการชะงักลักจังหวะนิดหนึ่งก่อนถึงระยะอันตราย กระหยดหลอกออกทางขวา พอได้เหลี่ยมถนัดเตะซ้ายเข้าชายโครง ซัดหมัดทั้ง 2 ข้างใส่จี้ฉ่างไม่ให้ตั้งตัว หมัดคาดเชือกเกือบถึงศอกโดนร่างจี๊ฉ่างอย่างไม่คาดคิดจนด้ายกระจุย จี๊ฉ่างสวาปามตีนกับอีก 4-5 หมัดถึงหัวคลอน และเพราะน้ำอดน้ำทนแท้ๆ มังกรไฟจึงยืนเอียงไปเอียงมาอยู่ได้ไม่รู้จักล้ม

แต่มังกรไฟ-ไม่ใช่จิ้งเหลน ซึ่งมีดีเฉพาะน้ำมัน ได้กําลังภายในมาจากไหนและอย่างไรไม่มีใครทราบเสือกหมัดหงายตอบตรงหน้านายยังทั้งๆ ที่ยกปิดติดแขน นายยังถึงกับกระเด็นถอยหลังไปพิงเชือกสังเวียนแล้วติดตามระดมเลือกและสับหมัดหัวนกอินทรีไม่เลือกที่และไม่นับ นายยังจนตรอก (ไม่มีทางหลีก) ได้แต่กลิ้งหลบไปมา หลบสูงหลบต่ำจนพลาดจากเชือกคะมำลงจากเวที เคราะห์ดีที่ไม่เอาหัวลงก่อน

คนจีนโห่ร้อง “ฮ้อดฉอย! ฮ้อดฉอย!…” ให้จี๊ฉางเผด็จศึก

นายยังเข่าทรุด

แต่นายยังรู้ดีเพราะความคร่ำหวอด รีบโหนเชือกปืนกลับขึ้นเวทีตรงที่ตกเพื่อลวงจี๊ฉ่างและสงวนเวลา ผู้ตัดสินไม่ทันนับ คนจีนยังส่งภาษาให้ฆ่านาย ยัง ซึ่งสังเกตเห็นว่าชักเดือดพล่านและหุนหันกระโดดเข้าใส่จี๊ฉ่าง ที่คอยเตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วตามคําหนุนของเพื่อนร่วมชาติ

จี๊ฉ่างจึงเสยขวาเต็มแรงจีน นายยังถูกชกอย่างจังถึงเข่าทรุดลงกับพื้นเวที แต่ด้วยบารมีของ “เฒ่าทรหด” หรืออย่างไรไม่มีใครคิดตก นายยังกัดฟันยันพื้นขึ้นไม่ให้ทันถูกนับ พลันเหวี่ยงตีนซ้ายขวาทั้งบนทั้งล่างเข้าลําตัวจี๊ฉางถึงต้องถอย

จี๊ฉ่างหัวทิ่ม

นายยังตามเหวี่ยงควายสุดแรงเข้าขากรรไกรจี๊ฉ่างหัวทิ่มลงกับพื้น คนดูลุกฮือมองไปทางผู้ตัดสินซึ่งกระโดดเข้ากันและผลักนายยังให้เข้ามุมกลาง ก่อนที่จะเริ่มนับ แล้วนับถึง 6

จี๊ฉ่างลุกขึ้นสะบัดหน้าและตั้งท่าต่อสู้

เมื่อผู้ตัดสินนับถึง 8 นายยังสะอึกเข้าหา จี๊ฉ่างทิ่มกําปั้นพลาดหน้านายยังแล้วกอดไว้ แม้จะเห็นกันว่าจี๊ฉ่างมีความทรหดอดทนเยี่ยมยอดและเก่งกาจแต่ก็ถูกนายยังชกล้ม 2 ครั้งก่อนที่จะหมดยก

นายยังเลือดกําเดาไหล

พี่เลี้ยงเตือนจี๊ฉ่างให้ระมัดระวังตัว นายยังเตรียม “ตีวงใน” เพราะรู้สึกว่าจี๊ฉ่างอ่อนกําลังลงตามที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า จี๊ฉ่างจึงเป็นฝ่ายถอยบ้างเมื่อนายยังทะลวงเข้าฟาดลําตัว แต่จี๊ฉ่างเป็นจีนจุติจากดาวจึงไม่พรั่น พอได้ท่าก็พุ่งหมัดอุ่นๆ เข้าจมูกนายยังเลือดกําเดาไหล คราวนี้นายยังเห็นทั้งดาวเห็นทั้งเลือดแต่ไม่ยอมถอย เพราะรู้แน่ว่าจี๊ฉ่างอ่อนแรง บางครั้งก็อ้าปากผงับคล้ายปลากระโห้จํานนพรานเบ็ด

ประชาชนเพิ่งได้เห็นนักมวยทั้งคู่ยืนซดทดลองความทรหด จึงพากันชอบอกชอบใจตบมือกระทุบตีนอย่างไม่กลัวเจ็บ

หัวจี๊ฉ่างเลือดไหล

นายยัง หาญทะเล ก้าวขยิกเข้าหาปฏิปักษ์อีก จี๊ฉ่างก็ปักหลักไม่ยอมถอย พุ่งข้อนิ้วขวาเฉียดซี่โครงนายยัง แล้วกอดไว้ นายยังดันจี๊ฉ่างซึ่งอ่อนแรงไปติดเชือกผู้ตัดสินเข้าแยกและใช้มือสองข้างดึงคู่ต่อสู้ออกมากลางสังเวียน นายยังไม่รอช้าเหวี่ยงหมัดซ้ายเข้าก้านคอปฏิปักษ์ แล้วชกซ้ำที่หน้า ขณะ เดียวกันจี๊ฉ่างสับหมัดหัวนกอินทรีรวม 2 ที เพราะนายยังถอยหนีไม่พ้น จี๊ฉางหนีบแขนซ้ายนายยังไว้ นายยังจึงเหวี่ยงขวาตวัดสั้นจังๆ ที่ลําตัวต่าง คนต่างพยายามแลกหมัดกันนัว ท่ามกลางเสียงโห่ไม่รู้ใครเป็นใคร เมื่อผู้ตัดสินแยกคู่ต่อสู้ออกจากกัน ปรากฏว่าหัวจี๊ฉ่างซึ่งโกนผมเกลี้ยงมีเลือดไหล ออกมา แต่แผลอยู่เหนือไรผม เลือดจึงไม่เข้าตา พี่เลี้ยงจี๊ฉ่างตะโกนว่านายยังเอาหัวชน ผู้ตัดสินและคณะกรรมการฯ ไม่ฟังเสียงให้สู้กันต่อไปเพราะ ไม่จริง

ประชาชนคนไทยต่างกระเหี้ยนกระหือรือลุกขึ้นยืนป้องปาก “เอามัน! เอาเลย! อย่าเลี้ยง! ” พวกจีนเพลาเสียงลง

ลูกติดพันหรือซ้ำ

นายยัง หาญทะเล จะได้ยินเสียงหนุนหรือประการใดไม่อาจทราบ จ้วงหมัดซ้ายจนตัวบิดเหวี่ยงผัวะเข้าขากรรไกรขวา จี๊ฉ่างคว่ำลงกับพื้น ขณะ เดียวกันปลายตีนนายยังซัดป้าบเข้าขมับ พี่เลี้ยงจี๊ฉ่างร้องตะโกนคัดค้านอีกว่า “ซ้ำ! ซ้าม! ซ้าม!” แต่ผู้ตัดสินไม่ฟังเสียง เพราะรู้ดีว่าอะไรเป็นซ้ำ และ อะไรลูกติดพัน

ผิดกับสมัยปัจจุบัน ซึ่งผู้ตัดสินบางท่านเป็นโรคบ้าจี้ ตัดสินตามเล่ห์กลเรียกร้องของนักพนันยิ่งกว่าพิจารณาตามภูมิของตน

จี๊ฉ่างเลือดไหลจากหูซ้าย

ขณะที่จี๊ฉ่างพยายามคืบคลานและคว้าเชือกสังเวียนรั้งตนเองขึ้นยืน ก่อนถูกนับ 10 นายยังกําลังตื่นเต้นได้ใจ ย่างสามขุมเข้าหาอีก ทําที (แสดงกิริยาให้สําคัญผิด) ง้างหมัดขวาช้าๆ ด้วยอาการกระตุก พอจี๊ฉ่างหลงปัด นายยังก็ป่ายตีนขวาไปที่ร่างจี๊ฉ่างซึ่งมีเลือดจากแผลบนหัวทั่วหน้าอก และมี พะวงจะกอดเอาตัวรอดคล้ายคนตกน้ำ เมื่อผู้ตัดสินเข้าแยกอีกครั้งหนึ่ง หน้าจี๊ฉ่างแดงฉานด้วยเลือดนักสู้ แต่นายยังกําลังมันเขี้ยวไม่ลดลง เข้าผลัก จี๊ฉ่างออกห่างพอเหมาะระยะแข้ง เหวี่ยงพลักเข้าใต้รักแร้ด้านใกล้หัวใจ จี๊ฉ่างคว้าขาได้ดึงเข้าหาตัวเพื่อควักหักกระดูกไหปลาร้าอันเป็นไม้ตายของฝ่ายจีน นายยังตกใจกระชากขากลับ จี๊ฉ่างคะมำตามกอดเข่าคู้นายยังไว้ นายยังจึงระดมเหวี่ยงควายเข้ากกหูจี้ฉ่างอย่างไม่นับ ปรากฏว่าขณะนี้มีเลือดไหลออกจากหูซ้ายของจี๊ฉ่าง

ผู้ตัดสินเข้าแยก (ความจริงควรให้แพทย์ตรวจเพราะอาจเป็นอันตรายแก่สมอง) จี้ฉ่างคงยืนด้วยอาการอ่อนระโหยโรยแรง พุ่งหมัดนกอินทรีแบบ สั่งญาติ แต่ผิดเป้าเพราะนายยังฉากทัน

เสียงหนุน “ยัง อย่าเลี้ยง! ยัง อย่าเลี้ยง! ” ดังรอบๆ สนาม

นายยังรู้ดีว่าได้ต่อยและเตะจี๊ฉ่างจนสุดแรงแล้ว หากเป็นคนอื่นการต่อสู้คงจะลงเอยง่ายกว่านี้ แต่จี๊ฉ่างชินชํานาญเชิงมวยและมีความทรหดอดทนเกินมนุษย์ธรรมดาที่นายยังเคยต่อกรมาในอดีต

มังกรไฟพ่าย

ขณะนี้นายยัง หาญทะเล กลืนหมากอาพัดเกลี้ยงแล้ว รีรอหาโอกาส และช่องว่างนิดหนึ่ง ระลึกถึงพระคาถา “กระทู้เจ็ดแบก” รู้สึกวูบวาบขนลุกซู่ จี๊ฉ่าง-จีนใจเพชร-เปลือกตาเกือบปิด ถุยเลือดออกจากปากที่บวมปูด ลากตีนที่ยกขึ้นด้วยความลําบากเข้าหานายยังอย่างไม่พรั่นเพราะสู้ตาย ชั่วพริบ ตาที่จี๊ฉ่างเบือนหน้าบ้วนเลือด หมัดขวามหาประลัยของนายยังซึ่งง้างมาแต่ข้างหลังก็หวดเข้าโหนกแก้ม จี๊ฉ่างผงะถลาล้ม นายยังตวัดตีนซ้ายรับเข้าเต็มหน้าจนจี๊ฉ่างมือกางกลิ้งลงพื้น

ผู้ตัดสินกระโดดเข้าดึงนายยังออกห่างแล้วเริ่มนับ 1 ถึง 4 เหลียวดูนายยัง เห็นคงยืนอยู่มุมกลาง

จี๊ฉ่างไหวตัวและพยายามลุกขึ้น เลือดเต็มหน้าและกลับเอียงซ้ายพับลงราบกับพื้นเวทีอีกครั้งหนึ่ง

ผู้ตัดสินชําเลืองพร้อมนับต่อจนถึง 10 จี๊ฉ่างมังกรไฟแห่งฮ่องกง-ต้องพ่ายเสือร้ายแห่งที่ราบสูงเพราะหย่อนศิลปะการต่อสู้…

…นายยัง หาญทะเล กําชัยเหนือจี๊ฉ่างในการต่อสู้อันนับเป็นประวัติการณ์เพราะเคารพและเชื่อฟังครูผู้สอนให้“หนีเอาชัย” (Run a Victory) ก็ใครเล่าที่ทรงภูมิปัญญาสอนได้ดังกล่าว ถ้ามิใช่เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้คอยชักใยนายยัง หาญทะเล ด้วยสายพระเนตรอันแหลมคม เมื่อปี พ.ศ. 2464 หรือเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯ แห่งกาลปัจจุบัน!”

หลังจากความพ่ายแพ้ของจี๊ฉ่างแล้ว เกิดเสียงเล่าลืออีกว่า จี๊ฉ่างไม่ได้เป็นนักมวยฮ่องกง แต่เป็นชาวจีนที่เร่ขายยาแถวสำเพ็ง แต่ก็มีเสียงโต้เถียงว่าเป็นมวยฮ่องกงจริง และควรให้มีการแก้มือให้เห็นผลอีกครั้ง เขตร เล่าว่า ภายหลังจี๊ฉ่างขอกลับฮ่องกงโดยด่วน กลับกลายเป็นคนไทยกับคนจีนที่โต้เถียงไม่เป็นอันยุติเกิดมวยให้ตำรวจเป็นกรรมการตัดสินกันหลายคู่

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

เขตร ศรียาภัย. ปริทัศน์มวยไทย. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550

หมายเหตุ: ปริทัศน์มวยไทย นำลงในนิตยสาร ฟ้าเมืองไทย รายสัปดาห์ยุคแรกๆ เริ่มในช่วงพ.ศ. 2515 ภายหลังหลานปู่ค้นหาต้นฉบับมารวมเล่มตีพิมพ์เมื่อปี 2550

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 สิงหาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...